*/
  • ม่อนหินไหล
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-07-09
  • จำนวนเรื่อง : 131
  • จำนวนผู้ชม : 92002
  • จำนวนผู้โหวต : 23
  • ส่ง msg :
  • โหวต 23 คน
วันอังคาร ที่ 22 มีนาคม 2565
Posted by ม่อนหินไหล , ผู้อ่าน : 325 , 14:15:56 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

 

ก่อนหน้านั้นสรคมณ์ต้องเดินทางจากที่ตั้งเข้ากรุงเทพฯ ด้วยภารกิจสำคัญที่เขารู้ล่วงหน้ามาก่อนแล้ว ในฐานะนักรักบี้ของทีมสโมสรตำรวจ ชายหนุ่มถูกเรียกตัวให้มาร่วมแข่งรักบี้ระหว่างทีมสโมสรต่างๆ ในฤดูกาลแข่งรักบี้ที่จัดขึ้นปีละครั้ง เขาจะต้องอยู่ในกรุงเทพฯประมาณสามเดือนเพื่อทำการซ้อมเพิ่มความฟิตและเข้าแข่งขันตามกำหนดการเป็นระยะๆ นักกีฬาที่ถูกเรียกตัวมาส่วนใหญ่เป็นนายตำรวจที่ประจำอยู่ตามที่ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด เพื่อความสะดวกในการฝึกซ้อมทีมนักรักบี้พักในบ้านพักนักกีฬาใกล้สนามฝึกซ้อมที่ทางสโมสรจัดไว้ให้



วันหนึ่งเพื่อนสนิทที่ย้ายออกชายแดนพร้อมกันที่ชื่อดำรงศักดิ์ โทรศัพท์มาชวนสรคมณ์ออกไปกินเหล้า

“อ้าว ไอ้รงค์ มากรุงเทพฯตั้งแต่เมื่อไหร่วะ?”

“กูลากิจมาสองสามวัน มึงออกมาหากูหน่อยได้ไหม ออกได้หรือเปล่า มีธุระสำคัญอยากจะปรึกษา”

เสียงที่ค่อนข้างร้อนรนผิดไปจากเคยของเพื่อนทำให้สรคมณ์ ซึ่งเพิ่งเสร็จจากการฝึกซ้อมเนื้อตัวเต็มไปด้วยเหงื่อ ต้องรีบร้อนอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปตามนัด ดำรงค์ศักดิ์คอยอยู่แล้วในร้านอาหารประเภทริมสวนแห่งหนึ่งที่มีลูกค้าไม่มาก ชายหนุ่มผู้นั้นคงจะดื่มเหล้าไปหลายแก้วแล้ว เพราะหน้าของเขาค่อนข้างแดง

“มีเรื่องอะไหรือวะ” สรคมณ์ถามทันทีที่ลงนั่งตรงข้ามเพื่อน
“ไอ้บ้า ใจเย็นๆ แดกเหล้าก่อนโว๊ย”

ชายหนุ่มจิบเหล้าผสมน้ำแข็งที่ดำรงศักดิ์ส่งมาให้เอาใจเพื่อน “ช่วงนี้กูกินเหล้าได้ไม่มาก มึงก็รู้ว่ากูต้องซ้อมหนักเกือบทุกวัน ขืนกินมากเหมือนเดิม กูคงวิ่งไม่ไหวแน่”


ดื่มเหล้าและคุยกันไปเรื่อยๆได้พักหนึ่ง สรคมณ์ก็มองหน้าดำรงศักดิ์อย่างสงสัย “มีอะไรหรือวะ หน้าตามึงเซ็งฉิบหายเลยนี่หว่า”


อีกฝ่ายยกเหล้าขึ้นดื่มเกือบหมดแก้ว ก่อนจะค่อยๆ อารัมภบท “มึงจำยายนักเรียนพยาบาลที่เคยมาตามตื๊อกูอยู่พักนึง ก่อนจะย้ายมาชายแดนสักสี่ห้าเดือนได้ไหมวะ?”

