วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ย้อนประวัติศาสตร์ 2475-ปัจจุบัน ผู้นำ และจุดเปลี่ยนการเมืองไทย ประชาชาติธุรกิจออนไลน์


วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4035

ย้อนประวัติศาสตร์ 2475-ปัจจุบัน ผู้นำ และจุดเปลี่ยนการเมืองไทย


 การ เผชิญระหว่างคนไทยสองกลุ่ม สองขั้ว หนึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล อีกหนึ่ง เป็น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งพัฒนาถึงระดับตึงเครียดที่สุด กลายเป็น "กันยาทมิฬ" ให้คนไทยผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดหวาดผวา เมื่อต้นสัปดาห์ก่อนนั้น

นำมาซึ่งคำถามหาความรับผิดชอบในฐานะผู้นำรัฐบาล ผู้กุมอำนาจบริหารสูงสุดตามกฎหมาย จากคนหลายๆ กลุ่ม

เสียง ล่าสุด แม้ไม่ได้เผยตัวตน แต่ความเห็นและข้อเรียกร้อง ผ่าน "กรุงเทพโพล" ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งได้ทำการสำรวจความคิดเห็นกลุ่มนักธุรกิจ 100 CEOs Survey ในหัวข้อ "ทางออกประเทศไทย" ตลอด 3 วันต่อเนื่อง นับจากเกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นั้น กลับส่งสัญญาณเตือนบางอย่างออกมา

โดยเฉพาะเกินครึ่ง (57%) เห็นว่า นายสมัคร "ไม่ชอบธรรม" ในการบริหารประเทศต่อไปอีกแล้ว ด้วยเหตุผลว่า นายกรัฐมนตรีมีท่าทีแข็งกร้าวเกินไป ไม่เหมาะกับสถานการณ์ในขณะนี้ และสุดท้ายคือ พวกเขามองไม่เห็นทางออกอื่นที่จะทำให้บ้านเมืองสงบ

แม้ว่าพวกเขาเหล่านี้จะไม่เห็นด้วยกับแนวทาง และวิธีการของกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป

ดร. เกษียร เตชะพีระ ให้ข้อสังเกตุในตอนท้ายของบทความ "ปรากฏการณ์ม็อบพันธมิตร" ว่า ตอนนี้บ้านเมืองของเรา กำลังอยู่ตรงริมเหวแห่งการลุกขึ้นสู้ทั่วไปของประชาชนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง ที่ต่อต้านรัฐบาล

เป็นจุดเดียวกับที่บ้านเมืองเราเคยเดินมาถึง ณ วันสุกดิบก่อน 14 ต.ค.2516 และ 17 พ.ค.2535...แล้วเราก็ถลำลึกลงไป

เราเดินทางถึงจุดนี้วันนี้ได้ ก็เพราะความผิดพลาดใหญ่บ้างเล็กบ้าง และที่ตั้งใจ และไม่ตั้งใจ ของคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย

พร้อมกับปิดท้ายให้ทั้งสองฝ่ายหยุด และเปิดทางให้กระบวนการทางการเมือง และกฎหมายได้ดำเนินต่อไปตามกฎเกณฑ์ และกติกาของมัน...

ข้อ สังเกตดังกล่าวของอาจารย์เกษียรสะท้อนชัดว่า ประเทศไทยกำลังจะเดินย่ำรอยอดีตที่น่าสะพรึงกลัวอีกครั้ง หากอารมณ์ของคนต่างชั้ว ไม่หยุด และไม่เปิดช่องให้กลไกนิติรัฐ ได้ทำงาน

จริงๆ แล้ว ประวัติศาสตร์การเมือง ที่สามารถหาอ่านจากตำรารัฐศาสตร์ และอีกหลายสาขาที่เกี่ยวข้อง น่าจะเตือนสติ และช่วยให้หลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมที่ไม่พึงประสงค์ครั้งใหม่นี้ได้ แต่โชคร้ายที่ 70 กว่าปีของระบอบประชาธิปไตย ในประเทศไทย ได้แต่เติบโตเพียงรูปแบบ แต่ "เนื้อหาสาระ" กลับไม่มีอะไรเปลี่ยน

