
พิมพ์หน้านี้
|
ภาพยนตร์เรื่อง ต้มยำกุ้งหรือที่ชาวต่างชาติให้ชื่อว่าTheProtector ที่นำแสดงโดย คุณ จา พนม นั้นได้ทำรายได้มากมาย เป็นกรอบเป็นกำ ทั้งในประเทศไทยและ ในต่างประเทศ ผมเองก็ไม่ทราบว่าใครเป็นคน แปลชื่อนี้เป็น ภาษาอังกฤษ นะครับ รู้อย่างเดียวว่า The Protector ไม่ได้แปลว่า ต้มยำกุ้ง แน่นอน หากแต่แปลตามตัวตรงๆได้ว่า ผู้คุ้มครอง หรือ ผู้พิทักษ์ ดังนั้นอาจจะพอเดาได้ว่า ที่คนแปลเค้าใช้ชื่อนั้น อาจเป็นเพราะว่า ตามท้องเรื่อง คุณ จา จะต้องเป็นผู้พิทักษ์ คุ้มครองช้างไทยกลับประเทศ หลังจากที่ โดนผู้ชายที่ชื่อ จอนนี่ ขโมยไปพร้อมกับ ศักดิ์ศรีของความเป็นไทย แต่ถ้าดูเรื่องดีๆ เราจะวิเคราะห์ได้เลยว่า จอนนี่ คนเดียวคงเอาช้างไปไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มคนไทยที่ไม่รักชาติ หลังจากดูหนังแล้ว ผมมองว่าคน ผิดไม่ใช่ จอนนี่ แต่เป็นกลุ่มคนไทย ที่ไม่รักชาติพวกนั้นมากกว่า ที่ยอมขายช้างให้เค้า ไปพร้อมกับ ศักดิ์ศรีความป็นไทย โดยทำให้ฝรั่งมองว่าเราเป็น ประเทศที่ ถ้ามีเงินก็ซื้อได้ทุกอย่าง...รวมไปถึงการซื้อความ ร่วมมือในการ ขายชาติ เกริ่นมาตั้งเยอะแล้วท่านผู้อ่าน อาจจะนึกว่า เอ๊ะ ผมเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า หัวข้อที่เค้าให้เขียนหนะ ต้มยำกุ้งปี2540นะ ไม่ใช่หนังเรื่อง ต้มยำกุ้ง ใจเย็นๆครับ ที่ต้องเกริ่นขึ้นมาเพราะผมคิดว่า มันมีส่วนเหมือนกันมาก เพียงแต่ หนังเรื่องต้มยำกุ้งเป็นเพียงแค่โรงละครเล็กๆ เมื่อเทียบกับโรงละครใหญ่ที่มีชื่อว่า สยาม.... ที่มาของคำว่าต้มยำกุ้งที่คุณอาจยังไม่รู้..... ในปี 2540 ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท โดยที่หลายๆคนเรียกกันว่า ปรากฏการณ์ ต้มยำกุ้ง โดยมีที่มาคือว่า หนังสือพิมพ์ ใน สาเหตุที่แท้จริงของการเกิด ต้มยำกุ้ง.... ผมได้ยินหลายท่านพูดว่า ต้มยำกุ้งเกิดเพราะ นาย จอร์จ โซรอส มาโจมตีค่าเงินเรา ถ้าจะโทษแต่ นาย จอร์จ โซรอส คนเดียว ก็เหมือนกับ เราไปโทษ แต่ จอนนี่ คนเดียวที่มาเอาช้างเราไปนั่นแหละครับ แล้วถ้าเราโทษแบบนั้นเราจะไม่มีวัน ป้องกันการเกิดครั้งต่อไปได้เลย เราต้องเปลี่ยนนิสัยของพวกเราเองต่างหากครับ อย่าให้ทุนนิยมเล็กน้อยๆ มาครอบงำเราให้ทำลายชาติเลยครับ...เพราะอันที่จริงต่อให้นาย นาย จอร์จ โซรอส ไม่มาโจมตีค่าเงินเรา เราก็ต้องลอยตัวค่าเงินบาทเข้าสักวันอยู่ดี เพราะตอนนั้น(2538-2540) พวกเราฟุ่มเฟือยกันมาก ซื้อของจากต่างชาติตลอดเลย.... ตัวอย่างง่ายๆ เค้าซื้อข้าวเราไป 1 บาท แต่เราซื่อ computer กลับมาในราคา 25 บาท เป็นแบบนี้อยู่นานจนกระทั่งเราเริ่มซื้อมากกว่า computer คือซื้อทั้ง มือถือ รถยนต์ และอีกหลายอย่าง จนกระทั่งเงินบาทเราไหลออกไปมาก จากที่เค้าซื้อข้าวเราหนึ่งบาท แล้วเราซื้อของเค้ากลับมา 25 บาท กลายเป็นเราซื้อของเค้า 50 บาท เราถึงโดนโจมตีค่าเงินบาทไงครับ .....