สรคมณ์นิ่งคิดแต่ก็ยังนึกไม่ออก เพราะเพื่อนคนนี้ของเขาคบผู้หญิงมากหน้าหลายตาพร้อมๆกัน อาศัยที่เป็นคนรูปหล่อและปากหวานถูกใจผู้หญิง เขาจึงสามารถเที่ยวหว่านเสน่ห์ไปได้ทั่ว เพื่อนสนิททุกคนต่างก็รู้ว่าดำรงศักดิ์เป็นคนเจ้าชู้ประเภท ‘ปากว่ามือถึง' วลีพจน์ประจำตัวของเขาที่เจ้าตัวภาคภูมิใจคือ 'กูไม่เสียเวลามองกันไปมองกันมาเฉยๆเหมือนปลากัดหรอกวะ คุยกันสี่ซ้าห้าหน ถ้ายังไม่มีอะไรคืบหน้า กูก็เซย์กู๊ดบายไปหาคนอื่นที่พูดกันรู้เรื่อง' เพื่อนๆรู้ดีว่าคำว่า 'ไม่มีอะไรคืบหน้า' ของดำรงศักดิ์หมายถึงว่าถ้าผู้หญิงคนไหนไม่ยอมมีอะไรด้วยก็จบเพียงแค่นั้น

“จำไม่ได้ว่ะ มึงมันแฟนเยอะแยะไปหมด ใครจะไปจำได้”

“นักเรียนพยาบาลปีสองที่ชื่อวัลยาไงวะ ผอมๆสูงๆ ผิวคล้ำๆหน่อยน่ะ เขาเคยไปหากูที่โรงพักบ่อยๆ กูยังเคยแนะนำให้มึงรู้จักนี่หว่า”

“เออ..คลับคล้ายคลับคลา” สรคมณ์ตัดบททั้งๆที่ยังนึกไม่ออก “แล้วไง มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับเขา เลิกคบกันไปตั้งแต่ตอนโน้นแล้วไม่ใช่หรือ"


อีกฝ่ายทำหน้าเจื่อนๆ “เลิกกันไปตอนที่ย้ายออกชายแดน แต่กลับมาเจอกันใหม่ตอนที่กูมาอบรมที่กรุงเทพฯเมื่อสองปีที่แล้ว”

“แล้วไง?”

ดำรงศักดิ์อึ้งไปครู่ใหญ่กว่าจะเล่าออกมาได้ “เมื่อสองสามวันที่แล้วเขาโทรมาหากู บอกว่าเขามีลูกกับกูว่ะ ตอนนี้ขวบกว่าแล้ว”

"มีลูกกับมึง?” สรคมณ์ทวนคำเพื่อนอย่างตกใจ “อ้าว แล้วมึงไม่ได้ป้องกันหรือ"

“มึงก็รู้นี่หว่าว่ากูชอบเล่นน้ำตัวเปล่า แล้วอีกอย่างกูก็นึกว่าเขาจะป้องกัน”

“ไอ้บ้า มึงนึกว่าผู้หญิงดีดีเขาจะเตรียมกินยาคุมไว้ล่วงหน้าหรือไง” ชายหนุ่มส่ายหน้าแล้วรวบรัดถามว่า “แล้วมึงคิดจะทำยังไงต่อไป?”

“เขาขอให้ไปหาเขาที่บ้าน อยากให้ไปดูเด็ก”

"บ้านเขาอยู่ไหน?"

"สมุทรสาคร"

“ก็นี่แหละที่กูอยากจะปรึกษามึง” ดำรงค์ศักดิ์ยกเหล้าขึ้นดื่มด้วยท่าทางกลัดกลุ้ม “กูคิดไม่ตกว่าควรจะไปดีไหม”

“ทำไมล่ะ?"

อีกฝ่ายทำท่าอึกอักอยู่อึดใจหนึ่ง เหมือนพูดไม่ออกหรือไม่อยากพูด "ถ้ากูไปหาเขาๆอาจจะเข้าใจผิด คิดว่ากูพร้อมจะไปรับผิดชอบเขากับเด็กนั่นนะสิ"

"คงไม่ถึงขนาดนั้นมั้ง" สรคมณ์แย้ง "เขาเองก็ต้องรู้ว่าเรื่องแบบนี้มันต้องคุยกันก่อน กูว่ามึงควรไปนะ อย่างน้อยก็ไปดูเด็กแล้วก็ไปพูดจาตกลงกับผู้หญิงเขาว่าจะเอายังไง ระวังนะโว้ย เขาเอาเรื่องให้ถูกออกจากราชการได้นะมึง”

