วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ครุฆยุดนาค


 

ครุฑมีจุดกำเนิดเดิมในศาสนาฮินดู เป็นเทพพาหนะของพระนารายณ์

ตำนานครุฑ เป็นคำสอนในส่วนโมกษะธรร

 สะท้อนอิทธิพลของพระนารายณ์

       จริง ๆ แล้ว ครุฑเป็นเทพที่มีเดชเกินหยั่งถึง แต่ไม่เคยแสดงอิทธิฤทธิ์สูงสุดของตน ด้วยยังไม่เคยพบคู่ศึกที่เหนือกว่า แม้ไร้ศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ประจำกาย แต่เปี่ยมศิลปะแห่งการเอาชัย รุกรบได้ทุกภพภูมิ อิทธิเวทย์อันหลากหลายมาจากที่แห่งใด และแสงจรัสจ้าเมื่อยามแรกกำเนิดนั้น ขนาดพระอัคนียังต้องยอมรับตลอดมาว่าเดชศักดาแห่งครุฑนั้นเทียมตน

เหตุการณ์เมื่อครั้งบุกขึ้นสวรรค์ช่วงชิงน้ำอมฤต เพื่อนำมาไถ่อิสรภาพให้นางวินตา มารดาจากเหล่านาคนั้น เป็นกระบวนความที่สรุปรวบยอดพญาครุฑได้อย่างดี

กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ทรงถอดความเป็นภาษาไทย ตอนหนึ่งว่า...

“ส่วนการรบแย่งอมฤตครั้งนั้น เหล่าเทพยาดาเตรียมต่อสู้พร้อมแล้ว ไม่ช้าพญานกก็ไปถึง เหล่าเทพยดาเห็นพญานกบินมาแต่ไกล ก็ตกใจอลหม่าน จนเกิดสู้รบกันขึ้นในพวกเดียวกัน ฝ่ายพญาครุฑครั้นบินไปถึงก็กระพือปีกพัดให้ฝุ่นตระหลบไปทั้งอากาศ แล้วเข้าทำร้ายเหล่าเทพยดาด้วยเล็บด้วยปาก และด้วยปีก จนเทพยดาได้รับความเจ็บปวดสิ้นฤทธิ์ไปเป็นอันมาก ฝ่ายพระอินทร์เมื่อเห็นฝุ่นตระหลบไปจนไม่เห็นตัวศัตรู ก็ตรัสแก่พระพายว่า ท่านจงพัดให้ฝุ่นกระจายไปโดยเร็วเถิด...

“พระพายได้ยินพระอินทร์ตรัสดังนั้น ก็พัดพาฝุ่นไปหมด เหล่าเทพยดาเห็นตัวพญานกก็พากันเข้าต่อสู้ด้วยอาวุธต่าง ๆ พญานกรบสู้ด้วยอาวุธซึ่งมีอยู่ในตัว คือเล็บ แลปากแลปีก เทพยดาทั้งหลายสู้ไม่ได้ ก็หนีไปตามทิศต่าง ๆ

“ฝ่ายพญานก ครั้นเทพยดาเปิดทางให้แล้ว ก็ตรงเข้าไปยังที่เก็บอมฤต เห็นเพลิงกองล้อมอยู่รอบ เพลิงนั้นมีเปลวร้อนเหมือนหนึ่งจะไหม้พระอาทิตย์เป็นผงได้ พญาครุฑเห็นดังนั้นก็จำแลงกายเป็นนกใหญ่มีปากเก้าสิบเก้าสิบ (8,100) ปาก แล้วบินไปอมน้ำในแม่น้ำซึ่งมีจำนวนเท่าจำนวนปาก กลับมาดับไฟที่ล้อมอมฤตอยู่นั้นได้

“ครั้นไฟดับแล้ว พญานกก็แปลงกายเป็นนกสีทอง ตรงเข้าจะไปถือเอาอมฤต พบจักร ๆ หนึ่งซึ่งคมเหลือหาที่เปรียบ จักรนั้นหมุนอยู่มิได้หยุด แลย่อมจะตัดกายผู้พยายามจะลักอมฤตให้ขาดไปได้ พญานกแลเห็นดังนั้น ก็แปลงกายเห็นนกตัวเล็กที่สุด แล้วโจนลอดช่องซึ่งเห็นในจักรนั้นเข้าไปด้วยความเร็ว ครั้นลอดพ้นจักรไปแล้ว ยังพบนาคสองตัวมีแสงเหมือนแสงไฟ มีลิ้นเหมือนฟ้าแลบ พ่นไฟพิษออกจากปาก แลมีตาอันไม่กระพริบ ผู้ใดเข้าไปให้นาคทั้งสองเห็นได้ด้วยตา ผู้นั้นย่อมจะเสียชีวิตไปในทันที พญาครุฑเมื่อเข้าไปพบนาคก็กระพือปีกให้เกิดฝุ่นเข้าตานาคทั้งสอง แล้วเข้าฉีกนาคเป็นท่อนเล็กท่อนน้อยไป”

