วันที่ พฤหัสบดี มีนาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตามรอยลามะหนุ่มเนปาลพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิดจริงหรือ?


รายงานโดย :อินทรชัย พาณิชกุล:
วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2552

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ http://www.posttoday.com/lifestyle.php?id=38767
ราว 4 ปีก่อน หลายคนยังคงจำกันได้ถึงเหตุการณ์ที่สื่อต่างๆ จากทั่วโลกพากันประโคมข่าวลามะหนุ่มชาวเนปาลคนหนึ่งที่นั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นโพธิ์กลางป่าลึกในประเทศเนปาลทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลากว่า 6 เดือน

โดยไม่ขยับตัว ไม่ยอมลุกไปไหน ไม่มีใครเห็นแม้กระทั่งกินข้าว ดื่มน้ำ หรือขับถ่ายเหมือนคนทั่วๆ ไป จนประชาชนจำนวนมากพากันเดินทางมากราบไหว้ และเชื่อว่าเขาคือพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด!

ในครั้งนั้นทางรายการเรื่องจริงผ่านจอจากประเทศไทยเป็นทีมงานที่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้เข้าไปเก็บภาพในระยะใกล้ และจับภาพได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งสัมภาษณ์ทุกคนในครอบครัว รวมทั้งซักถามข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับที่มาของการนั่งสมาธิของลามะ หนุ่มองค์นี้อีกด้วย สร้างความอัศจรรย์ให้แก่คนไทยนับล้านๆ คนที่ติดตามชม

และหนึ่งในผู้ชมนับล้านๆ คนนั้น มีชายหนุ่มนิสิตปริญญาโท จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ชื่อ วรเชษฐ เขียวจันทร์ คนนี้รวมอยู่ด้วย เขารู้สึกทึ่งและเกิดความสนใจอย่างเหลือล้นต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ คำถามมากมายพรั่งพรูอยู่ในหัวของเขาว่า ลามะหนุ่มองค์นี้เป็นใคร? มาจากไหน? เขานั่งสมาธิไปเพื่ออะไร? เขาใช้ชีวิตอยู่ในป่าลึกได้อย่างไร? เขากินข้าว ดื่มน้ำ เข้าห้องน้ำหรือเปล่า? นี่เป็นเรื่องหลอกลวงหรือเปล่า? เขาเป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิดตามที่ผู้คนเชื่อกันจริงๆ หรือ? ฯลฯ

“ผมอ่านข่าวแล้วก็แปลกใจว่า เฮ้ย ... นี่มันเรื่องจริงเหรอ คนอะไรนั่งสมาธิอย่างเดียวนานเป็นแรมเดือนโดยไม่ยอมลุกไปไหน” เขาว่า “ตอนนั้นเป็นกระแสดังมากเลยนะ แล้วทีนี้รายการเรื่องจริงผ่านจอก็เดินทางไปเกาะติดเรื่องราว ถ่ายทำสัมภาษณ์ เก็บข้อมูลมานำเสนอเป็นความยาวกว่า 10 ตอนติดต่อกัน ผมซึ่งติดตามอยู่ก็ยิ่งสนใจ จนเวลาผ่านไปก็ได้ข่าวว่าทางรายการเขามีแผนการเดินทางไปติดตามความคืบหน้าของลามะหนุ่มอีกครั้ง ความคิดที่อยากจะลงไปพิสูจน์ด้วยตาตัวเองมันก็แวบเข้ามาในหัว” วรเชษฐ เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปค้นหาคำตอบเรื่องพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด

ด้วยความสนใจ สงสัย และความอยากรู้ วรเชษฐจึงตัดสินใจไปปรึกษากับ อกนิษฐ์ มาโนษยวงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท สาระดี จำกัด ผู้ผลิตรายการเรื่องจริงผ่านจอ เพื่อขอร่วมเดินทางไปค้นหาความจริงร่วมกับทีมงานด้วย
“ผมเดินทางไปเพราะคิดว่าเรื่องนี้มันมีรายละเอียดอีกเยอะแยะมากมายที่คนไทยควรได้รู้ จึงอยากจะรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นออกมาเป็นหนังสือสักเล่ม เพราะเชื่อว่าจะทำให้ผู้อ่านหันมาสนใจการนั่งสมาธิและพุทธศาสนามากขึ้น”
พ็อกเกตบุ๊กที่มีชื่อว่า ลามะหนุ่ม เนปาลกับเรื่องจริงผ่านจอ จากสำนักพิมพ์ปิ่นโตเล่มนี้ จึงเป็นวัตถุดิบชิ้นล้ำค่าที่ผู้เขียนได้มาจากการเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเนปาลกว่า 11 วัน (1424 พ.ย. 2551) เพื่อติดตามเรื่องราวของหนุ่มน้อยรามบาดู บอมจัน ตามัง วัย 18 ปี หรือลามะปาเดนโดรเจอย่างใกล้ชิด แล้วนำความจริงมาเสนอแก่ผู้อ่านชาวไทย