“ที่กูสองจิตสองใจก็เพราะไม่แน่ใจว่าเขาท้องกับกูจริงหรือเปล่า มึงคิดดูสิ เด็กตั้งขวบกว่าแล้วเพิ่งจะมาบอกกู ทำไมไม่บอกตั้งแต่ตอนที่รู้ตัวว่าท้อง ถ้าเป็นมึงๆจะไม่สงสัยมั่งหรือไง” ดำรงคักดิ์อ้อมแอ้มข้อข้องใจออกมาได้ในที่สุด


“ถ้าเป็นกูคงไม่มีอะไรให้ต้องสงสัยหรอกวะ เพราะกูไม่เคยยุ่งกับผู้หญิงดีดีที่ไม่คิดจะเอาจริง กูไม่อยากมีเมียโดยประมาท”

“เออ มึงมันไอ้คนดี ส่วนกูยอมเป็นคนเลวโว้ย กูมีผู้หญิงหลายคนก็จริง แต่ก็ไม่เคยปล้ำใคร ผู้หญิงมันเสือกยอมกูเองนี่หว่า” แม้จะกำลังกลัดกลุ้มกับปัญาที่เกิดขึ้น แต่เสียงของนายตำรวจหนุ่มยังบ่งบอกถึงความภูมิใจในเสน่ห์ของตัวเองอยู่เหมือนเดิม

 

“ไม่ใช่เพราะดีหรือไม่ดีหรอกวะ นอกจากกูกลัวจะต้องไปรับผิดชอบคนที่ไม่ได้รักแล้ว ก็ยังสงสารผู้หญิงเขาอีกด้วย ถ้ากูมีน้องสาวแล้วถูกไอ้หนุ่มที่ไหนสักคนมาทำแบบมึงกูคงแค้นฉิบหาย ได้ตามฆ่ากันบ้างละ” สรคมณ์ตอบทีเล่นจริงก่อนจะถามต่อว่า “มึงถามเขาหรือเปล่าว่าทำไมเพิ่งมาบอกเรื่องเด็ก อย่างน้อยเขาก็น่าจะรู้นี่หว่าว่ามึงอยู่ที่ไหน”

“ถามแล้ว เขาว่าเขาเคยโทร.ไปหากูที่กองกำกับฯหลายครั้งแต่ไม่เจอ จะเจอได้ยังไงในเมื่อกูอยู่ในหมวดฯ”

“อ้าว แล้วเขาไม่สั่งคนที่รับโทรศัพท์หรือว่าให้ติดต่อบอกมึงว่าเขาโทรมา”

“เขาว่าเขาสั่งนะ แต่กูไม่รู้เรื่องหรอก ไม่เห็นมีใครบอกนี่หว่าว่าเขาโทรมาหากู”

“กูเข้าใจแล้วละ” ผู้ฟังหัวเราะเพราะนึกเหตุผลออกแล้ว “ก็มึงชอบมีผู้หญิงโทรมาหาตัวอยู่บ่อยๆ คนรับโทรศัพท์เขาเลยเห็นเป็นเรื่องธรรมดา ก็เลยไม่ได้บอกหรือลืมบอกมึง อ้าว..กูจำได้นี่หว่าว่ามึงเคยสั่งเสมียนฝ่ายธุรการเขาไว้ไมใช่หรือวะว่าถ้ามีผู้หญิงโทรมาให้บอกว่าไม่อยู่บ้าง ติดต่อไม่ได้บ้าง จริงไหมล่ะ?”

“ไอ้เวร ไม่ต้องเสือกมาจำเรื่องของกู”

สรคมณ์มองเพื่อนจอมสับหลีกรางรถไฟอย่างเห็นขัน “เสน่ห์แรงนักนะมึง หว่านไปทั่วจนได้เรื่อง คราวนี้จะทำไงดีล่ะ” แล้วเขาก็ตัดบทด้วยการสรุปว่า “ไปหาเขาหน่อยเถิดวะ ไปพูดกันเสียให้รู้เรื่องก่อนที่เรื่องจะบานปลายจนอนาคตมึงพัง ถ้าพ่อแม่พี่น้องเขาเอาเรื่อง”

เมื่อเห็นเพื่อนนิ่งเงียบ ตั้งหน้าตั้งตากรอกเหล้าเข้าปากราวกับจะให้เมาพับไปเลย โดยที่ยังตัดสินใจไม่ได้หรือไม่อยากตัดสินใจ สรคมณ์ก็เสนอตัวว่า “เอางี้ ถ้ามึงไม่อยากไปคนเดียว กูไปเป็นเพื่อนก็ได้ สมุทรสาครใกล้แค่นี้เอง ขับรถเดี๋ยวเดียวก็ถึง พรุ่งนี้ดีไหมวะ กูไม่มีซ้อม”

