วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

8 วิธีบำบัดเด็กสมาธิสั้น


8 วิธีบำบัดเด็กสมาธิสั้น

ปัญหา "ไม่เล็ก" ที่พ่อแม่หลายคู่ต้องนั่งกุมขมับ ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไรปัญหาหนึ่งคือ เรื่องสมาธิสั้นของลูก หรือพฤติกรรมที่ไม่ชอบอยู่นิ่งนั่นเอง หากกระนั้นก็มีวิธีแก้ไข จิตแพทย์เด็ก อาจารย์ประจำหน่วยจิตเวชเด็ก ภาควิชา กุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ผศ.นพ.ชาตรี วิฑูรชาติ บอกถึงสถานการณ์ปัจจุบันของอาการ "เด็กสมาธิสั้น" ว่า ส่วนใหญ่จะพบว่าเด็กชายมีสมาธิสั้นมากกว่าเด็กหญิง เฉลี่ย 4 ต่อ 1 และจำนวนประชากรเด็ก 5 เปอร์เซ็นต์ในโลก ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเด็กสมาธิสั้น ซึ่งพบได้มากกว่ากลุ่มออทิสติก ที่พบเพียง 5 ในหมื่นคนเท่านั้น

"
หากพ่อแม่ผู้ปกครองสังเกตเห็นว่าลูกหลานมีอาการเข้าข่ายเด็กสมาธิสั้น ให้รีบพาไปพบแพทย์เพื่อทำการวิจัยอย่างละเอียด และสามารถรักษาได้ โดยการปรับสภาพแวดล้อมการเลี้ยงดู พยายามให้เด็กอยู่ในบรรยากาศที่สงบและมีระเบียบวินัย โรงเรียนก็มีส่วนสำคัญในการช่วยแก้ปัญหา ครูต้องแสดงการยอมรับในความบกพร่องของเด็ก เอาใจใส่ดูแลเด็กมากขึ้น แยกจากกลุ่มเด็กซน รวมถึงให้เด็กได้มีการเคลื่อนไหวร่างกายในโรงเรียนบ้าง เช่น ช่วยครูลบกระดาน ทำความสะอาดห้องเรียน และดูแลเรื่องการเรียนเป็นพิเศษ จึงจะทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดียิ่งขึ้นได้อีกทางหนึ่ง"

จิตแพทย์เด็กยังบอกอีกว่า ยารักษาที่ดีที่สุดคือ ความรักความใกล้ชิดจากครอบครัว จะทำให้เด็กสมาธิสั้นมีโอกาสคืนสู่สภาวะปกติได้เร็วขึ้น พร้อมทั้งให้ข้อคิดเด็ดๆ เป็นสุขบัญญัติ 8 ประการ เกี่ยวกับวิธีการดูแลเด็กสมาธิสั้นให้อยู่ร่วมในสังคมอย่างมีความสุขด้วย

บัญญัติที่ 1 อย่าเปิดทีวีเสียงดังจนเกินไป หรือสภาพแวดล้อมในบ้านต้องไม่วุ่นวายหรือมีการทะเลาะกันบ่อยครั้ง

2.
หามุมสงบสำหรับเด็ก เพื่อให้เกิดสมาธิในการทำการบ้าน

3.
ฝึกฝนวินัยให้เด็ก สร้างกรอบกฎเกณฑ์ มีตารางเวลาชัดเจน ไม่ปล่อยปละละเลย หรือตามใจจนทำให้เด็กติดเกม

4.
มีการสื่อสารที่สั้น กระชับ ชัดเจน หากไม่แน่ใจให้เด็กทบทวนว่าสิ่งที่สั่งสอนไปคืออะไรบ้าง เพราะเด็กสมาธิสั้นมักไม่ค่อยมีความอดทนในการฟัง

5.
มีความเข้าใจในพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้นอย่างจริงจังและเข้าใจ

6.
จัดสภาพแวดล้อมให้เกิดความเป็นระเบียบ ไม่ปล่อยให้บ้านรกรุงรัง

7.
อย่าทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองมีปมด้อย และ

8.
ไม่ควรจับกลุ่มให้เด็กสมาธิสั้นอยู่ใกล้ชิดกับเด็กที่มีปัญหาแบบเดียวกัน เพราะจะทำให้กลายเป็นเด็กเกเร ก้าวร้าวได้