ใน ตำราประกอบการเรียนรัฐศาสตร์ ชื่อ "ปัญหาการเมืองไทยด้านกระบวนการทางการเมือง" โดย ดร.เสนีย์ คำสุข ได้ วิเคราะห์และสังเคราะห์ลักษณะของผู้นำทางการเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไว้อย่างน่าสนใจ

เป็นต้นว่า ข้อสรุปเกี่ยวกับคุณลักษณะร่วมของผู้นำทางการเมืองไทยว่า "ผู้นำ" ทางการเมืองไทยทุกยุคทุกสมัย มีคุณลักษณะร่วมบางประการคล้ายคลึงกัน

1.ผู้นำทหาร (จอมพล ป., จอมพลสฤษดิ์, พล.อ.เปรม, พล.อ.ชวลิต)

2.ผู้นำนักการเมืองพลเรือน (นายควง, นายชวน)

3.ผู้นำศักดินาเชื้อสายเจ้า (ม.ร.ว.เสนีย์, ม.ร.ว.คึกฤทธิ์)

4.ผู้นำนักธุรกิจ (นายอานันท์, พ.ต.ท.ทักษิณ)

5.ผู้นำปัญญาชน (ดร.ปรีดี)

ผู้ นำเหล่านี้มีที่มาที่สามารถสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้นำ ทางการเมืองกับเอกลักษณ์ของสังคมไทย ที่สามารถแบ่งเป็นประเภทต่างได้ดังนี้

สังคม อุปถัมภ์ - ผู้นำพ่อขุนนิยม ให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างบุคคลที่ไม่ใช่เครือญาติแต่มี ความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดเพื่อหวังผลประโยชน์ตอบแทน ทำให้เกิดผู้นำแบบอุปถัมภ์ หรือแบบพ่อขุนนิยม เช่น กรณีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้น

สังคมเจ้าขุนมูลนาย - ผู้นำศักดินานิยม สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยโบราณ ผู้นำที่ดำรงตำแหน่งระดับสูงทางราชการ หรือการเมือง ที่มีคุณลักษณะที่ถือยศถืออย่าง ผู้นำลักษณะนี้มักมีเชื้อสายเจ้า เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

สังคม สันติประชาธรรม - ผู้นำรักสงบ รักสันติ จึงมีลักษณะทางสังคมแบบอภัยนิยม ไร้หลักการ หรือลืมตาข้างเดียว สำหรับนักการเมืองธรรมะธัมโม เช่น นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช จนได้รับฉายานามว่า ฤาษีเลี้ยงลิง

สังคม ไร้อุดมการณ์ - ผู้นำนักปฏิวัติ นักล้วงลูกนิยม ผู้นำไทยส่วนใหญ่ชอบแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ชอบปฏิบัติการแบบ ลูบหน้าปะจมูก บ่อยครั้งที่ชอบล้วงลูก โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณแผ่นดิน

สังคมเครือญาติ - ผู้นำอาวุโส

สังคมธนานุภาพ - ผู้นำธนาธิปไตยนิยม เป็นสังคมนิยมเงินเป็นใหญ่ ทำให้นักธุรกิจสามารถเข้าสู่อำนาจทางการเมืองได้ง่าย

ประวัติ ศาสตร์มักจะให้เบาะแสของความเป็นไปที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่นเดียวกับสถานการณ์ปัจจุบันมีเบาะแสให้คนย้อนกลับไปดูต้นรากของความผิด พลาดได้ด้วย

ในหนังสือ ดร.เสนีย์แบ่งความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทางการเมืองกับการเปลี่ยน แปลงทางการเมือง ออกเป็น 5 ช่วงหลักๆ

ช่วงที่ 1 คณะราษฎรกับการพัฒนาทางการเมืองและความขัดแย้งระหว่างผู้นำทหาร - พลเรือน

การ เปลี่ยนแปลงทางการปกครอง 24 มิ.ย.2475 โดยคณะราษฎร และการขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 2 ของไทยและเป็นนายทหารคนแรกที่ขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองของพระยาพหล พลพยุหเสนา เมื่อ 16 ธ.ค.2481

ต่อด้วยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ตลอดระยะเวลา 5 ปี ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลเผด็จการทางทหารอย่างสมบูรณ์