หลังจากตกลงเรื่องนัดหมายในวันรุ่งขึ้นได้แล้ว สองหนุมก็นั่งกินเหล้ากันไปเรื่อยๆจนดึก ก่อนจะแยกย้ายกันกลับที่พัก

ผู้หญิงที่ชื่อวัลยาเป็นหญิงสาวรูปร่างโปร่งบาง ผิวสองสีค่อนข้างคล้ำ หน้าตากระจุ๋มกระจิ๋ม ปากนิดจมูกหน่อย ท่าทางซื่อๆ มารดาของเธอซึ่งมีลักษณะเป็นผู้หญิงชาวบ้านธรรมดา ให้การต้อนรับแขกของลูกสาวอย่างตื่นเต้น ทั้งดำรงค์
ศักดิ์และสรคมณ์ต่างก็จ้องมองเด็กผู้ชายวัยประมาณขวบกว่า ที่นั่งอยู่บนตักยายเป็นตาเดียวกัน

 

หลังการแนะนำตัวซึ่งกันและกันจนครบถ้วนแล้ว ผู้หญิงที่ชื่อวัลยาก็เดินมาอุ้มลูกพาเข้าไปหาดำรงศักดิ์ สรคมณ์ซึ่งรู้ว่าถึงเวลาที่เพื่อนของเขากับวัลยาจะต้องคุยกันให้เคลียร์กับเรื่องที่เกิดขึ้น ชวนหญิงวัยกลางคนผู้ป็นยายของเด็กลงไปจากบ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูงหลังเล็กๆที่มีเพียงห้องเดียว เขาลงนั่งคุยกับแกบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ถุนบ้านด้วยเรื่องสัพเพเหระอยู่ชั่วโมงกว่าๆ จนดำรงศักดิ์เดินนำหน้าวัลยา ที่โอบอุ้มเด็กชายตัวป้อมๆหน้าตาน่ารักคนนั้นไว้ในวงแขนลงมาจากบ้าน พูดคุยกันอยู่อึดใจหนึ่งชายหนุ่มทั้งสองก็เอ่ยคำอำลา

ระหว่างนั่งรถกลับไปด้วยกันดำรงศักดิ์ถามสรคมณ์ว่า “มึงคิดยังไง?”

“มึงกับเขาคุยกันแล้วตกลงกันว่ายังไงล่ะ” อีกฝ่ายกลับย้อนถาม

“ยังไม่ได้ตกลงอะไรทั้งนั้นแหละ วันนี้กูแค่มาพบเขาตามที่เขาต้องการ” ดำรงศักดิ์นิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะอ้อมแอ้มว่า

“แล้วก็จะมาดูเด็กด้วย”

“ดูแล้วได้ความว่าไง?”

ชายหนุ่มผู้นั้นถอนใจยาว ท่าทางอึดอัด “กูไม่แน่ใจว่าใช่ลูกกูจริงหรือเปล่า”

“หมายความว่ามึงคิดว่าคุณวัลยานั่นเขามีคนอื่นนอกจากมึงงั้นหรือ?”

ดำรงศักดิ์อึ้งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยเสียงอ่อยๆ “กูก็ไม่รู้เหมือนกัน”

เห็นหน้าตาเคร่งเครียดของเพื่อนสรคมณ์ก็ชวนว่า “สงสัยมึงจะเครียดมาก แวะหาเหล้าแดกกันก่อนดีกว่า”

สองหนุ่มแวะร้านอาหารแห่งหนึ่งใกล้เขตกรุงเทพฯ สรคมณ์นั่งมองเพื่อนที่กำลังกรอกเหล้าเข้าปากสลับกับสูบบุหรี่มวนต่อมวนอยู่พักหนึ่งอย่างพลอยกลุ้มใจไปด้วย

“มึงอยากคุยเรื่องนี้หรือเปล่า ถ้าไม่อยากคุยก็แดกเหล้ากันอย่างเดียว”

“คุยสิวะ ยังไงกูก็ต้องปรึกษามึง ตอนนี้มีมึงคนเดียวที่รู้เรื่องนี้”