ส่วนท่านที่สงสัยว่าเมื่อเงินบาทเป็นแบบนั้นแล้ว ทำไมคนถึงต้องตกงานล่ะครับ....แล้วทำไมเศรษฐกิจถึงไม่ดี .......ทำไมร้านที่ท่านเปิดลูกค้าจึงน้อยลง.... อันนี้มันเป็นสิ่งที่คล้ายกับการเล่น Domino ครับ เริ่มจากความฟุ่มเฟือยของพวกเรานั่นเอง คือการที่นาย ก.ทำงานกินเงินเดือน สมมุติว่าได้เดือนละ 20000 บาท แต่ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ทุกเดือน ให้กับธนาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งกู้เงินมาจากต่างประเทศในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ และเอามาปล่อยให้นาย ก. ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเพื่อเอากำไร....นั่นก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรใช่ไหมครับ เพราะเป็นเรื่องของการลงทุนของธนาคาร แต่....เราหารู้ไม่ว่ารถที่นาย ก. ผ่อนอยู่นั้น มันเป็นสินค้าต่างประเทศ ซึ่งการที่เราซื้อมานั้นมีส่วนทำให้ เงินบาทของเราอ่อนค่าลง พออ่อนค่าลง ธนาคารต่างๆที่กู้เงินมาจากต่างประเทศ ก็เกิดปัญหาเพราะหนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว จากการอ่อนค่าลงของค่าเงินบาท ธนาคารบางแห่งจึงต้องปิดตัวลงเพราะไม่มีเงินใช้หนี้ต่างประเทศ... ไม่เพียงแค่นั้นบริษัทอีกหลายแห่ง ซึ่งรวมไปถึง บริษัทที่จ่ายเงินเดือน นาย ก. เดือนละ 20000 บาทด้วย ก็ต้องปิดตัวลงเพราะหนี้ที่กู้มาเป็น เงินดอลล่านั้น ได้เพิ่มขึ้นมาเป็นสองเท่า ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ เมื่อบริษัทและธนาคาร ปิดตัวลง นาย ก. และ ประชาชนไทยอีกหลายคนก็ตกงานไปโดยปริยาย เมื่อตกงานก็ไม่มีเงิน ผ่อนรถ และบ้านต่อ บ้านและรถจึงถูกยึด พนักงานกินเงินเดือนจึงเป็น Domino ตัวที่ 2 ที่ล้มลงโดยการผลักของ Domino ตัวแรก คือ เจ้าของบริษัท เมื่อDomino ตัวที่ 2 ล้มลง ก็ได้ล้มไปทับ Domino ตัวที่ 3 คือร้านค้าขนาดย่อม เพราะลูกค้าที่เคยมาซื้อของ ตกงานหมดแล้ว เมื่อร้านค้าล้ม Domino อีกหลายตัวก็ล้มตามเพราะถูก domino ตัวแรกๆล้มทับ....ผมคงไม่ต้องพูดถึงบุคคลที่ฉวยโอกาสแลกเงิน ดอลล่าไว้ในตอนนั้น เพื่อเก็งกำไรหรอกนะครับ เพราะจริงๆ แล้วนั่นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเมื่อเทียบ กับความฟุ่มเฟือยของพวกเราในขณะนั้น (และผมเองก็คิดว่า วันนี้ที่ครบรอบ 10ปี ต้มยำกุ้ง เค้าคนนั้นก็กำลังใช้กรรมที่ก่อไว้อยู่ในต่างประเทศ).... The protector ของสยามประเทศ ท่านผู้อ่านคงสงสัยแล้วใช่ไหมครับว่า แล้วที่ผมพูดมาทั้งหมดเนี่ยมันเกี่ยวอะไรกับ ภาพยนตร์เรื่อง The protector ล่ะเนี่ย เกี่ยวสิครับ เพราะการที่ Domino มันล้มทับต่อๆ กันไปเรื่อยๆนั้น ประเทศเราอาจพังได้นะครับ ซึ่งผมคิดว่าคงพังไปแล้ว ถ้าตอนนั้นประเทศเราไม่มี The protector พระองค์นี้ ซึ่งพวกเรามักเรียก พระองค์ ท่านว่า ในหลวง เจ้าของทฤษฎี เศรษฐกิจพอเพียง หรือ Sufficiency Economicซึ่งเป็นทฤษดีที่ทำให้ Domino ที่ล้มไป สามารถลุกขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพทีละตัวทีละตัว จนทำให้ประเทศเรากลับมามีระบบเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอีกครั้งหนึ่ง....