วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...... ข้อเท็จจริงเบื้องหลังการทำงานของตำรวจ จากถ้อยคำของ อดีตผบ.ตำรวจนครบาล


แม้ช่วงที่ผ่านมาหลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 บล็อกนี้ออกจะร้างลาเรื่องที่เกี่ยวกับการเมือง เรียกได้ว่าแทบจะไม่แตะเลย ถึงตอนนี้ไม่แตะไม่ได้แล้ว แต่คงจะใช้วิธีเลียบค่าย ดึงข้อมูลเท่าที่พอจะหาอ่านได้มาใช้ประกอบกับสถานะการณ์ปัจจุบัน ร่วมกับการวิจารณ์ตรงๆเหมือนเช่นที่เคยทำในช่วงปฏิวัติ

พอดีเมื่อเช้านี้นึกถึงบันทึกเก่าๆของพ่อที่เคยจะนำมาเขียนถึง แล้วอยากจะลงรูปประกอบด้วย เวลารื้อลังไม้เก่าอายุน่าจะเกิน 50 ปี ที่ใช้เก็บหนังสือสมัยคุณพ่อ เพื่อจัดวางประกอบภาพ ก็อดที่จะรื้อๆค้นๆ ดูหนังสือในนั้นบ้างไม่ได้ พลิกดูหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพหลายเล่ม พบเล่มที่นำมาใช้เขียนเรื่องนี้มีภาพที่น่าสนใจอยู่ จึงต้องขอประทานอนุญาตนำมาอ้างอิง ไว้ที่นี้ค่ะ

แม้วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จะเก่ามานานเกือบ 50 ปีแล้วแต่เห็นว่ามีข้อสังเกตุบางอย่างที่แม้แต่ระดับผู้บัญชาการตำรวจนครบาลยังกล้าเปิดเผยในเวลานั้น ซึ่งดูท่าทางจะยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นแต่อย่างใดในปัจจบันและคงจะถึงอนาคตอันใกล้ด้วย ดูจากภาพประกอบต่อไปนี้ร่วมกับคำอธิบายของผู้เขียนวิทยานิพนธ์เองนะคะ


ท่านเจ้าของผลงานวิทยานิพนธ์

.....อย่างไรก็ตาม การพิจารณาอนาคตของตำรวจนครบาลไทย ยังต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับว่า ยังทรงสภาพอยู่ไม่อาจขจัดให้สิ้นสุดลงได้

(๑) ข้อแรกได้แก่การพิจารณาทางด้านองค์การสังคม (Social Organization) กล่าวคือ ระบบการหรือโครงร่างขององค์การของสัคมที่เป็นอยู่ของไทย หรืออาจกล่าวได้ว่า ของประเทศอื่นๆทั่วโลก ที่อาจมีสภาพคล้ายคลึงกัน ยังมีสภาพที่ทำให้เกิดจุดด่างหรือปมด้อยแก่การตำรวจอยู่เรียกได้ว่าในโครงร่างของระบบการองค์การสังคมนี้ ทำให้ตำรวจเป็นเป้าสายตาของคนทั่วไปและเป็นจุดแห่งการวิพากษ์ติฉินนินทา ฉะนั้น ไม่ว่าการตำรวจจะดีเพียงไร ปัญหาการที่จะพ้นจากการถูกตำหนิวิพากษ์ย่อมเป็นสิ่งพ้นวิสัย เรื่องนี้อาจให้อรรถาธิบายได้โดยภาพ ดังต่อไปนี้

          เราอาจอธิบายภาพได้ดังนี้ รัฐบาลเป็นผู้ถืออธิปไตยสูงสุด ย่อมจะต้องออกกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์คนหมู่มาก ผู้ที่จะเป็นเครื่องมือของรัฐบาลได้แก่ ตำรวจ แต่กฎหมายแต่ละฉบับย่อมทำให้บุคคลบางกลุ่มเสียประโยชน์ พลเมืองประกอบด้วยบุคคลหลายกลุ่ม ต่างหาอิทธิพลและรักษาผลประโยชน์ของตน จึงต่างก็พยายามจะให้รัฐบาลออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตน จึงต้องมีการใช้กลวิธีพลิกแพลง และบุคคลที่ประกอบเป็นรัฐบาลก็อาจเป็นบุคคลสังกัดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ถ้าไม่สามารถจะแก้ไขเหตุการณ์ทางรัฐบาลได้ โดยมีกฎหมายออกมาเสียแล้ว กลุ่มต่างๆก็จะใช้วิธีเข้าหาตำรวจ มิให้ตำรวจรักษากฎหมายด้วยดี ฉะนั้น กลุ่มต่างๆจึงสัมพันธ์กันหมด ต่างก็แสวงประโยชน์ไปตามแนวทางแม้จนกระทั่งนักการเมืองก็อาจสนับสนุนผู้กระทำผิด แล้ววางแผนเข้ากับตำรวจมิให้รักษากฎหมายด้วยดีก็ได้ ตำรวจจึงกลายเป็นเป้า ตำรวจที่หลงผิดก็อาจไม่สุจริต ตำรวจที่ตั้งใจทำงานจริงๆเพื่อส่วนรวมเมื่อไม่อาจปฏิบัติได้อย่างตรงไปตรงมาอาจใช้วิธีรุนแรง ซ้อมผู้ต้องหา หรือการอื่นๆ เพื่อผลประโยชน์ในทางสืบสวนและผลแก่คดี