หลังจากเหล้าหลายแก้วที่ดื่มเข้าไปช่วย ทำให้ความเครียดลดน้อยลงไปบ้างแล้ว ดำรงศักดิ์ก็เล่าให้สรคมณ์ฟังถึงเรื่องระหว่างเขากับหญิงสาวที่ชื่อวัลยา เขากับเธอรู้จักกันโดยการแนะนำของเพื่อนคนหนึ่งของเขา ตอนนั้นวัลยาเป็นนักเรียนพยาบาลปีสองในวิทยาลัยพยาบาลแห่งหนึ่ง หลังการเดทกันเพียงสองสามครั้งเธอกับเขาก็มีความสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ดังกล่าวจบสิ้นลงเมื่อเขาย้ายออกชายแดน ดำรงศักดิ์ไม่เคยพยายามจะติดต่อวัลยาอีก ผู้หญิงที่เขาคบแต่ละคนล้วนแต่ผ่านแล้วผ่านเลยทั้งนั้น แต่เมื่อเกือบสองปีที่แล้วเขากับวัลยาได้พบกันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเขาเข้ามารับการอบรมที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนที่กรุงเทพฯ ความสัมพันธ์แบบเดิมก็เริ่มต้นขึ้นใหม่ แต่ก็เพียงระยะเวลาสั้นๆแล้วต่างก็แยกย้ายกันไป มาได้ข่าวเธออีกครั้งก็เมื่อสามสี่วันที่แล้ว ที่เธอโทรศัพท์มาบอกเรื่องที่เธอมีลูกกับเขา

“ความจริงกูก็ไม่อยากพูดเรื่องนี้ เขาจะมีชีวิตส่วนตัวยังไงก็ไม่ใช่เรื่องของกู แต่ตอนนี้มีเรื่องเด็กเข้ามาเกี่ยวข้องกูจึงต้องคิดหนัก” ดำรงศักดิ์กรอกเหล้าเข้าปากอึกใหญ่ก่อนจะตัดสินใจเล่าให้เพื่อนฟัง “ตอนที่กูกับเขาคบกันน่ะ เขามีแฟนอยู่แล้ว เห็นว่าคบกันมาตั้งแต่อยู่ปีหนึ่ง”

พูดได้แค่นั้นนายตำรวจหนุ่มก็หยุดไปอีก จนสรคมณ์ต้องถามอย่างสงสัยว่าเพื่อนของเขากำลังคิดอะไร “มึงหมายความว่าไง หรือมึงสงสัยว่าเด็กนั่นเป็นลูกของเขากับแฟนเขาแล้วมาโบ้ยให้มึง? มึงคิดว่าเขามีอะไรกับผู้ชายพร้อมๆกันสองคนงั้นหรือวะ?”


อีกฝ่ายจุดบุหรี่สูบ พ่นควันยาวเหยียดเหมือนจะพยายามระบายความเครียดออกไป

“มันก็เป็นไปได้ไม่ใช่หรือวะ?”

สรคมณ์ยกเหล้าขึ้นดื่มบ้าง ระหว่างนั้นก็ใช้ความคิดไปด้วย “มันอาจจะไมได้เป็นอย่างที่มึงคิดก็ได้ เท่าที่กูเห็น คุณวัลยาก็ดูเป็นคนซื่อๆ คงไม่เหลี่ยมจัดคิดจะจับมึง หรือให้มึงรับผิดชอบเด็กคนนั้นหรอกถ้าไม่ใช่ลูกมึงจริงๆ อีกอย่างที่น่าคิดก็คือถ้าเป็นผู้หญิงรักสนุก ไปกับใครก็ได้ พอท้องขึ้นมาเขาก็คงไม่เก็บเด็กไว้ประจานตัวเอง มึงว่ามั้ย?"

"กูก็ถามเขาเหมือนกันว่าทำไมไม่ไปทำแท้ง" ดำรงศักดิ์เล่าด้วยสีหน้าเฉยๆเหมือนการทำแท้งเป็นเรื่องธรรมดา แม้จะหมายถึงการฆ่ามนุษย์ตาดำๆคนหนึ่งก็ตาม

"แล้วเขาว่าไง?"

