วันที่ อังคาร มกราคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ผลกระทบของเขื่อนศรีนครินทร์ หากเกิดแผ่นดินไหว


                      ทุกครั้งที่เกิดแผ่นดินไหวในประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง ผลกระทบที่ตามมาก็คือ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับจุดเสี่ยงภัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ ความปลอดภัยของอาคารสูง และสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ อาทิเช่น เขื่อนต่างๆ โดยเฉพาะเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี เพราะที่ตั้งของเขื่อนนั้นตั้งอยู่บนรอยเลื่อนของแผ่นเปลือกโลกที่ชือว่า "รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์" ความวิตกกังวลเกิดขึ้นกับทุกๆ คนที่จะได้รับผลกระทบหากเกิดความเสียหายกับเขื่อนศรีนครินทร์ โดยเฉพาะคนในพื้นที่ มีอยู่หลายครั้งที่เกิดข่าวลือว่าเขื่อนจะแตก ประชาชนแตกตื่น หนีขึ้นภูเขา การท่องเที่ยวทางน้ำของจังหวัดกาญจนบุรีซบเซา สูญเสียรายได้ไปครั้งละหลายล้านบาท                    

                       ล่าสุุดทางจังหวัดกาญจนบุรีร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แนวร่วมภาคเอกชน 7 องค์กร กาญจนบุรี สหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดสัมมนา เรื่อง “วิกฤติเขื่อน หรือมายาคติ” ณ เขื่อนศรีนครินทร์ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี โดยมี นายเริงศักดิ์ มหาวินิจฉัยมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานเปิดการสัมมนา โดยมีสมาชิกสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทยและผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนา กว่า 400 คน

                        นายเริงศักดิ์ มหาวินิจฉัยมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า การจัดสัมมนาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เผยแพร่ข่าวสารความเข้าใจ และข้อเท็จจริง เรื่องความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อน การเลื่อนตัวของรอยเลื่อนและแผ่นดินไหว เพื่อให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวมีความมั่นใจในด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะมั่นใจในด้านความปลอดภัยของเขื่อน ตลอดจนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวสูงมาก ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนอาหารการกิน

                         การสัมมนาเริ่มจากนายวิชัย ล้อศิริ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนาและสื่อมวลชน หลังจากนั้น ดร.ปริญญา พุทธาภิบาล นักวิจัย สาขาธรณีศาสตร์ สำนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี นำเสนอผลงานทางวิชาการรอยเลื่อนที่มีพลังในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งผลการวิจัยสรุปได้ว่า จุดเสี่ยงภัยที่สุดจากการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่น ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปินส์ และประเทศเม็กซิโก เราไม่ควรตื่นตระหนก การเรียนรู้ ศึกษาวิจัยและติดตามพฤติกรรมของแผ่นดินไหวและพิบัติภัยที่เกี่ยวข้องยังคง ดำเนินการอย่างจริงจังต่อไป

                         นอกจากนี้แล้ว ยังมีการนำเสนอผลงานทางวิชาการเกี่ยวกับแผ่นดินไหวกับเขื่อน โดย ผศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมป์ จากศูนย์วิจัยพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เขื่อนเป็นโครงสร้างทางวิศวกรรมขนาดใหญ่ที่จัดอยู่ในประเภทโครงสร้างที่มีโอกาสเกิดการพิบัติต่ำแต่ก่อให้เกิดความเสียหายสูง วิศวกรจึงต้องออกแบบให้เขื่อนสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยทั้งในสภาวะปกติ อุทกภัยและแผ่นดินไหว สำหรับประเทศไทยนั้น ถ้าพิจารณาตามแผนที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวตามประกาศกรมทรัพยากรธรณี ปี พ.ศ.2548 เป็นพื้นที่มีความเสี่ยงภัยที่เกิดความเสียหายในระดับน้อยถึงปานกลาง และผลจากการศึกษาวิจัยผลกระทบจากแผ่นดินไหวต่อเขื่อนศรีนครินทร์ พบว่าเขื่อนสามารถรับแรงสั่นไหวได้สูงกว่าที่ออกแบบไว้