          สภาพของโครงร่างขององค์การทางสังคม ที่เป็นดังนี้ชี้ถึงจุดอ่อนที่เกิดแก่ตำรวจว่า จะทำการใดก็ไม่อาจได้รับคำชมเชยอย่างแท้จริง เพราะในตัวของการกระทำทุกคราวย่อมมีผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ จึงเป็นปัญหาที่ชนชั้นผู้นำขององค์การ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ จะต้องรับพิจารณาว่า เราไม่อาจเข้าถึงความสมบูรณ์ที่ปราศจากการตำหนิ หรือาคีได้ในการตำรวจ แม้ว่าผู้นำขององค์การจะมีความปรารถนาดีต่อชาติ และสังคมสักเพียงใด

.........

ที่มา:คัดบางส่วนมาจากวิทยานิพนธ์ของอดีคผู้บัญชาการตำรวจนครบาล  พล.ต.ท. ประจวบ กีร์ติบุตร อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เรื่อง "ตำรวจนครบาล"  ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2503 พิมพ์ไว้ในหนังสืออนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตำรวจโท ประจวบ กีร์ติบุตร ม.ว.ม. ป.ช. ท.จ. วัดเทพศิรินทราวาส 18 มีนาคม 2514 จัดพิมพ์และแจกในงานโดย กองบัญชาการตำรวจนครบาล

คงไม่ขอวิจารณ์เพิ่มเติม กรณีตำรวจกับการชุมนุมของพันธมิตร เพราะข้อเท็จจริงก็คงจะอธิบายได้จากวิทยานิพนธ์เรื่องนี้พอสมควร

ถ้าจะตำหนิก็ต้องว่าพวกที่ใช้อำนาจในทางที่ผิด หาประโยชน์ให้ตัวและพวกพ้อง โดยอาศัยข้าราชการเป็นเครื่องมือนั่นแหละค่ะ

แต่ก็สงสัยไม่หายว่า

แล้วไม่มีใครทำอะไรได้เลยหรือ
หรือว่าสังคมไทย จะต้องอยู่ในวงจรอุบทว์อย่างนี้ตลอดไป ?

เหอๆๆ

ประวัติ พลตำรวจโท ประจวบ กีร์ติบุตร

เกิดเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2455 ถึงก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน  2510
สมรสกับคุณหญิงกระจ่างศรี ไชยเสวี มีบุตรชาย 2 คน บุตรหญิง 2 คน เสียชีวิตหลังจากผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่ออายุได้ 55 ปี ขณะดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมตำรวจ

สำเร็จจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ สอบได้ที่ 1 แล้วสอบแข่งขันได้รับทุนรัฐบาลไปศึกษาวิชาการตำรวจ ณ ประเทศญี่ปุ่น กลับมารับราชการตำรวจตั้งแต่ประจำแผยกจัดกำลัง เป็นผู้บังคับหมวดโรงเรียนปทุมวัน รักษาการสารวัตรสถานีตำรวจนครบาลดุสิต นายเวรผู้บังคับการตำรวจนครบาล รองผู้กำกับการตำรวจนครบาลใต้ ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าตำรวจรัฐตรังกานู กลับมาเป็นริงผู้กำกับการตำรวจนครบาลกลาง ผู้กำกับตำรวจนครบาล 1 แล้วไปรักษาการรองหัวหน้ากองปกครอง กรมตำรวจ ผู้กำกับการ 2 กองตำรวจสันติบาล รองผู้บังคับการตำรวจสันติบาล รองผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครใต้ และพระนครเหนือ(ในเวลาเดียวกัน) เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และเป็นผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจในที่สุด

พล ต.ท. ประจวบ กีร์ติบุตรใช้ชีวิตอยู่ในราชการตำรวจด้วยความรู้ความสามารถของตนเอง ยึดมั่นอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต ประพฤติและวางตนอยู่ในกรอบชีวิตที่ดีงามเสมอต้นเสมอปลาย เป็นผู้ที่จะสร้างความเจริญให้กับกรมตำรวจได้มาก หากท่านมีชีวิตยืนยาว

อ่านเกร็ดประวัติและการปฏิบัติหน้าที่ของท่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ <<< คลิก

ขอบคุณที่มาอ่าน และแสดงความคิดเห็นค่ะ

ปิรันญ่า
29 พฤษภาคม 2551

โดย ปิรันญ่า

 

กลับไปที่ www.oknation.net