อีกฝ่ายยักไหล่ ทำหน้าเบ้ไปด้วย "เขาว่าเขาไม่รู้ว่าท้องจนกระทั่งเด็กอายุได้เกือบสี่เดือน สายเกินไปที่จะทำแท้งได้อย่างปลอดภัย พอท้องโตจนมองเห็นชัดเขาก็เลยไม่มีทางเลือก ต้องลาออกจากวิทยาลัยทั้งๆที่ใกล้จะจบอยู่แล้ว"

"ทำไมเขาถึงไม่รู้ตัวว่าท้อง" สรคมณ์ถามอย่างสงสัย "เขาน่าจะมีความรู้อยู่บ้าง อย่างน้อยเขาก็เรียนพยาบาลมาตั้งหลายปีนี่หว่า"

"เรื่องนี้กูก็ถามเขาเหมือนกัน เขาอ้างว่าที่ไม่รู้ตัวว่าท้องตอนที่ท้องใหม่ๆก็เพราะเขาไม่แพ้ท้องเลย อีกอย่างเรื่องนั้นของผู้หญิงเขาก็ไม่ค่อยสม่ำเสมออยู่แล้ว"

"โอเค ที่เขาบอกว่าเขาโทรมาหามึงหลายครั้งแต่ติดต่อมึงไม่ได้น่ะ น่าจะเป็นตอนที่เขากำลังท้องอยู่ แต่หลังจากนั้นล่ะวะ หลังจากที่คลอดแล้วจนตอนนี้เด็กก็อายุตั้งขวบกว่าๆแล้ว ทำไมเพิ่งจะมาติดต่อมึงใหม่" สรคมณ์ซักอย่างไม่เข้าใจ

 

"กูก็สงสัยเหมือนมีงเลยถามเขา เขาบอกว่าตอนนั้นพ่อเขายังอยู่ พ่อเขาเป็นนายอำเภอเก่า เป็นคนดุและใจแข็ง ลูกเมียกลัวกันหงอ พ่อเขาโกรธมากเรื่องที่ลูกสาวเกิดท้องลูกไม่มีพ่อขึ้นมา เขาสั่งห้ามลูกสาวไม่ให้ไปตามง้อผู้ชาย หลานคนเดียวเขาเลี้ยงได้า วัลยาเขาก็เลยต้องเลิกติดต่อกู แต่ตอนนี้พ่อเขาตายไปสองสามเดือนแล้ว เขากับแม่ก็เลยคิดว่าจะลองติดต่อกูอีกสักครั้ง ถ้ากูไม่สนใจ ไม่ยอมรับเด็กเป็นลูก เขาก็จะไม่มาวุ่นวายกับกูอีก จะเลี้ยงลูกไปคนเดียวต่อไป"

ฟังแล้วสรคมณ์ก็พลอยเครียดไปด้วย ไม่รู้จะช่วยเพื่อนหาทางออกโดยบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่นได้อย่างไร

"แล้งมึงคิดยังไง?"

"ยังคิดไม่ตกว่ะ กลุ้มใจฉิบหายเลย ไอ้คมณ์ กูนึกเวทนาเด็กก็จริง แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าลูกกูจริงหรือเปล่า"

“ถ้าสงสัยก็ต้องหาข้อพิสูจน์ แต่ถ้ามึงถามกูๆก็อยากจะบอกว่าเด็กนั่นคงเป็นลูกมึงแน่ เหมือนมึงยังกะโขกออกมา”

“ความจริงพอเห็นเด็กนั่นกูก็ตกใจเหมือนกันที่เหมือนกูมาก” ดำรงศักดิ์อึ้งไปครู่ใหญ่ก่อนจะพูดต่อว่า “กูอยากให้ตรวจดีเอ็นเอ มึงคิดว่ายังไง?”

“ก็ดีอยู่หรอก แต่เรื่องนี้มันค่อนข้างละเอียดอ่อนนะมึง ถ้าเด็กเป็นลูกมึงจริง ผู้หญิงเขาจะเสียความรู้สึกหรือเปล่าที่มึงทำเหมือนไม่เชื่อใจเขา มึงคิดดูให้ดีดีก่อนก็แล้วกัน” แล้วสรคมณ์ก็ย้ำเรื่องเดิม “แต่ถ้ากูเป็นมึง กูคงไม่พูดเรื่องตรวจดีเอ็นเอ เห็นโตังๆอยู่แล้วว่าลูกมึงแน่”