                        ปกติทั่วโลกก็เกิดแผ่นดินไหวอยู่เสมอๆ แต่เป็นขนาดเล็กๆ ประมาณ 2.0 ริกเตอร์ หรือน้อยกว่า เรียกว่าแผ่นดินไหวขนาดเล็กมาก (Micro earthquake) โดยมากเราจะไม่รู้สึก แต่จะวัดได้โดยเครื่องวัดแผ่นดินไหวประจำท้องถิ่น แต่ถ้าแผ่นดินไหว 4.5 ริกเตอร์ หรือใหญ่กว่าเล็กน้อยจนถึง 5.3 ริกเตอร์ จะเรียกว่าแผ่นดินไหวขนาดปานกลาง (Moderate earthquake) ระดับนี้เราเริ่มรู้สึกได้ ถ้าขนาด 6.3 ริกเตอร์ ขึ้นไปจะเรียกว่าแผ่นดินไหวรุนแรง (Strong earthquake) ระดับนี้อยู่ที่ไหนก็รู้สึกได้ทันที มึนหัว ตึกโยก พื้นสั่นสะเทือน เขื่อนศรีนครินทร์ ก่อสร้างอยู่ในเขต 2 ข. ตามประกาศพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวของกรมทรัพยากรธรณี และอยู่บนรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ เป็นรอยเลื่อนเปลือกโลกที่ยังมีพลัง แต่อย่าเพิ่งตกใจ เพราะพื้นที่เขต 2 ข. นี้ มีความเสี่ยงในการเกิด ความเสียหายในระดับปานกลาง (ความรุนแรง VII-VIII เมอร์คัลลี) สิ่งก่อสร้างที่ออกแบบดีอาจเสียหายเล็กน้อย แม้จะก่อสร้างมาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี แต่เขื่อนศรีนครินทร์ มีการดำเนินงานด้านความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลครบถ้วน เนื่องจากกว่าจะได้รับการสนับสนุนเงินกู้จากธนาคารโลก และสถาบันการเงินขนาดใหญ่ในต่างประเทศ เจ้าของเงินเหล่านั้นจะบังคับให้มีคณะผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ (International Board of Consultant, IBC) มาเป็นผู้ตรวจสอบและควบคุมการก่อสร้างอย่างละเอียดทุกขั้นตอน การออกแบบเขื่อน มีการสำรวจสภาพธรณีฐานราก และแรงกระทำจากแผ่นดินไหว รวมทั้งแรงกระทำจากน้ำ ดำเนินการออกแบบโดยบริษัท อิเล็คทริค เพาเวอร์ ดีเวลล็อปเม้นท์ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการออกแบบเขื่อนในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว 

                          เขื่อนศรีนครินทร์ ได้รับการออกแบบให้รองรับแผ่นดินไหวขนาด 7.5 ริกเตอร์ ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมา จ.กาญจนบุรี เคยเกิดแผ่นดินไหวปานกลางขนาด 5.3, 5.9, 5.2 ริกเตอร์ ช่วงระหว่างวันที่ 15-22 เม.ย.2526 เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น แม้จากสถิติจะบ่งชี้ว่า เขื่อนศรีนครินทร์ยังรับได้กับสถานการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น แต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่เคยประมาท จึงมีการติดตั้งเครื่องมือวัดพฤติกรรมเขื่อน อาทิ หมุดวัดการทรุดตัวของสันเขื่อน เครื่องมือวัดแรงดันน้ำในตัวเขื่อน วัดระดับน้ำใต้ดิน วัดปริมาณน้ำรั่วซึม และติดตั้งเครื่องมือวัดแผ่นดินไหว (Siesmograph) ที่มีหน่วยเป็นริกเตอร์ ไว้ถึง 4 ชุด เพื่อใช้หาขนาดและศูนย์กลางแผ่นดินไหว ที่สำคัญยังติดตั้งเครื่องวัดอัตราเร่ง (Accelerograph) ที่มีหน่วยเป็น g (จี) ไว้จำนวน 3 ชุด เพื่อใช้หาค่าอัตราเร่งของพื้นดินที่เกิดจากแผ่นดินไหว เครื่องมือชนิดนี้มีความสำคัญมาก เพราะจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า ทุกครั้งที่เกิดแผ่นดินไหวจะส่งผลกระทบต่อตัวเขื่อนอย่างไรบ้าง 

                           เนื่องจากบางครั้งแม้จะเกิดแผ่นดินไหวที่เริ่มจะรุนแรงบ้าง แต่หากมีอัตราเร่งของพื้นดินไม่มากนัก ก็ไม่มีปัญหาอะไร การเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่บริเวณเกาะสุมาตรา เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ซึ่งมีขนาด 9.1 ริกเตอร์ และทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิตามมานั้น หลายคนกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อเขื่อนศรีนครินทร์

                           แต่ปรากฏว่าเหตุการณ์ดังกล่าวกลับไม่ส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือน ที่สามารถตรวจวัดได้จากเครื่องวัดอัตราเร่งของพื้นดินที่ติดตั้งไว้ที่ตัวเขื่อนศรีฯแต่อย่างใด มีเพียงเหตุการณ์แผ่นดินไหวต่อเนื่อง ที่เกิดขึ้นในประเทศพม่า ขนาด 6.4 ริกเตอร์ ในวันเดียวกันนั้น ที่ทำให้เกิดอัตราเร่งของพื้นดินบริเวณเขื่อนภูมิพล จ.ตาก วัดได้ขนาด 0.017 g แต่ก็ยังต่ำกว่าค่าอัตราเร่งที่ออกแบบไว้อยู่มากส่วนที่เขื่อนศรีฯเฉยๆไม่รู้สึกอะไร

