วันที่ จันทร์ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประวัติและความสำคัญของพระพุทธศาสนา


ประวัติและความสำคัญของพระพุทธศาสนา

 

การสังคายนาพระธรรมวินัย

          หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ ๗ ได้มีเหตุสำคัญเกิดขึ้น คือมีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อสุภัททะซึ่งบวชเมื่อแก่ ยังไม่ได้ศึกษาหรือปฏิบัติธรรมมากนัก ได้กล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัย ลบหลู่พระพุทธเจ้า พระมหากัสสปเถระทราบเรื่อง ก็เกิดความสลดใจว่า

          พระพุทธเจ้าปรินิพพานเพียงไม่กี่วัน ยังมีผู้กล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัยได้ถึงเพียงนี้ หากปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไปก็จะทำให้มีผู้ประพฤติผิดจนเป็นเหตุให้พระธรรมวินัยถูกบิดเบือนให้คลาดเคลื่อนจากเดิมจนถึงเสื่อมลงได้

          คำว่าสังคายนาพระธรรมวินัย หมายถึง การรวบรวมตรวจสอบชำระพระธรรมและพระวินัยที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนหรือบัญญัติไว้ หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพานได้ ๓ เดือน พระมหากัสสปเถระก็ได้คัดเลือกพระอรหันต์ ๕๐๐ รูปทำสังคายนาที่ถ้ำสัตตบรรณ เชิงเขาเวภาระ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ มีพระมหากัสสปเถระเป็นประธาน พระอานนท์เป็นผู้วิสัชชนาพระธรรมและพระอุบาลีเป็นผู้วิสัชชนาพระวินัย การสังคายนาครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ ๑ ใช้เวลาทำ ๗ เดือน โดยมีพระเจ้าอชาตศัตรูทรงถวายการอุปถัมภ์

          ต่อมาอีก ๑๐๐ ปี มีพระภิกษุชาววัชชีบุตรกลุ่มหนึ่งปฏิบัติผิดพระวินัย พระยสกากัณฑบุตร เห็นว่าหากปล่อยให้มีการประพฤติผิดพระวินัยเช่นนี้จะเป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาเสื่อม จึงให้ทำสังคายนาโดยมีพระสัพพกามีเป็นประธาน และพระอรหันต์อีกรวมทั้งสิ้น ๗๐๐ รูป ประชุมทำสังคายนาพระธรรมวินัยที่วาลุการาม เมืองไพศาลี ใช้เวลาทั้งสิ้น ๘ เดือน นับเป็นการสังคายนาครั้งที่ ๒ โดยมีพระเจ้ากาลาโศกถวายการอุปถัมภ์

          การสังคายนาครั้งนี้เป็นเหตุให้พระสงฆ์แตกออกเป็น ๒ นิกายใหญ่ คือ

          . เถรวาท ได้แก่ กลุ่มพระสงฆ์ที่ถือปฏิบัติตามคำสอนที่พระอรหันต์ ๕๐๐ รูปได้รวบรวมไว้ในการทำสังคายนาครั้งที่ ๑ และสอบทานอีกครั้งในการทำสังคายนาครั้งที่ ๒

          . มหาสังฆิกะ ได้แก่ พระสงฆ์กลุ่มหนึ่งซึ่งมีพวกมาก มีพระสงฆ์ชาววัชชีบุตรที่ประพฤติผิดพระวินัยเป็นผู้นำ

          ต่อมา พ.. ๒๑๘ สมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช คณะสงฆ์ได้แตกออกไปถึง ๑๘ นิกาย และมีพวกนอกพระพุทธศาสนาถือโอกาสปลอมเข้ามาบวชเพื่อหวังลาภสักการะ สร้างความเดือดร้อนแก่พระสงฆ์ที่บริสุทธิ์เป็นจำนวนมาก พระเจ้าอโศกมหาราช จึงได้อาราธนาพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นประธานทำการสังคายนาพระธรรมวินัยที่อโศการาม กรุงปาฏลีบุตร เมืองหลวงใหม่ของแคว้นมคธ นับเป็นการสังคายนาครั้งที่ ๓