อาจารย์แพทย์จิตเวชเด็ก แนะวิธีง่ายๆ บำบัดเด็กสมาธิสั้น 

อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็ก แนะวิธีบำบัดเด็กสมาธิสั้น แบบง่ายๆ ไม่ต้องพึ่งยา โดยเด็กผู้ชายจะมีความเสี่ยงสูงกว่าเด็กผู้หญิง เฉลี่ย 4 ต่อ 1 และจำนวนประชากรเด็ก 5 เปอร์เซ็นต์ในโลก ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเด็กสมาธิสั้น และพบได้มากกว่า กลุ่มออทิสติก ที่มีเพียง 5 ในหมื่นคน

ผศ.น.พ.ชาตรี วิฑูรชาติ อาจารย์ประจำหน่วยจิตเวชเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า การได้รับความรักและความใกล้ชิดจากพ่อแม่ผู้ปกครอง มีส่วนสำคัญที่จะทำให้เด้กสมาธิสั้นมีโอกาสกลับมามีชีวิตที่มีความสุขและคืนสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น และรวมถึงการมีเวลาให้แก่กัน ทำกิจกรรมร่วมกัน รับประทานอาหารร่วมโต๊ะเดียวกัน ซึ่งจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ สามารถรับรู้ได้ว่า วันนี้ลูกมีความสุขหรือความทุกข์ในเรื่องใดบ้าง และร่วมกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเข้าใจและสร้างสรรค์

นอกจากนี้ การปรับสภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูให้เด็กอยู่ในบรรยากาศที่สงบ และมีระเบียบวินัย มีส่วนช่วยบำบัดเด็กสมาธิสั้นได้อีกทาง รวมถึง โรงเรียน ซึ่งบทบาทของครูนั้น ต้องแสดงการยอมรับในความบกพร่องของเด็ก เอาใจใส่ดูแลเด็กมากขึ้น แยกจากกลุ่มเด็กซน รวมถึงการให้เด็กได้มีการเคลื่อนไหวร่างกายในห้องเรียนบ้าง เช่น ช่วยครูลบกระดาน ทำความสะอาดห้องเรียน และดูแลเรื่องการเรียนเป็นพิเศษ จึงจะทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดียิ่งขึ้นได้อีกทางหนึ่ง

ผศ.น.พ.ชาตรี แนะนำว่า วิธีง่ายๆ ดูแลและบำบัดเด็กสมาธิสั้น ควรเริ่มจากการเปิดโทรทัศน์ ไม่ควรเปิดเสียงดังจนเกินไป หรือสภาพแวดล้อมในบ้านต้องไม่วุ่นวาย หรือมีการทะเลาะกันบ่อยครั้ง หามุมสงบสำหรับเด็ก สร้างกรอบกฎเกณฑ์ มีตารางเวลาชัดเจน ไม่ปล่อยปละละเลยหรือตามใจจนทำให้เด็กติดเกมส์ มีการสื่อสารที่สั้น กระชับ ชัดเจน

"
หากไม่แน่ใจให้เด็กทบทวนว่าสิ่งที่สั่งสอนไปคืออะไรบ้าง เพราะเด็กสมาธิสั้นมักไม่ค่อยมีความอดทนในการฟัง มีความเข้าใจในพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้น อย่างจริงจัง และจริงใจ จัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้เกิดความมีระเบียบ ไม่ปล่อยให้บ้านรกรุงรัง อย่าทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองมีปมด้อย ไม่ควรจับกลุ่มให้เด็กสมาธิสั้นอยู่ใกล้ชิดกับเด็กทีมีปัญหาแบบเดียวกัน เพราะจะทำให้กลายเป็นเด็กที่เกเร ก้าวร้าวได้"

ท้ายสุด ผศ.นพ.ชาตรี ย้ำว่าหากวันนี้พ่อแม่ตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางอารมณ์และจิตใจของเด็กแล้ว รวมถึงโรงเรียนเองก็อยากจะให้มีการสอดส่องเด็กที่มีปัญหาเฉพาะทางและร่วมมือกันแก้ไขกับผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด ตลอดจนภาครัฐเองก็ควรเข้มงวดกับสื่อต่างๆ ที่จะสามารถเข้าถึงเด็กได้ ซึ่งถือเป็นภัยใกล้ตัว ติดรั้วบ้านเลยทีเดียวหากไม่เฝ้าระวังให้ดี

 

 

โดย ทิพย์วารี

 

กลับไปที่ www.oknation.net