วันที่ จันทร์ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

... สาวเจียงใหม่ จ.เชียงใหม่ และตำนาน ล้านนา


..

เชียงใหม่ และ ล้านนา

.


ทำเรื่องเพลง และ ตำนานต่าง ๆ ของทางภาคเหนือมาหลายตอนแล้วนะคะ  วันนี้จะพาไปรู้เรื่องเมืองเชียงใหม่ และ ล้านนาโบราณกันบ้าง ไม่ขอเกริ่นนำมาก เพราะว่า เนื้อหายาวพอสมควร พยายามที่จะไม่ให้ยาวเยิ่นเย้อเกินไปนักจึงจำต้องตัดออกนำมาเฉพาะที่เห็นว่าสำคัญเท่านั้น ... เรามาเรียนรู้เรื่องของเมืองเชียงใหม่ และอาณาจักรล้านนากันนะคะ

.

อาณาบริเวณของเมืองเชียงใหม่ในอดีตเป็นที่ตั้งของเมืองเก่าซึ่งเป็นศูนย์กลาง ของอาณาจักรล้านนาไทย อันมีนามว่า " นพบุรีศรีนครพิงศ์" กษัตริย์ผู้สร้างนครเชียงใหม่ พ่อขุนเม็งรายมหาราช พระองค์ทรงรวบรวมบ้านเล็กเมืองน้อย บนแผ่นดินล้านนาไทย ให้เป็นผืนปฐพีเดียวกันรวมเป็นอาณาจักล้านนาไทยอันกว้างใหญ่ไพศาล

.

.

พระองค์เป็นพระโอรส ผู้สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าลาวจักราชึ่งเป็นผู้สร้างอาณาจักรโยนกในระยะที่พ่อขุนเม็งรายกำลังเรืองอำนาจอยู่ในอาณาจักรล้านนาไทยนั้น พ่อขุนรามคำแหงมหาราชกำลังเรืองอำนาจอยู่ในอาณาจักรสุโขทัยและพ่อขุนงำเมืองกำลังเป็นใหญ่อยู่ที่ เมืองพะเยากษัตริย์ทั้งสามพระองค์นี้เป็นพระสหายสนิทร่วมน้ำสาบานมา ด้วยกันฉะนั้น เมื่อพ่อขุนเม็งรายรวบรวมเมืองต่าง ๆ ในอาณาจักรล้านนาไทยเป็นปึกแผ่นแน่นหนา

.

.

หลังจากนั้น พ.ศ. 1824 พระองค์ก็เสด็จกรีธาทัพเข้าตี นครหริภุญไชย ซึ่งมีพญายีบาครองอยู่และเป็นนครที่มั่นคงแข็งแรงที่สุด

ทางตอนใต้ได้สำเร็จสมพระราชประสงค์แล้ว เสด็จเข้าประทับ อยู่ในนครหริภุญไชยเป็นเวลา สอง ปี จึงทรงมอบให้อ้ายฟ้าอำมาตย ครองนครหริภุญไชยแทนส่วนพ่อขุนเม็งรายได้เสด็จไปสร้าง เมืองใหม่ทางทิศตะวันออกของนครหริภุญไชย ครองอยู่ได้สามปีทรงเห็นว่า เมืองใหม่ทำเลไม่เหมาะสมจึงโปรดย้ายราชธานี มาตั้งอยู่ที่แห่งใหม่ ริมฝั่งแม่น้ำระมิงค์ มีชื่อว่า "เวียงกุกาม" ( ปัจจุบันอยู่ในตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่)

.

ประตูท่าแพ พ.ศ. 2508

ครองราชย์อยู่ จนถึง พ.ศ. 1835 เกิดนิมิตรประหลาดดลพระทัยให้พ่อขุนเม็งรายไปประพาสป่าและทอดพระเนตร พบชัยภูมิที่จัดสร้างเมืองใหม่ พระองค์โปรดให้สร้างที่ ประทับชั่วคราว ณ เวียงเล็ก (เมืองเล็ก) หรือเวียงเชียงมั่น ( คือบริเวณวัดเชียงมั่น ในปัจจุบัน ) จากนั้นก็โปรดให้ไพร่พลถางป่า และปรับพื้นที่บริเวณเชิงดอยอ้อยช้างหรือ ดอยสุเทพในปัจจุบัน แล้วโปรดให้เชิญเสด็จพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัยและพญางำเมืองแห่งนครพะเยา พระสหายร่วมน้ำสาบาน มาช่วยพิจารณาการสร้างเมืองใหม่

.

.

เมื่อพระสหายทั้ง 2 พระองค์เสด็จมาถึงและได้เห็นชัยภูมิที่ราบอันสมบูรณ์ริมฝั่งแม่น้ำปิง ตรงเชิงดอยสุเทพก็พอพระทัย พ่อขุนรามคำแหงถึงกับทรงมีพระดำรัสว่า " เมืองนี้ข้าศึกจะเบียดเบียนกระทำร้ายมิได้ คนไหนมีเงินพันมาอยู่จะมีเงินหมื่นครั้นมีเงินหมื่นมาอยู่จะมีเงินแสนส่วนพระยางำเมืองถวายความเห็นว่า " เขตเมืองนี้ดีจริง เพราะเหตุว่าเนื้อดินมีพรรณรังสี 5 ประการ มีชัย 7 ประการ เมืองนี้มีสิทธิ์นักแล " ในที่สุด พ่อขุนเม็งรายก็ทรงดำเนินการสร้างเมืองใหม่

.