          หลังจากการสังคายนาครั้งนี้แล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงจัดส่งคณะพระสมณทูตไปยังดินแดนต่าง ๆ รวม ๙ สาย คณะพระสมณทูตที่มีความสำคัญมากต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศไทยได้แก่พระสมณทูตสายที่ ๘ ซึ่งมีพระโสณะและพระอุตตระเป็นประธาน ได้เดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแคว้นสุวรรณภูมิได้แก่ดินแดนแถบเอเชียตะวันออกซึ่งมีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย

 

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทย

พระพุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้าสู่ประเทศไทย ๔ ยุค คือ

          ยุคที่ ๑ ยุคเถรวาทแบบพระเจ้าอโศกมหาราช นับแต่ช่วงเวลาที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงอุปถัมภ์การสังคายนาครั้งที่ ๓ ได้ทรงส่งสมณทูตไปเผยแผ่ โดยคณะพระสมณทูตสายหนึ่งมีพระโสณเถระและพระอุตตรเถระเป็นประธานได้เดินทางมาเผยแผ่ในแคว้นสุวรรณภูมิ หลักฐานที่พบในเมืองไทยขุดค้นพบที่จังหวัดนครปฐม คือ ศิลารูปธรรมจักรกับกวางหมอบ แท่นสถูป อันเป็นสิ่งเคารพบูชาเหมือนกับสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช

          ยุคที่ ๒ ยุคมหายาน ประมาณ พ..๖๒๐ พระเจ้ากนิษกะมหาราช ทรงอุปถัมภ์การสังคายนาครั้งที่ ๔ ของฝ่ายมหายานที่เมืองชลันธร และได้ส่งคณะพระสมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานในเอเชียกลางจนถึงประเทศจีน และจากจีนก็เผยแผ่ต่อมายังอาณาจักรอ้ายลาว ซึ่งในอดีตเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของไทย

          .. ๑๓๐๐ กษัตริย์แห่งอาณาจักรศรีวิชัยในเกาะสุมาตรา ได้ขยายอำนาจเข้ามาถึงดินแดนตอนใต้ของไทย ทำให้พระพุทธศาสนามหายานเจริญรุ่งเรืองอยู่ในดินแดนแถบนี้ด้วย หลักฐานที่ปรากฏคือเจดีย์พระธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี พระบรมธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช (องค์เดิม) พระพุทธรูป เทวรูปหล่อ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และพระพิมพ์ต่าง ๆ

          ยุคมหายาน ในระหว่าง พ.. ๑๔๕๔–๑๗๒๕ ขอมมีอำนาจเข้ามาครอบงำแผ่นดินประเทศไทย ขอมนับถือนิกายมหายาน เมื่อมีอำนาจทำให้อิทธิพลของมหายานครอบคลุมไปทั่ว เป็นเหตุให้พระพุทธศาสนามหายานรุ่ง จึงทำให้มีการนับถือพระพุทธศาสนาทั้งสองแบบและศาสนาพราหมณ์ผสมผสานกันไป

          ยุคที่ ๓ ยุคเถรวาทแบบพุกาม เมื่อ พ.. ๑๖๐๐ พระเจ้าอนุรุทธมหาราชแห่งพม่ามีอำนาจ ทรงตั้งราชธานีอยู่ที่เมืองพุกาม ทรงแผ่ขยายอาณาเขตครอบคลุมมาถึงดินแดนตอนเหนือของไทย คือ ล้านนา ลงมาถึงลพบุรีและทวราวดี พระพุทธศาสนาเถรวาทแบบพุกามซึ่งเป็นสายที่มาจากเมืองมคธ อินเดีย จึงครอบงำคนไทยแถบนั้นไปด้วย คนไทยจึงหันไปนับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบพุกามอีก แต่อย่างไรก็ดี คนไทยฝ่ายใต้ลงมาส่วนใหญ่คงนับถือฝ่ายมหายานอยู่