“หนังสือเล่มนี้เชื่อว่าผู้อ่านต้องสนใจแน่ๆ เนื่องจากเนื้อหาโดยรวมเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับลามะ โดยเฉพาะทั้งประวัติส่วนตัว ครอบครัว สาเหตุที่มาของการมานั่งสมาธิ รูปแบบการนั่งสมาธิ พลังความเชื่อความศรัทธาของชาวเนปาล อีกทั้งได้รู้ว่าบุคคลใกล้ชิดพูดถึงลามะอย่างไรบ้าง และการเทศนาธรรมะของลามะแม้เพียงไม่กี่นาที เขาบอกอะไรกับชาวเนปาลบ้าง”

“นอกจากนี้ หนังสือจะพาไปทำความรู้จักกับประเทศเนปาลมากขึ้น ทั้งเรื่องการนับถือศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนา วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวเนปาล และเรื่องเล่าน่าสนใจเกี่ยวกับเส้นทางการเดินทางผ่านการทำงานอันทรหดของพวกเราด้วยครับ” เขาว่า

ความประทับใจของนักเขียนหนุ่มรายนี้เกิดขึ้นมานับตั้งแต่ก้าวเท้าลงจากเครื่องบินก็พบกับเสน่ห์แปลกๆ แต่ดึงดูดใจของกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงประเทศเนปาล วิถีชีวิตผู้คนที่แตกต่างจากคนไทย ต่อด้วยทิวทัศน์ของเส้นทางอันยากลำบากไปยังเมืองพาราทางใต้ของประเทศ จนมาถึงสถานที่ที่ลามะหนุ่มนั่งสมาธิอยู่ที่เต็มไปด้วยผู้คนจำนวนนับหมื่นคนที่รอฟังธรรมเทศนา ความวุ่นวายพลุกพล่านของตลาด ริมสองข้างทาง และวินาทีที่ได้พบกับลามะหนุ่มตัวเป็นๆ ครั้งแรก

วรเชษฐ์



“จำได้ว่าแรกเห็นลามะหนุ่มองค์นี้แบบใกล้ๆ รู้สึกตื่นเต้นมาก ประหม่า สงสัยปนสับสนว่า นี่นะเหรอผู้มีบุญบารมี ที่ผู้คนเดินทางมาขอพรกันเป็นจำนวนแสนคนต่อวัน นี่นะเหรอที่เขาว่ากันว่าเป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด เขาดูสุขุมมาก และดูเหมือนจะมีสิ่งที่เขาเรียกว่าฉัพพรรณรังสีส่องประกายออกมา เหมือนกับมีพลังลึกลับดึงดูดสายตาทุกคนให้หันไปมอง”

ก่อนที่ลามะปาเดนโดรเจจะออกมาจากป่าลึก เพื่อมาแสดงธรรมเทศนาและให้พรแก่ประชาชนที่มาเฝ้าคอยเป็นจำนวนมาก เขายอมพูดกับคนภายนอกเพียง 3 ครั้งเท่านั้น ครั้งแรกพูดกับพี่ชายแท้ๆ ของเขาว่า “ขอให้พี่ชายกลับบ้านไปเถิด ไม่ต้องห่วง เพราะเขาตัดสินใจที่จะนั่งอยู่ตรงสถานที่แห่งนี้แล้ว มิเช่นนั้นตอนกลางคืนอาจจะมีอันตรายจากเสือก็เป็นได้” ครั้งที่ 2 เขาพูดกับกลุ่มกบฏลัทธิเหมา ซึ่งบังคับให้เขาลุกขึ้นโดยใช้ปืนขู่ ลามะหนุ่มได้กล่าวตอบกลับไปว่า “สิ่งที่เราต้องการจากการนั่งสมาธิในครั้งนี้ก็คือ เราต้องการความสงบสุขที่จะเกิดขึ้นในประเทศเนปาลนั่นเอง” หลังจากประโยคนั้นกลุ่มกบฏก็จากไป และไม่กลับมารบกวนลามะหนุ่มอีกเลย

ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อฝูงชนชาวเนปาลต้องการให้พี่ชายของลามะช่วยสัมภาษณ์ให้ว่า เขาต้องการเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปหรือไม่ ลามะหนุ่มตอบปฏิเสธอย่างนุ่มนวลว่า “ไม่อยากให้ทุกคนเรียกเราว่าพระพุทธเจ้า เราเพียงแต่เจริญรอยตามวิถีทางของพระพุทธองค์เท่านั้น เพราะฉะนั้นอย่ามาเรียกเราว่าพระพุทธเจ้าอีก” หลังจากจบประโยคนั้น ลามะหนุ่มก็ไม่พูดอีกเลย

จนถึงวันนี้ ลามะปาเดนโดรเจนั่งสมาธิมานานถึง 3 ปี 7 เดือนแล้ว สุขภาพของเขายังคงแข็งแรงดี ผมเผ้ายาวขึ้น และสวมเสื้อผ้าชุดสีขาว เขามีแผนการสนทนาธรรมกับผู้ศรัทธาทุกวัน วันละไม่กี่ชั่วโมง เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ท่ามกลางการเฝ้าคอยของผู้คนเรือนหมื่นที่แห่กันเดินทางมาอย่างคึกคัก ก่อนที่จะกลับเข้าป่าอีกรอบเพื่อฝึกสมาธิ
“ถ้าถามว่าหนังสือเล่มนี้ไขข้อข้องใจ ตอบข้อสงสัยทุกเรื่องของผมหรือเปล่า จริงๆ แล้วเรื่องลามะเนปาลนี้ไม่มีคำตอบที่สำเร็จเลย แต่กับสิ่งที่เราเห็นด้วยตาเรานั้น ทั้งการนั่งสมาธิและให้พรของเขา ทำให้มีความศรัทธาเกิดขึ้นต่อประชาชนชาวเนปาลที่เดินทางมากราบไหว้ มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในประเทศของเขา”

ข้อความหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในตอน “ค้นความคิด...พระครูโสภณธรรมบาล” บทสัมภาษณ์เจ้าอาวาสวัดศรีศากยะสิงหะวิหาร ประเทศเนปาล ผู้ซึ่งได้ให้การช่วยเหลือผู้เขียนและทีมงานเรื่องจริงผ่านจอ ทุกครั้งที่เดินทางมาถ่ายทำเรื่องราวของลามะหนุ่ม ซึ่งวรเชษฐ บอกว่า ข้อความนี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง และน่าจะเป็นคำตอบ ของหลากหลายคำถามได้ไม่มากก็น้อย

...ในระยะหลังมีความวุ่นวายทางการเมืองมาก การที่ลามะปาเดนโดรเจนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรเพื่อให้ประเทศเนปาลมีสันติภาพตามที่เขาบอกไว้ตั้งแต่แรก ถือว่าเป็นความหวังดีต่อคนในประเทศเนปาล เขาพยายามสร้างความรู้ด้วยตัวเอง เพื่อนำธรรมะจากพระพุทธศาสนาที่ค้นพบไปถ่ายทอดแก่ประชาชนชาวเนปาล ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม จากการสอบถามชาวบ้านที่เดินทางมาขอพร หลายคนนับถือศาสนาฮินดู นี่จึงถือได้ว่าลามะได้พยายามเชื่อมร้อยคนเนปาลให้รักกันและร่วมสร้างสันติภาพด้วยกันจากการนั่งสมาธิของเขา...

ใครที่ยังสงสัยถึงเรื่องราวของลามะหนุ่มปาเดนโดรเจ ผู้ที่ว่ากันว่าเป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด ลองหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน แล้วใช้วิจารณญาณของตัวเองไตร่ตรองดู
มีคำตอบอีกมากมายหลายข้อรอคุณอยู่ในหนังสือเล่มนี้แล้ว

โดย เด็ก(แนว)วัด

 

กลับไปที่ www.oknation.net