โดยให้ขุดคูและสร้างกำแพงเมือง เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า พร้อมทั้งโปรดให้สร้างปราสาท ราชมณเทียรและบ้านเรือนในปี พ.ศ. 1839 พ่อขุนเม็งราย พ่อขุนรามคำแหง และพญางำเมือง ก็พร้อมใจกันขนานนาม พระนครแห่งใหม่ว่า " นพบุรีศรีนครพิงศ์เชียงใหม่ " เรียกกันเป็นสามัญว่า " นครพิงศ์เชียงใหม่ "

.

.

ต่อจากนั้น พ่อขุนเม็งรายก็ทรงประกอบพิธีปราบดาภิเษกเป็น กษัตริย์ ปกครองอาณาจักรล้านนาไทยี ราชธานีอยู่ที่ นครเชียงใหม่ ทรงเป็นต้นราชวงศ์เม็งรายครองราชย์อยู่จน พ.ศ. 1860 วันหนึ่งขณะที่พ่อขุนเม็งรายกำลัง เสด็จประพาสตลาดกลางนครเชียงใหม่ ได้เกิดฝนตกอย่างหนัก จนอัสนีบาตได้ตกต้องพระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุได้ 79 พรรษา และมีเชื้อสายของพ่อขุนเม็งราย ได้ปกครองอาณาจักรล้านนาไทยต่อเนื่องกันมา

.

เมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของอาณาจักร์ล้านนาไทยสืบต่อ กันมาเป็นเวลานาน ตกเป็นเมืองขึ้นของ กรุงศรีอยุธยาและประเทศพม่าอยู่หลายยุคหลายสมัย จนครั้งสุดท้ายในสมัยกรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราชทรง ตีนครเชียงใหม่ได้จากประเทศพม่า เมื่อปี พ.ศ.2317 แล้วทรงกวาดล้างอิทธิพลของพม่าจากล้านนาไทยได้สำเร็จ เมืองเชียงใหม่จึงกลับ มาเป็น ประเทศราชของกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์

.

แจ่งหัวริน จ.เชียงใหม่

.ภาพจาก "คนเมืองดอทคอม"

จนสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกได้ทรงสถาปนา "พญากาวิละ" (กาวิละ ณ เชียงใหม่) ขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นต้นตระกูล ณ เชียงใหม่ สืบต่อมา 9 พระองค์ มีเจ้านวรัฐเป็น องค์สุดท้ายถึงสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ.2440 ทรงยุบเมืองประเทศราชเข้ากับอาณาจักรไทย แบ่งการปกครองราชอาณาจักรออกเป็นมณฑล ได้ยกเมือง เชียงใหม่ขึ้นเป็นมณฑลพายัพ และต่อมาภายหลัง็ได้ยกเลิกเมืองเชียงใหม่ จึงเป็นจังหวัดมาจนถึงปัจจุบันนี้ รวมระยะเวลาที่เชียงใหม่ได้เป็นราชธานีอาณาจักรล้านนาไทย ตั้งแต่ พ.ศ.1839 จนถึง พ.ศ.2440 ได้ 600 ปี

เจดีย์ 7 ยอด จ. เชียงใหม่

ล้านนา 
 
ล้านนา ซึ่งมีศัพท์ภาษาบาลีกำกับ โดยเฉพาะในท้ายคัมภีร์ใบลานจากเมืองน่านและที่อื่นที่พบจำนวนไม่น้อยกว่า 50 แห่งว่า “ ทสลกฺเขตฺนคร ” ซึ่งแปลว่าเมืองสิบแสนนำ หมายถึงดินแดนที่มีจำนวนที่นานับล้าน คือมี ที่นาเป็นจำนวนมากเป็นคำคู่กับเมืองหลวงพระบางที่ชื่ออาณาจักร “ ล้านช้าง ” คือดินแดนที่มีช้างนับล้านตัว ซึ่งมีภาษาบาลีกำกับว่า “ สตนาคนหุต ” หรือช้างร้อยหมื่น

.

นอกจากนี้ยังพบความจากพระสุพรรณบัฏของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 4 พระราชทานอิสริยยศแก่พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ (เจ้าชีวิตอ้าว) ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ มีราชทินนามดังนี้ “ เจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ ดำรงนพีสีนคร สุนทรทศลักษกระเษตร วรฤทธิเดชมหาโยนาง คราชวงษาธิบดี เจ้านครเชียงใหม่ ” คำว่า ทรลักษกระเษตร แยกศัพท์ได้ว่าทศ – สิบ ลักษ – แสน กระเษตร – นา รวมความว่า “ สิบแสนนา คือล้านนานั่นเอง ”

.

.