กระทั่งพระนารายณ์ต้องมาร่วมต้าน และตรงเข้าขวางปิดทาง ขณะเดียวกันก็ฉงนว่า เหตุใดครุฑซึ่งชิงอมฤตได้แล้วกลับไม่กลืนกินทันที ความข่มใจที่หนักแน่นนั้นเพื่อจุดประสงค์ใด เมื่อได้รู้ความจริง จึงสรรเสริญประทานพร

พรที่ครุฑต้องการคือ

“ข้าพเจ้าขออยู่สูงกว่าพระองค์ ขอเป็นผู้ไม่มีเวลาตาย แลไม่มีเวลาเจ็บ แม้ไม่ได้กินอมฤต และข้าพเจ้าขอถวายพรแก่พระองค์พรหนึ่งเช่นกัน”

พระนารายณ์จึงตอบว่า

“ขอให้ท่านเป็นพาหนะของข้า ร่วมแบกรับภารกิจอันยิ่งใหญ่ ขอให้ท่านสถิตย์อยู่ที่ยอดเสาธงของข้า เพื่อที่ท่านจะได้อยู่สูงกว่าข้า”

เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นพันธกิจชั่วนิรันดร์ระหว่างครุฑกับพระนารายณ์

มีการใช้รูปครุฑแทนองค์พระมหากษัตริย์ของไทยมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตามความเชื่อในลัทธิเทวราชที่ว่าพระมหากษัตริย์คือพระนารายณ์อวตารลงมาในโลกมนุษย์

โดยมีครุฑเป็นราชพาหนะ

หากมองผ่านรายละเอียดทางรูปธรรมของตำนาน จนเห็นเพียงเงาร่างของนกแล้ว จะพบว่าทุกอารยธรรมในโลกมีตำนานสูงส่งด้วยความหมายทางเดียวกันของนกอยู่ด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการได้รับพันธกิจโดยตรงจากพระเจ้า เป็นผู้นำสาร หรือเป็นผู้นำพา

เป็นไปได้ว่า ความคิดของผู้คนไม่ว่ายุคสมัยใด ล้วนเทิดค่าต่อสิ่งที่อยู่เบื้องบน จนในด้านกลับเสมือนเป็นการลดทอนสิ่งที่อยู่ต่ำและใช้ชีวิตติดดินหรือใต้ดินไป

วิถีที่อยู่ติดพื้นคือ “โลกียะ” การบินได้คือ “โลกุตระ” เปรียบเสมือนการปฏิเสธโลกียวิสัย

และ “ปีก” คือเครื่องมือในการเชื่อมโยงระหว่างภพเป็นจริง เป็นลักษณะพิเศษพื้นฐานของเทพ เหนือธรรมชาติมนุษย์

ครุฑจึงเป็นสัญลักษณ์ของเทพสูงส่งผู้พิทักษ์ความถูกต้องในโลกทุกยุคทุกสมัย

ส่วน พญานาค ก็มีตำนาน เล่าขานกันสืบต่อมาว่า

           ตำนานความเชื่อเรืองพญานาคมีความเก่าแก่มาก ดูท่าว่าจะเก่ากว่าพุทธศาสนาอีกด้วย สืบค้นได้ว่ามีต้นกำเนิดมาจากอินเดียใต้ ด้วยเหตุจากภูมิประเทศทางอินเดียใต้เป็นป่าเขาจึงทำให้มีงูอยู่ชุกชุม และด้วยเหตุที่งูนั้นลักษณะทางกายภาพคือมีพิษร้ายแรง งูจึงเป็นสัตว์ที่มนุษย์ให้การนับถือว่ามีอำนาจ ชาวอินเดียใต้จึงนับถืองู
เป็นสัตว์เทวะชนิดหนึ่งในเทพนิยายและตำนานพื้นบ้าน บ้างก็ว่าเป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ มีความเชื่อเรื่องพญานาคแพร่หลายในภูมิภาคต่างๆ ทั่วทวีปเอเชีย โดยเรียกชื่อต่างๆ กัน

ต้นกำเนิดความเชื่อเรื่องพญานาคน่าจะอยู่ที่อินเดีย ด้วยมีนิยายหลายเรื่องเล่าถึงพญานาค โดยเฉพาะในมหากาพย์มหาภารตะ ซึ่งถือเป็นปรปักษ์ของพญาครุฑ ส่วนในตำนานพุทธประวัติ ก็เล่าถึงพญานาคไว้หลายครั้งด้วยกัน

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีตำนานเรื่องพญานาคอย่างแพร่หลาย ชาวบ้านในภูมิภาคนี้มักเชื่อกันว่าพญานาคอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง หรือเมืองบาดาล และเชื่อกันว่าเคยมีคนเคยพบรอยพญานาคขึ้นมาในวันออกพรรษาโดยจะมีลักษณะคล้ายรอยของงูขนาดใหญ่ และเมื่อไปเล่นน้ำในแม่น้ำโขงควรยกมือไหว้เพื่อเป็นการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์