                         นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ. ซึ่งเป็นภาคส่วนหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี สนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีใน 2 ส่วน คือ ส่วนแรกเรามีเขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ์ และอ่างเก็บน้ำที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัด กฟผ. มีบ้านพักรับรอง และสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลาย ตลอดจนเป็นแหล่งทัศนศึกษาทางวิชาการ ด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำ ส่วนที่ 2 กฟผ. สนับสนุนการท่องเที่ยวปลอดภัยในจังหวัดกาญจนบุรีในประเด็นกระแสข่าวลือ เรื่อง “เขื่อนจะแตก จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว” โดย กฟผ. ขอยืนยันให้ประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรี นักท่องเที่ยวและผู้ที่เกี่ยวข้องคลายกังวล และมั่นใจว่าเขื่อนศรีนครินทร์ของ กฟผ. มีความแข็งแรง มั่นคง ปลอดภัย จากกรณีเกิดแผ่นดินไหว เนื่องจากเขื่อนมีการออกแบบก่อสร้าง และควบคุมการก่อสร้างด้วยมาตรฐานในระดับสากล และตลอดระยะเวลา 28 ปี กฟผ. ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งผลการตรวจสอบยืนยันความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อน นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้ร่วมกับจังหวัดกาญจนบุรี เตรียมแผนดำเนินการหากกรณีเกิดเหตุการร์วิกฤตขึ้น อย่างไรก็ตามแผ่นดินไหวเป็นเหตุการณ์ธรรมชาติคงห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้ แต่จากการศึกษาและข้อมูลทางวิชาการพบว่า มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยและขนาดที่เกิดไม่รุนแรงมากเหมือนที่เกิดในประเทศอื่น

                           นายอาณุภาพ เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา หัวหน้ากองประชาสัมพันธ์เขื่อนศรีนครินทร์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เคยกล่าวเอาไว้ว่า สมมติถ้าเขื่อนแตกขึ้นมาจริงๆ ก็ไม่ใช่ เหมือนกับในหนังเขย่าขวัญ ที่จู่ๆน้ำปริมาณมหาศาลทะลักออกไปท่วมเมือง นั่นมันเฉพาะในหนัง เพราะแค่มีปริมาณน้ำใกล้จุดก่อนวิกฤตินิดหน่อย เจ้าหน้าที่ ที่เฝ้าสังเกตการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ก็จะรายงานให้ทราบทันที และหากเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้น ก็มีมาตรการเตือนภัย และแผนอพยพผู้คนไว้พร้อมสรรพ  อีกทั้งเขื่อนมีมูลค่าหลายพันล้านบาท คงไม่มีใครปล่อยให้ทำอะไรชุ่ยๆได้ คิดง่ายๆ ที่นี่มีพนักงานอยู่ 300 กว่าคน และส่วนใหญ่ก็จะมีครอบครัวอยู่ในเขตเมืองกาญจน์ หรือบางครอบครัวก็พาลูกเมียมาเรียน มาทำงาน ในพื้นที่รอบๆตัวเขื่อนแทบทั้งนั้น หากจะเกิดเหตุร้ายขึ้นจริง เราต้องรู้ก่อนแน่นอน เราก็เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ยังรักตัวกลัวตาย ฉะนั้น ไม่ต้องกังวล ยกเว้น...เมื่อไหร่เห็นพวกเราชาวเขื่อนอพยพ นั่นแหละ ค่อยมาว่ากัน

                      เขื่อนศรีนครินทร์ เดิมมีชื่อว่า เขื่อนเจ้าเณรเป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำแม่กลอง ได้เงินกู้จากธนาคารโลก เริ่มก่อสร้างปี พ.ศ.2516 แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2522 อยู่ในความดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) วัตถุประสงค์หลัก เป็นแหล่งกักเก็บน้ำ เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำหลากในเขตพื้นที่ภาคกลาง 5 จังหวัดในฤดูฝน และช่วยการเกษตรในฤดูแล้ง วัตถุประสงค์รอง ผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำ กำลังการผลิต 720 เมกะวัตต์ ปัจจุบันยังใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าสำรองคิดเป็น 4 เปอร์เซ็นต์ จากกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งระบบ โครงสร้างของเขื่อนเป็นชนิดหินทิ้งแกนดินเหนียว ตัวเขื่อนมีความสูง 140 เมตร ระดับสันเขื่อน +185 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ความยาวสันเขื่อน 610 เมตร อ่างเก็บน้ำมีพื้นที่รับน้ำ 10,880 ตารางกิโลเมตร ระดับน้ำเก็บกักปกติ +180 เมตร ความจุอ่างเก็บน้ำ 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ปริมาณน้ำหลากสูงสุด 7,100 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯ 4,500 ล้าน ลบ.ม. ระบายน้ำล้น 2,420 ลบ.ม./วินาที

(สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ชมความงามของพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เชิญได้ที่http://www.oknation.net/blog/SHUTTERTD/2009/01/07/entry-1)

โดย SHUTTERTD

 

กลับไปที่ www.oknation.net