ผมขอยกตัวอย่างให้ท่านผู้อ่านเห็นสัก 2 ตัวอย่างนะครับ ตัวอย่างแรกเป็นรุ่นพี่ของกระผมเองชื่อพี่บี แกตกงานเพราะ พิษเศรษฐกิจในปี 2540 แต่หลังจากที่พี่บีได้อ่าน ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวง พี่บีเดินทางกลับไปหาแม่ที่ต่างจังหวัด เพื่อที่จะไปทำมาหากินบนที่นา 10 ไร่ของคุณ หลายท่านอาจพูดได้ว่า อ้าวก็พี่คุณเค้ามีที่นาหนิ แล้วสำหรับคนที่ไม่มีที่นาล่ะ จะให้ทำอย่างไร....ลองอ่านตัวอย่างที่ 2 ของผมดูครับ หลังจากที่พี่สาตกงานนานถึง 1 ปี พี่สาก็ได้เข้าทำงานกับ บริษัทใหม่ แต่แกเปลี่ยนการใช้ชีวิตของแกใหม่ครับ ตามแบบฉบับ ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง... พี่สาทำงานได้เดือนละ 20000 บาท จ่ายค่าเช่าหอพัก 5000 บาท ผ่อนรถอีก 7000 บาท เลิกใช้บัตรเครดิต เพราะ ในหลวงเคยสอนว่า จงใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวกสบาย อย่าใช้เพื่อ สร้างหนี้ ผ่านมาแล้ว 10ปี ผมโทรกลับไปหาพี่สา แกผ่อนรถหมดแล้วครับ ตอนนี้แกกำลังผ่อนบ้านอยู่ ซึ่งแกเล่าว่าถ้าแกฟุ่มเฟือย ไม่พอเพียง อยากซื้อทั้งบ้านและรถในเวลาเดียวกันเหมือนสมัยก่อน แกอาจจะไม่มีวันนี้ก็ได้ เพราะถ้าเศรษฐกิจพัง แกอาจต้องหมดตัวเหมือนเมื่อ10ปีที่แล้ว แต่วันนี้พี่สาตอบอย่างมั่นใจว่า ต่อให้แกตกงานอีกรอบ แกก็ไม่อดตายเพราะ จากการที่ทำตาม ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง มาตลอด 10ปี ทำให้แกมีเงินออม เยอะมาก จนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายไปอีกนาน..... จาก 2 ตัวอย่างที่ผมเอ่ยถึงเป็นเพียงส่วนน้อยครับของ ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ยังมี Domino อีกหลายตัวที่ลุกขึ้นยืนได้เพราะ ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ของพ่อหลวง หรือ The Protector of Siam ของพวกเรา....วันนี้ผ่านมาแล้ว 10ปี ผมตั้งข้อสังเกตุว่า ประมาณ 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ พวกเราเริ่มฟุ้งเฟ้อ ตามแบบของทุนนิยมอีกแล้วครับ จริงอยู่อาจเป็นเพราะมี ผู้นำประเทศ บางคนสนับสนุนให้เรา เริ่มใช้ เศรษฐกิจแบบทุนนิยม เพื่อที่เค้าจะได้ขาย มือถือ หรือ รถมอเตอร์ไซด์ ได้มากขึ้นอะไรก็สุดแล้วแต่... เชื่อผมเถอะครับของพวกนั้นมาจากต่างประเทศทั้งนั้น ถ้าเราซื้อมาก เงินบาทเรายิ่งอ่อนค่าลงมาก จึงเป็นไปได้สูงที่จะเกิด ต้มยำกุ้งอีกรอบ เพราะฉะนั้นเราต้อง ซื้อให้น้อยลงครับ อยู่กันอย่างพอเพียง จะได้ไม่ต้องให้ พ่อ เหนื่อยมาช่วยพวกเราอีกรอบครับ ขอบคุณครับ
|
| << | กรกฎาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | 31 | ||||