          ยุคที่ ๔ เถรวาทแบบลังกาวงศ์เมื่อ พ.. ๑๖๙๘ พระเจ้าปรักกมพาหุแห่งประเทศลังกาได้ทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในลังกา ได้อาราธนาพระมหากัสสปะชำระสะสางพระธรรมวินัย พระพุทธศาสนาก็กลับรุ่งเรือง มีชื่อเสียงไปไกล ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาทั่วไปต่างก็สนใจ พากันเดินทางไปศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฎกและได้รับการอุปสมบทใหม่ที่นั่น ครั้นศึกษาเจนจบแล้วก็กลับบ้านเมืองของตน ๆ เฉพาะประเทศไทยเรา พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์นี้ได้เข้ามาตั้งมั่นอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช

          สมัยสุโขทัย (.. ๑๘๐๐–๑๙๒๐) หลัง พ.. ๑๘๐๐ เมื่อไทยตั้งอาณาจักรมั่นคงอยู่ที่สุโขทัยแล้ว พ่อขุนรามคำแหง พระองค์เลื่อมใสพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า จึงได้ทรงอาราธนาพระสงฆ์แต่เมืองนครศรีธรรมราชขึ้นไปยังสุโขทัย ทรงทำนุบำรุงพระสงฆ์ ส่งเสริมการเรียนพระไตรปิฎก พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานมีผู้เลื่อมในน้อยลง และในที่สุดก็มารวมเป็นนิกายเดียวกัน

          พระพุทธศาสนาในสมัยสุโขทัยเจริญรุ่งเรืองมาก มีการสร้างวัดวาอาราม และหล่อพระพุทธรูปขนาดใหญ่มากมาย  ..๑๘๙๗ พระยาลิไทขึ้นครองราชย์ ได้นิมนต์พระมหาสวามีสังฆราชเมืองลังกาชื่อสุมนะเข้ามาสู่กรุงสุโขทัย ได้เสด็จออกผนวชชั่วคราว ณ วัดป่ามะม่วง ในเขตอรัญญิก และได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเตภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่วง เป็นหนังสือที่ทรงอิทธิพลต่อความคิดความเชื่อและวิถีปฏิบัติของประชาชนทั่วไปในเรื่องนรกสวรรค์และการทำดีทำชั่ว

          สมัยล้านนา ประมาณ พ.. ๑๙๑๓ ในรัชสมัยของพระเจ้ากือนา ได้ทรงส่งราชทูตไปขอนิมนต์พระสังฆราชสุมนะต่อพระยาลิไทเพื่อไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในล้านนา เป็นการเริ่มต้นแห่งพระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ในดินแดนแถบนี้

          ในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช ได้มีการส่งคณะสงฆ์ไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่ลังกา ต่อมาพระองค์ได้อุปถัมภ์การสังคายนาซึ่งนับเป็นการสังคายนาครั้งที่ ๘ ที่วัดโพธาราม หรือวัดเจดีย์เจ็ดยอดในนครเชียงใหม่ในรัชสมัยของพระเมืองแก้ว (.. ๒๐๓๘–๒๐๖๘) เป็นยุครุ่งเรืองของวรรณคดีพระพุทธศาสนา มีพระสงฆ์นักปราชญ์แต่งคัมภีร์พระพุทธศาสนาเป็นภาษาบาลีขึ้นจำนวนมาก เช่น พระสิริมังคลาจารย์แต่งหนังสือมังคลัตถทีปนี เวสสันตรทีปนี จักรวาลทีปนี สังขยาปกาสกฏีกา และพระรัตนปัญญาแต่งหนังสือวชิรสารัตถสังคหะและชินกาลมาลีปกรณ์ เป็นต้น

          สมัยอยุธยา (.. ๑๘๙๓–๒๓๑๐) พระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ยังคงรุ่งเรืองอยู่ พระมหากษัตริย์หลายพระองค์ทรงเลื่อมในในพระพุทธศาสนา เช่น สมเด็จพระนารายณ์ ได้เสด็จออกผนวชระหว่างครองราชย์ที่วัดจุฬามณี ลพบุรี ในสมัยอยุธยานี้มีการแต่งหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนามากมาย เช่น มหาชาติคำหลวง กาพย์มหาชาติ นันโทปนันทสูตร พระมาลัยคำหลวง ปุณโณวาทคำฉันท์ เป็นต้น