ดร. ปรีดี พนมยงค์ ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2489 เป็นการก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุดของตนเองและผู้นำฝ่ายพลเรือน ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ได้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ต้องพระแสงปืนสวรรคตเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2489 นายปรีดี ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อมา และถูกกลุ่ม จอมพล ป. พิบูลสงคราม ทำการปฏิวัติรัฐประหาร

นับเป็นครั้งแรกที่ทหารทำการ รัฐประหารรัฐบาลของทหารด้วยกัน (ทหารบกรัฐประหารทหารเรือ) หลังจากรัฐประหารแล้วให้ นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว ภายหลังใช้กำลังคุกคามให้นายควง ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ช่วง ที่ 2 การเมืองไทย ยุครัฐชาตินิยม และการปกครองของผู้นำทหาร ผู้พิทักษ์ - นักชาตินิยม เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อวันที่ 23 มี.ค.2492 ได้เกิดวิกฤตความขัดแย้งหลายครั้ง

การยึดอำนาจของคณะทหาร พ.ศ.2495 ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวนายกรัฐมนตรี แต่เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ โดยกลับไปใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2475 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2495

ช่วง ที่ 3 เป็นช่วงของการเมืองไทยยุค "พ่อขุนอุปถัมภ์ เผด็จการ และเผด็จการทหารอำนาจนิยม พ.ศ.2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหารรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม การยึดอำนาจครั้งนั้นไม่มีการประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ แต่ประกาศยกเลิก ส.ส. ได้ตั้งให้นายพจน์ สารสิน เป็นนายกฯชั่วคราว

วันที่ 28 ม.ค.2502 คณะผู้ยึดอำนาจได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ มีเพียง 20 มาตราเท่านั้น แต่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ขณะที่คณะรัฐมนตรีของจอมพลสฤษดิ์มีเพียง 15 คนเท่านั้น

เมื่อจอมพล สฤษดิ์ได้ทำการยึดอำนาจแล้ว เน้นการปกครองบริหารราชการ แผ่นดินแบบระบบพ่อขุน กล่าวคือ ระบบการเมืองประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1.รัฐบาล 2.ข้าราชการ คั่นกลางระหว่างประชาชนกับรัฐบาล และ 3.ประชาชน

หลัง จากจอมพลสฤษดิ์ อสัญกรรม จอมพลถนอม กิตติขจร ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2511 จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรขึ้น จอมพลถนอมได้ จัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นชื่อว่า พรรคสหประชาไทย หลังจากการเลือกตั้งพรรคสหประชาไทยได้ผู้แทนฯ ทั้งหมด 76 คน จากจำนวนทั้งหมด 219 คน จอมพลถนอมได้เป็นนายกรัฐมนตรี

17 พ.ย.2514 จอมพลถนอมยึดอำนาจตัวเอง โดยอ้างว่าการปกครองประเทศทำได้ไม่ราบรื่น และการกระทำดังกล่าวได้เป็นชนวนไปสู่เหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 บรรดาปัญญาชนขาดความมั่นใจในกองทัพ รุนแรงจนเกิดเหตุการณ์วิปโยค 14 ตุลา

ช่วง ที่ 4 การเมืองยุค 14 ตุลา เป็นช่วงที่ประชาธิปไตยแบ่งบาน นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ จำนวน 2,347 คน

หลังจากนั้น ก็มีการเลือกตั้งเมื่อ 26 ม.ค.2518 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงข้างมาก 72 เสียง แต่ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคได้รับเห็นชอบจากสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่นโยบายของรัฐบาลไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา คณะรัฐมนตรีต้องลาออกทั้งคณะ ต่อมารัฐสภาเห็นชอบให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม เป็นนายกรัฐมนตรี

เป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงอำนาจมาสู่รัฐสภานิยม

กระทั่ง วันที่ 19 ก.ย.2519 จอมพลถนอมบรรพชาเป็นสามเณรและเดินทางเข้ามาในประเทศไทย นักศึกษาเริ่มเคลื่อนไหวต่อต้านบานปลายนำไปสู่เหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ รัฐมนตรีกลาโหม สมัยรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ เข้ายึดอำนาจ ยุบสภายกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2517 แต่งตั้งให้นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี

เกือบ 1 ปีในรัฐบาลของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ทำให้คนไทยได้เรียนรู้ ดังนี้

1.เผด็จการโดยทหาร พลเรือน ไม่มีอะไรแตกต่างกัน

2.นโยบายสุดโต่งไม่ว่าซ้ายจัดขวาจัด ล้วนไม่เป็นที่น่าปรารถนา

3.การปลุกความรู้สึกชาตินิยม การใช้ลัทธิชาตินิยมในการบริหารประเทศ

4.ความบริสุทธิ์ใจ มือสะอาดน่าสรรเสริญ ไม่เพียงพอในการกุมบังเหียนประเทศได้

5.คนไทยจะรวมตัวกัน สามัคคีกันเมื่อเกิดวิกฤตการณ์

หลังจากการเลือกตั้ง พ.ศ.2521 พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

หลัง จาการเลือกตั้ง 18 เม.ย2526 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้รับการสนับสนุนจากทหารและพรรคการเมือง ที่เรียกว่า จตุรพรรค คือ (1) พรรคกิจสังคม (2) พรรคประชาธิปัตย์ (3)พรรคประชากรไทย (4) พรรคชาติประชาธิปไตย พลเอกเปรม คือสัญลักษณ์ ความอยู่รอดของการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาไทย

รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 ใช้อยู่กระทั่ง คณะ รสช. ได้เข้ายึดอำนาจรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ แต่งตั้งให้ นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี

ช่วง ที่ 5 เรียกว่า การเมืองไทยยุคปฏิรูปจาก รสช. สู่ธนกิจการเมือง และชุมชนา ธิปไตย คณะ รสช. ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2534 แล้วมีการเลือกตั้ง ส.ส. 360 คน เมื่อ 22 มี.ค. 2535 หลังจากเลือกตั้ง พลเอกสุจินดา คราประยูร ผู้นำคนสำคัญคณะ รสช.ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

จนเกิดเห ตุการณ์พฤษภาทมิฬ ระหว่างนั้น นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 หลังเหตุการณ์ พ.ศ.2535 การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไทย ทำให้กลุ่มนักธุรกิจ หรือ ชนชั้นกลางในเมือง กลุ่มคนเหล่านี้มีบทบาทมากขึ้นในเรื่องการจัดทำนโยบายของรัฐ

กระทั่ง เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศไทย เมื่อปี 2540 จึงเป็นโอกาสให้กลุ่มทุนธุรกิจ พลิกบทบาทจากผู้อยู่เบื้องหน้า และเป็นกำหนดนโยบายเสียเอง ในสมัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (2544-2549) แนวนโยบายที่อิงประชานิยม

ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ครองใจฐานเสียง โดยเฉพาะกลุ่มคนรากหญ้า โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคอีสาน ได้อย่างเป็นปึกแผ่น แต่ข้อกล่าวเรื่อง "คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย" แลผลประโยชน์ทับซ้อน ก็เป็น จุดเปลี่ยนสำคัญ ที่นำไปสู่การทำรัฐประหาร โดย คมช. ก่อนจะโอนอำนาจบริหารมาสู่รัฐบาลเฉพาะกาล ภายใต้การนำของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์

หลังจากประเทศไทย รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ทุนทางการเมืองสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ก็หนุนส่งให้พรรคพลังประชาชน ที่ก่อกำเนิด โดยอาศัยรากฐานของพรรคไทยรักไทย ที่ศาลมี คำพิพากษาให้ยุบพรรค ไปก่อนหน้านั้น ชนะการเลือกตั้ง กลับมาเป็นรัฐบาล

ประเทศไทยจึงได้ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 และกำลังเป็นผู้นำอยู่บนรอยต่อทางการเมืองไทยในช่วงปัจจุบัน ซึ่งกำลังถูกจับตามองว่า จะลงเอยในรูปแบบเดียวกับเหตุการณ์ในอดีต โดยมีคำเรียกขานพ่วงท้ายว่า วิปโยคหรือทมิฬ

หรือ มีใครสักคนปลดชนวนของวิกฤตที่แทบจะไร้ทางออกได้ทันการณ์


หน้า 39

โดย same

 

กลับไปที่ www.oknation.net