อย่างไรก็ตาม อย่างช้าตั่งแต่ พ.ศ. 2510 เป็นต้นมา ในหมู่นักวิชาการระดับสูงจำนวนหนึ่งพบคำว่า “ ล้านนา ” เป็นคำถูกต้องแล้ว และชัดเจนมากขึ้นเมื่อ ดร.ฮันส์ เพนธ์ เสนอบทความใน พ.ศ. 2523 ยืนยันการพบคำล้านนาในศิลาจารึกวัดเชียงสา (จารึกหลักที่ ชม.7 จากเชียงราย พ.ศ. 2096 ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้ตรวจสอบศิลาจารึกดังกล่าวแล้วเห็นว่า มีคำ “ ล้านนา ” คู่กับคำว่า “ ล้านช้าง ” จริง จึงเสนอให้ใช้คำ “ ล้านนา" ” แทนคำ “ ลานนา ” ใน พ.ศ. 2526 ความเห็นนี้สอดคล้องกับนักวิชาการในจังหวัดเชียงใหม่ที่เสมอให้ใช้ “ ล้านนาไทย ” เป็นชื่อหนังสืออนุสรณ์พระราชพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ที่เชียงใหม่ พ.ศ. 2526 – 2527 หลังจากนั้นมา คำ “ ล้านนา ” ก็เป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย

.

เครื่องแต่งกายสตรีสูงศักดิ์

ในช่วง พ.ศ. 2530 มีการโต้เถียงกันอีกว่าคำว่า “ ล้านนา ” หรือ “ ลานนา ” เป็นคำที่ถูกต้อง และคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย มีศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร เป็นประธานการสอบชำระในที่สุดคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยได้ให้ข้อยุติว่า “ ล้านนา ” คือคำที่ถูกต้อง ในวงวิชาการจึงใช้ “ ล้านนา ” กันทั่วไป แต่ก็มีผู้ที่ยังพอใจจะใช้ “ ลานนา ” ต่อไปอยู่

.

สาวเจียงใหม่เจ๊า

ที่มาของปัญหาดังกล่าวเกิดจากในอดีตธรรมเนียมการเขียนไม่เคร่งครัด การใส่วรรณยุกต์คือมักจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ ในคัมภีร์ใบลานจำนวนมากมาย จึงมีทั้งคำ “ ล้านนา ” และ “ ลานนา ” ทั้งนี้มีหลักฐานว่ามีการใช้รูปวรรณยุกต์ในอักษรธรรมล้านนามากขึ้นในระยะหลัง คือช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 จึงทำให้ไม่ชินที่จะต้องใส่วรรณยุกต์ จึงใส่ก็ได้ไม่ใส่ก็ได้

.

ภาพนี้เขาบรรยายไว้ว่าเป็นภาพ เจ้านาง และ สนม ก็ตามนี้เลยละกันค่ะ

.

จนเป็นที่เข้าใจกันของผู้คนในสมัยนั้น ธรรมเนียมการเขียนแบบไม่ต้องกำกับวรรณยุกต์โท แต่ให้อ่านออกเสียงเสมือนมีวรรณยุกต์โทกำกับนี้มีสืบมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้เกิดความเข้าใจว่า ดินแดนภาคเหนือคือ “ ลานนา ” นอกจากนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่า “ ลานนาหมายถึงทำเลทำนา ” คู่กับ “ ลานช้าง ” เพราะเชื่อว่า “ เมืองหลวงพระบางเป็นภูเขาห้วยป่าดงทำนองจะมีช้างมาก ” หลังจากนั้นมาคำ “ ลานนา ” ก็ใช้ในกรุงเทพฯ และแพร่หลายไปทั่วประเทศสยาม โดยใช้ในหนังสือแบบเรียนและเอกสารวิชาการต่าง ๆ คำ “ ลานนา ” จึงใช้กันมาเป็นเวลาเกือบหนึ่งศตวรรษ


!!! หมายเหตุ !!!~

ต่อเนื่องมาจากการนำเสนอเรื่องตำนานต่าง ๆ ติดต่อกัน ก็เลยนำเรื่องราวเกี่ยงกับเชียงใหม่มาให้ได้ทราบกันพอสังเขป ไม่อยากให้คิดว่า บล็อคนี้เป็นโลโก้แห่งการสร้างตำนาน หรือประวัติศาสตร์เลย เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งที่อยากเปลี่ยน ก็อาจจะหันไปทำอย่างอื่นก็ได้

*** ขอบคุณ - เนื้อหา จาก ลานนาเวิร์ดดอทคอม , หนังสือ "เมืองเชียงใหม่" , cm77.com

*** ขอบคุณ - ภาพประกอบ จาก คนเมืองดอทคอม

*** ขอบคุณ - คุณสุนทรี เวชานนท์ เพลง สาวเจียงใหม่

 

.

.

.

วันนี้ (14 ส.ค.) อัพกลอนที่ "ลานคำ"ดวยค่ะ

http://www.oknation.net/blog/songforlife/2007/08/14/entry-1

.

.

.

โดย วิหคพลัดถิ่น

 

กลับไปที่ www.oknation.net