สมัยธนบุรี (.. ๒๓๑๐–๒๓๒๕) เป็นยุคที่เริ่มฟื้นฟูบ้านเมือง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี และโปรดฯให้รวบรวมพระไตรปิฎกจากที่ต่าง ๆ มาเก็บรักษาไว้ด้วย

          สมัยรัตนโกสินทร์ (.. ๒๓๒๕–ปัจจุบัน) นับแต่สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นราชธานีของไทยเมื่อ พ.. ๒๕๓๕ พระองค์ได้ทรงบูรณะวัดวาอาราม และได้ทรงอาราธนาพระสงฆ์ผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฎก ๒๑๘ รูปกับราชบัณฑิต ๓๒ คน ทำการสังคายนาขึ้นที่วัดมหาธาตุ ในกรุงเทพฯ เมื่อ พ.. ๒๓๓๑ ใช้เวลา ๕ เดือน สำเร็จเมื่อ พ.. ๒๓๓๒ แล้วโปรดฯให้สร้างหอพระมณเฑียรธรรมในพระบรมมหาราชวังเป็นที่เก็บรักษา และโปรดฯให้คัดลอกไปไว้ตามอารามต่าง ๆ

ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ได้ทรงอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุกับต้นพระศรีมหาโพธิมาจากศรีลังกา และได้คัดเลือกพระสงฆ์ไทย ๗ รูปเดินทางไปสืบพระพุทธศาสนาที่ประเทศศรีลังกา

          ในสมัยรัชกาลที่ ๓ โปรด ฯ ให้รวบรวมพระไตรปิฎกฉบับภาษาต่าง ๆ เพื่อเทียบเคียงกับของไทย มีการตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายขึ้นโดยพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ (รัชกาลที่ ๔)

          ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรงส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมและการปกครองสงฆ์ให้เจริญมากยิ่งขึ้น

          ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชศรัทธาเลื่อมใสเสด็จออกผนวชในระหว่างการครองราชย์ ทรงบริจาคพระราชทรัพย์การจัดพิมพ์พระไตรปิฎกบาลีเป็นอักษรไทยเป็นครั้งแรกจำนวน ๑,๐๐๐ ชุด ได้รับพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศอินเดียมาประดิษฐานที่บรมบรรพต วัดสระเกศ และได้ทรงสถาปนามหาวิทยาลัยสงฆ์ เพื่อเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงทางพระพุทธศาสนาขึ้น ๒ แห่ง คือ มหามกุฏราชวิทยาลัย และมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย

          ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงส่งเสริมให้ชาวไทยสนใจพระพุทธศาสนาโดยทรงพระราชนิพนธ์หนังสือพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร และหนังสือเทศนาเสือป่า เป็นต้น

          ในสมัยรัชกาลที่ ๗ ทรงบริจาคพระราชทรัพย์สำหรับจัดพิมพ์พระไตรปิฎกบาลีเป็นอักษรไทยจำนวน ๑,๕๐๐ ชุด และทรงจัดให้มีการประกวดการแต่งหนังสือสอนพระพุทธศาสนาสำหรับเด็กด้วย

          ในสมัยรัชกาลที่ ๘ ได้เริ่มการแปลพระไตรปิฎกจากภาษาบาลีเป็นภาษาไทย และแยกการแปลออกเป็น ๒ ประเภท คือ แปลโดยอรรถ เรียกว่า พระไตรปิฎกภาษาไทย และแปลโดยสำนวนเทศนา เรียกว่า พระไตรปิฎกเทศนาฉบับหลวง

          ในสมัยรัชกาลที่ ๙ พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองในประเทศไทยมาโดยลำดับจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ในรัชสมัยนี้ มีเหตุการณ์สำคัญ ๆ เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเกิดขึ้น เช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกผนวชเมื่อ พ.. ๒๔๙๙  การสร้างพุทธมณฑล เพื่อเป็นพุทธบูชาและเป็นการเฉลิมฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ (.. ๒๕๐๐) การศึกษาของพระสงฆ์ในระบบมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่งคือ มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้รับการพัฒนาเป็นการศึกษาในขั้นอุดมศึกษามีการขยายวิทยาเขตออกไปในภูมิภาคต่าง ๆ

โดย Duplex

 

กลับไปที่ www.oknation.net