            ลักษณะของพญานาคตามความเชื่อในแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกันไป แต่พื้นฐานคือพญานาคนั้นมีลักษณะตัวเป็นงูตัวใหญ่มีหงอนสีทองและตาสีแดง เกล็ดเหมือนปลามีหลายสีแตกต่างกันไปตามบารมี บ้างก็มีสีเขียว บ้างก็มีสีดำ หรือบ้างก็มี7สี และที่สำคัญคือนาคตระกูลธรรมดาจะมีเศียรเดียว แต่ตระกูลที่สูงขึ้นไปนั้นจะมีสามเศียร ห้าเศียร เจ็ดเศียรและเก้าเศียร นาคจำพวกนี้จะสืบเชื้อสายมาจาก พญาเศษนาคราช(อนันตนาคราช) ผู้เป็นบัลลังก์ของพระวิษณุนารายณ์ปรมนาท ณ เกษียณสมุทร อนันตนาคราชนั้นเล่ากันว่ามีกายใหญ่โตมหึมามีความยาวไม่สิ้นสุด มีพันศรีษะ พญานาคนั้นมีทั้งเกิดในนำและบนบก เกิดจากครรภ์และจากไข่ มีอิทฤทธิ์สามารถบันดาลให้เกิดคุณและโทษได้ นาคนั้นมักจะแปลงร่างเป็นมนุษย์รูปร่างสวยงาม

พญานาค เป็นสัตว์มหัศจรรย์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถแปลงกายได้ พญานาค มีอิทธิฤทธิ์ และมีชีวิตใกล้กับคน พญานาค สามารถแปลงเป็นคนได้ เช่นคราวที่แปลงเป็นคนมาขอบวชกับพระพุทธเจ้า ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึงนาคที่ชื่อ ถลชะ ที่แปลว่า เกิดบนบก จะเนรมิตกายได้เฉพาะบนบก และนาคชื่อ ชลซะ แปลว่า เกิดจากน้ำ จะเนรมิตกายได้เฉพาะในน้ำเท่านั้น

พญานาค ถึงแม้จะเนรมิตกายเป็นอะไร แต่ในสภาวะ 5 อย่างนี้ จะต้องปรากฎเป็นงูใหญ่เช่นเดิม คือ ขณะเกิด ขณะลอกคราบ ขณะสมสู่กันระหว่างนาคกับนาค ขณะนอนหลับ โดยไม่มีสติ และที่สำคัญ ตอนตาย ก็กลับเป็นงูใหญ่เหมือนเดิม

พญานาค มีพิษร้าย สามารถทำอันตรายผู้อื่นได้ด้วยพิษ ถึง 64 ชนิด ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า สัตว์จำพวกงู แมงป่อง ตะขาบ คางคก มด ฯลฯ มีพิษได้ ซึ่งก็ด้วยเหตุที่ นาคคายพิษทิ้งไว้ แล้วพวกงูไปเลีย พวกที่มาถึงก่อนก็เอาไปมาก พวกมาทีหลัง เช่น แมงป่อง กับ มด ได้พิษน้อย แค่เอาหาง เอากันไปป้ายเศษพิษ จำพวกนี้จึงมีพิษน้อย และพญานาคต้องคายพิษทุก 15 วัน

        พญานาค อาศัยอยู่ใต้ดิน หรือบาดาล คนโบราณเชื่อว่าเมื่อบนสวรรค์มีเทพอาศัยอยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลก ก็น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวว่า ที่ที่นาคอยู่นั้นลึกลงไปใต้ดิน 1 โยชน์ หรือ 16 กิโลเมตร มีปราสาทราชวังที่วิจิตรพิสดารไม่แพ้สวรรค์ ที่มีอยู่ถึง 7 ชั้น เรียงซ้อนๆ กัน ชั้นสูงๆ ก็จะมีความสุขเหมือนสวรรค์

พญานาค สามารถผสมพันธุ์กับสัตว์ชนิดอื่นได้ แปลงกายแล้วผสมพันธุ์กับมนุษย์ได้ เมื่อนาคตั้งท้องจะออกลูกเป็นไข่เหมือนงู มีทั้งพันธุ์เศียรเดียว 3, 5 และ 7 เศียร

สามารถขึ้นลง ตั้งแต่ใต้บาดาลพื้นโลก จนถึงสวรรค์ ในทุกตำนานมักจะกล่าวถึงนาคที่ขั้น-ลง ระหว่างเมืองบาดาล กับเมืองสวรรค์ ที่จะแปลงกายเป็นอะไรตามที่คิด ตามสภาวะเหตุการณ์นั้นๆ

 

ภาพครุฑจับนาคกินเป็นอาหาร

ภาพครุฑยุดนาค

 

โดย Blue_Hawaii

 

กลับไปที่ www.oknation.net