ดำรงศักดิ์นิ่งไปนานเหมือนยังตัดสินใจไม่ตก จนสรคมณ์ต้องถามเพื่อความชัดเจน

“ถามจริงๆไอ้รงค์ ตอนนี้มึงกำลังคบใครเป็นพิเศษอยู่หรือเปล่า? กูหมายถึงคบแบบเอาจริงน่ะ”

“ไม่มีหรอก กูยังไม่คิดจะจริงจังกับใคร ใครอยากคบกับกูๆก็ตอบสนอง แล้วก็แล้วกันไป กูยังไม่อยากมีเมีย”

“งั้นกูถามมึงอีกคำ มึงเชื่อหรือเปล่าว่าเด็กนั่นลูกมึง?”

“ถ้ามันไม่เหมือนกูขนาดนั้นก็คงไม่เชื่อ” ดำรงศักดิ์ยอมรับในที่สุด

“แล้วแม่เด็กล่ะ มึงคิดว่าพอจะอยู่กันได้ไหม?”

“เฮ้ย นี่มึงจะให้กูรับเขามาเป็นเมียออกหน้าออกตาเลยหรือวะ ไอ้คมณ์ มากไปหน่อยมั้ง กูยังไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย บ้านก็เพิ่งเคยมา แม่เขากูก็เพิ่งเจอวันนี้เอง เทือกเถาหล่ากอเป็นยังไงยังไม่รู้ ที่สำคัญคือกูไม่ได้รักเขานี่หว่า” ดำรงศักดิ์ร้องลั่น

 

“โอเค กูก็ถามเพื่อหาทางทำให้เรื่องมันออกมาดีที่สุดสำหรับเด็กเท่านั้นแหละวะ ถ้ามึงไม่เอาแม่แล้วลูกล่ะจะทำยังไงกับมัน จะปล่อยให้มันไม่มีพ่อยังงี้ต่อไปหรือ?”

“กูก็กำลังคิดอยู่ คงต้องขอเวลาสักพัก ไม่ใช่เรื่องเล็กๆนี่หว่า”



ดำรงศักดิ์ดื่มเหล้าต่อไปเรื่อยๆพร้อมกับทอดถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม กับปัญหาที่ก่อขึ้นมาด้วยความประมาทและมักง่ายของตัวเอง ในขณะที่สรคมณ์นั้นก็มองเพื่อนอย่างเห็นใจ แม้ไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่ได้นึกตำหนิพฤติกรรมของดำรงศักดิ์ที่บำเพ็ญตนเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ หว่านเสน่ห์ไปทั่วจนเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นมา ในฐานะผู้ชายด้วยกันชายหนุ่มเห็นเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ เพียงแต่เมื่อหลวมตัวหรือพลาดพลั้งไปจนถึงขั้นมีลูก ก็ควรจะต้องหาทางออกให้ดีที่สุดเพื่อชีวิตน้อยๆชีวิตหนึ่งที่แสนบริสุทธิ์ สรคมณ์เชื่อว่าในที่สุดดำรงศักดิ์จะไม่ทอดทิ้งแม่ลูกคู่นั้น เขาคงจะต้องรับผิดชอบพอสมควร การที่เป็นเพื่อนกันมานานหลายปี ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ในโรงเรียนนายร้อยตำรวจจนถึงปัจจุบัน ทำให้สรคมณ์แน่ใจว่าเพื่อนของเขาไม่ใช่คนเลว ดำรงศักดิ์เป็นคนต่างจังหวัดเช่นเดียวกับเขา มาจากครอบครัวชาวบ้านธรรมดาที่เป็นเกษตรกร ชายหนุ่มผู้นี้มีคุณสมบัติดีๆหลายอย่าง รับผิดชอบต่องานในหน้าที่ จิตใจกว้างขวาง รักเพื่อนรักฝูง แต่เขาก็มีจุดอ่อนในเรื่องผู้หญิงมากจนได้ชื่อว่า เป็นเสือผู้หญิงที่ทำให้เกิดปัญหาอยู่บ่อยครั้ง และครั้งนี้นับว่าเป็นปัญหาที่หนักหน่วงที่สุด ถ้าตัดสินใจผิดพลาดเรื่องก็อาจจะบานปลายใหญ่โตซึ่งจะส่งผลร้ายต่อชีวิตของเขา ทั้งในเรื่องส่วนตัวและหน้าที่การงานได้เหมือนกัน

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน