*/
  • ม่อนหินไหล
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-07-09
  • จำนวนเรื่อง : 136
  • จำนวนผู้ชม : 94467
  • จำนวนผู้โหวต : 23
  • ส่ง msg :
  • โหวต 23 คน
วันพุธ ที่ 20 เมษายน 2565
Posted by ม่อนหินไหล , ผู้อ่าน : 364 , 10:26:52 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

 

แพรวโพยมวางโทรศัพท์ที่เธอเป็นฝ่ายติดต่อไปลงข้างตัว เธอเพิ่งรู้เมื่อกี้นี้เองจากนายตำรวจคนหนึ่งที่รู้จักสนิทสนมกับเธอดี ว่าสรคมณ์ถูกเรียกตัวมาร่วมแข่งกีฬารักบี้ในทีมสโมสรตำรวจที่กรุงเทพฯได้สามสัปดาห์แล้ว แม้จะข้องใจอยู่บ้างว่าทำไมเขาไม่โทรศัพท์ติดต่อหรือมาหาเธอที่บ้านอย่างที่ควรจะทำ แต่หญิงสาวผู้มีความอดทนสูงก็พยายามปัดมันทิ้งไป ไหนๆเขาก็อยู่กรุงเทพฯแล้ว ถ้าเขายุ่งมากกับการซ้อมจนไม่มีเวลาติดต่อเธอๆก็จะเป็นฝ่ายติดต่อเขาไปเอง หญิงสาวไม่คิดจะเล่นตัวอะไรกับเขา เธอรู้ดีว่าสรคมณ์ไม่ชอบผู้หญิงจู้จี้จุกจิกเรื่องมากหรือแสนงอน เวลาที่พบกันแพรวโพยมจึงต้องพยายามเก็บปากเก็บคำที่จะไม่ตัดพ้อต่อว่าเขาซึ่งก็ยากพอสมควร เพราะถึงอย่างไรเธอก็ยังเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดา ที่หวังจะได้รับการปฏิบัติต่ออย่างสนใจเป็นห่วงเป็นใยจากผู้ชายคนที่เธอรัก

สรคมณ์ไม่เคยเอ่ยคำว่ารักกับเธอเลยก็จริงแม้จะคบหากันมาเนิ่นนานหลายปี แต่แพรวโพยมก็ยังยึดมั่นอยู่กับเขาโดยพยายามบอกตัวเองว่าเขาคงต้องรักเธอบ้างไม่มากก็น้อย ไม่งั้นทำไมเขาไม่คบหาผู้หญิงอื่นบ้างเลย ที่เขาไม่เคยพูดว่าเขารักเธอก็คงเป็นเพราะนิสัยของเขาเองที่ไม่ชอบพูดอะไรที่โรแมนติคแบบนั้น เขาคงคิดว่าเธอกับเขาคบกันมานาน ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ รู้กันอยู่ในทีว่าเป็นแฟนกัน คำพูดในเชิงฝากรักคงไม่จำเป็นสักเท่าไหร่ ตราบใดที่สรคมณ์ยังไม่ได้คบใครเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่าเธอ หรือยังไม่ได้แต่งงานไป เธอก็ยังมีความหวังอยู่ตราบนั้น ทั้งๆที่ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นคงเลิกราไปเสียนานแล้วเพราะความไม่มั่นใจ มีหลายครั้งที่ความน้อยใจทำให้แพรวโพยมอยากจะตัดใจจากสรคมณ์ให้เด็ดขาดไปเลย เพราะเธอเองก็ไมใช่ผู้หญิงขี้ริ้วขี้เหร่เสียจนไมมีใครสนใจ แม้จะไม่ได้สวยมากมายจนคนเหลียวมอง แต่ก็สวยพอที่ใครจะพาควงไปไหนก็ไม่ถึงกับต้องอายใคร แต่ทุกครั้งที่คิดจะถอยห่างจากเขาหญิงสาวก็ใจหายวาบเมื่อคิดว่าจะไม่มีโอกาสได้พบเขาอีก แล้วเธอก็ตั้งหน้าตั้งตารักเขารอเขาต่อไป ด้วยควมหวังว่าสักวันหนึ่งเขากับเธอจะได้แต่งงานกัน



แพรวโพยมหยิบมือถือมาโทรหาสรคมณ์ หลังจากเหลือบดูเวลาจากนาฬิกาที่หัวเตียง วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่เขาน่าจะว่างจากการซ้อมรักบี้ ถ้าไม่อยู่ที่บ้านพักนักกีฬาเขาก็อาจจะไปหาพี่ชายของเขาที่บ้าน หรือไม่ก็ออกไปกินเหล้ากับพวกเพื่อนๆ เรื่องที่ว่าเขาจะไปหาหรือมีนัดกับสาวๆไม่ได้ผ่านเข้ามาในสมองของแพรวโพยมเลย เธอไม่เคยได้ข่าวเขากับผู้หญิงคนไหน แม้แต่นายตำรวจที่เธอเพิ่งโทรไปคุยด้วยก็เคยบอกเธอว่าสรคมณ์ไม่เคยจีบผู้หญิงแบบเป็นเรื่องเป็นราว ชอบกินเหล้ากับเพื่อนมากกว่า



หลังจากแต่งตัวเสร็จลงมาข้างล่างพร้อมที่จะออกจากบ้าน แพรวโพยมก็เห็นมารดานั่งดูรายการโทรทัศน์อยู่ตามลำพังบนเก้าอี้ยาวในห้องนั่งเล่น

“อ้าว จะไปไหนล่ะ น้อย” คุณนวลจิตทักอย่างแปลกใจ พอเห็นท่าทางอึกอักของบุตรสาว เธอก็บอกว่า “ถ้าไม่รีบไปไหนก็นั่งคุยกับแม่สักประเดี๋ยวสิ”

แพรวโพยมทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามมารดา “มีอะไรหรือคะ แม่?”

“จะไปไหนล่ะเนี่ย นึกว่าวันนี้จะอยู่บ้านเสียอีก” มารดาของเธอยังตั้งคำถามเดิม เพราะปกติวันอาทิตย์เป็นวันที่บุตรีสองคนของเธอมักจะพักผ่อนอยู่บ้าน หลังจากต้องตรากตรำทำงานถึงห้าวันเต็ม

“ว่าจะไปหาคมณ์น่ะค่ะแม่”

“อ้าว คมณ์มากรุงเทพฯหรือ” คุณนวลจิตทำหน้าตื่นเต้น เธอชอบสรคมณ์ นอกจากเพราะเขาเป็นคนที่ลูกสาวคนเล็กของเธอผูกสมัครรักใคร่แล้ว ยังเป็นเพราะความสุภาพและการทำตัวง่ายๆของชายหนุ่มผู้นั้นด้วย

“ค่ะ เขาเข้ามาเตรียมตัวแข่งรักบี้ระหว่างสโมสรน่ะค่ะ วันนี้วันอาทิตย์เขาคงไม่ต้องซ้อมรักบี้ น้อยเลยคิดจะไปหาเขาหน่อยค่ะ เอาของไปให้ด้วย”

“ทำไมจะต้องดั้นด้นไปหาเขา ทำไมไม่เรียกเขามาที่บ้านล่ะ แม่จะได้คุยกับเขาบ้าง ช่วงหลังนี่คมณ์หายไปนานเลยนะ สงสัยจะงานหนัก”

สีหน้าของหญิงสาวเจื่อนไปเล็กน้อย “ค่ะ งานเขายุ่งน่ะค่ะ แม่ คมณ์เคยบอกเหมือนกันว่างานชายแดนกับงานนครบาลไม่เหมือนกัน เขาต้องออกลาดตระเวนบ่อยๆ งานของเขาไม่ใช่งานนั่งโต๊ะ อีกอย่างส่วนใหญ่เขาต้องประจำอยู่ในหมวดฯ ไม่สะดวกจะติดต่อกับใครน่ะค่ะ แม้แต่น้อยเองเขาก็ไม่สะดวกที่จะโทรหาบ่อยๆ ก็อย่างที่เขาเคยบอกแม่ว่าหมวดฯของเขาอยู่ในป่า สัญญาณมือถือหายาก อินเทอร์เน็ตก็ไม่มีใช้” แพรวโพยมอธิบายอย่างยืดยาว เพราะกลัวมารดาจะคิดว่าสรคมณ์ไม่สนใจจะหาทางติดต่อเธอ เหมือนที่พี่สาวของเธอพูดทีเล่นทีจริงอยู่บ่อยๆ



“นั่นน่ะสิ แม่ถึงอยากให้เขาย้ายออกจากชายแดนไง ไปอยู่โน่นนานแล้วนี่” คุณนวลจิตมองหน้าบุตรสาวอย่างสำรวจตรวจตรา “เขาไม่เคยคุยมั่งเลยหรือ เรื่องย้ายน่ะ”

“น้อยเคยถามเหมือนกัน แต่คมณ์บอกว่ายังไม่อยากย้าย เขากำลังสนุกกับงานน่ะค่ะ แม่”

มารดาของแพรวโพยมมีสีหน้าครุ่นคิด “แปลก มีแต่คนเขาอยากย้ายเข้ากรุงเทพฯหรือจังหวัดใกล้เคียงกันทั้งนั้น เรื่องอะไรจะเอาอนาคตไปหมกอยู่ตามป่าตามดอย ถามจริงๆเถอะ ถ้าคมณ์เขาไม่อยากย้ายไปที่อื่นที่ดีกว่า แต่งงานกันแล้วลูกจะไปอยู่ที่โน่นไหวหรือ เห็นว่าแห้งแล้งกันดาร มีแต่ป่าแต่ดง ถ้าต้องไปจริงๆพ่อแม่เป็นห่วงตายเลย”



สีหน้าของแพรวโพยมเจื่อนลงไปอีกเมื่อมารดาพูดเรื่องแต่งงาน ทำไมเธอจะไม่อยากแต่งงานกับคนที่เธอรักมาเนิ่นนาน ความเป็นคนโรแมนติคทำให้เธอฝันถึงงานแต่งงาน ที่แม้อาจจะไม่เลิศหรูแต่ก็ศักดิ์สิทธิและสวยงาม เป็นวันที่ความรักและความฝันของคนสองคนเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทาง วันที่เป็นสิ่งพิสูจน์ถึงความซื่อสัตย์มั่นคงของหัวใจสองดวง วันที่ความมีคุณค่าของผู้หญิงคนหนึ่งได้รับการยกย่องให้เกียรติ แพรวโพยมเฝ้าแต่ฝันถึงวันชื่นคืนสุขและความสมหวังมาหลายปี แต่เมื่อเป็นผู้หญิงเธอจะกล้าเอ่ยปากอะไรได้เมื่ออีกฝ่ายที่ควรจะเป็นคนเริ่มต้น ไม่เคยพูดอะไรที่เฉียดกรายไปถึงการแต่งงานแม้สักครั้ง

“คมณ์เคยพูดเรื่องแต่งงานบ้างหรือเปล่า?” ในที่สุดคุณนวลจิตก็ต้องออกปากถาม

บุตรีของเธออึกอัก ใบหน้าที่ตกแต่งด้วยเครื่องสำอางสีอ่อนแดงขึ้นเล็กน้อย “เรายังไม่เคยพูดเรื่องนั้นกันหรอกค่ะ เอ้อ..คมณ์เขาอาจจะยังไม่พร้อม”

“ทำไมถึงจะยังไม่พร้อม? คบหากันมาตั้งหลายปี เรียนจบทำงานกันมาแล้วคนละสามสี่ปี ก็น่าจะคิดเรื่องแต่งงานกันได้แล้ว จะรออะไรอีก รู้ไหมว่าคุณพ่อเคยถามแม่เมื่อเร็วๆนี้ว่าน้อยกับคมณ์จะแต่งงานกันเมื่อไหร่ คุณพ่อคงเป็นห่วง เพราะเรากับเขาควงกันมาหลายปีแล้ว อายุก็มากขึ้นทุกวัน ความจริงน้อยน่าจะคุยกับคมณ์ให้รู้เรื่องนะ”

เมื่อเห็นบุตรสาวเงียบกริบ นัยน์ตาตกลงมองพื้น คุณนวลจิตซึ่งเข้าใจว่าแพรวโพยมคงอาย ที่จะต้องเอ่ยปากพูดเรื่องแต่งงานกับสรคมณ์เหมือนเร่งรัดเขา ก็เป็นฝ่ายรวบรัด “เอาเถอะ เรื่องนี้แม่จะจัดการเอง วันนี้เจอเขาแล้วก็บอกเขาด้วยว่าแม่อยากพบ จะทำของอร่อยที่เขาชอบไว้ให้ บอกเขาแค่นี้แหละ ถ้าเป็นพรุ่งนี้ได้ก็ยิ่งดี”

“พรุ่งนี้หรือคะ?” แพรวโพยมอึกอัก “พรุ่งนี้ไม่ทราบว่าคมณ์เขามีธุระที่ไหนหรือเปล่า เขาอาจจะไม่ว่างก็ได้นะคะ แม่”

“มื้อเย็นไงล่ะ น่าจะว่างนะ แต่ถ้าเขาไม่ว่างจริงๆก็ขอให้เขาเป็นคนนัดวันมา บอกเขาแล้วกันว่าแม่คิดถึง อยากเจอเขาบ้าง”

“แม่จะพูดเรื่อง..เอ้อ..เรื่องแต่งงานหรือคะ?”

คุณนวลจิตมองสีหน้าตกใจแกมกระอักกระอ่วนของบุตรีอย่างเข้าใจ “ไม่ต้องห่วงหรอกน่า แม่มีวิธีพูดกับเขาที่จะไม่ทำให้ฝ่ายเราต้องเสียหายหรอก”

เมื่อถึงบ้านพักนักกีฬาที่สรคมณัพักอยู่ แพรวโพยมก็รู้จากการไต่ถามเพื่อนร่วมบ้านว่าชายหนุ่มผู้นั้นออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าแล้ว ก่อนออกจากบ้านพักนักกีฬาหลังนั้น หญิงสาวก็ได้สำเนาตารางการแข่งขันกีฬารักบี้ของสโมสรตำรวจจากชายหนุ่มผู้นั้นทั้งชุดเรียบร้อยแล้ว เธอตั้งใจว่าจะไปดูและเชียร์การแข่งทุกนัดถ้าเป็นไปได้ หลังจากนั้นแพรวโพยมก็ลองกดโทรศัพท์ไปหาสรคมณ์อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เขาตอบรับเสียงเรียกจากมือถือของเธอ

“ตอนนี้คมณ์อยู่ที่ไหนจ๊ะ” แพรวโพยมรู้สึกดีใจที่ในที่สุดก็ติดต่อเขาได้ “น้อยแวะมาหาที่บ้านพักนักกีฬา เห็นว่าเป็นวันหยุดคมณ์คงว่าง คงไม่มีซ้อม”

“ผมอยู่ข้างนอกน่ะ น้อยมีธุระอะไรกับผมหรือเปล่า?” แม้เสียงของสรคมณ์ยังฟังดูปกติที่ทำให้แพรวโพยมใจชื้นขึ้น แต่คำถามของเขานั่นสิที่ทำให้เธอใจแป้วลงเล็กน้อยด้วยความน้อยใจ

 

“ก็ไม่ได้มีธุระอะไรมากมายหรอกจ้ะ แค่อยากพบคมณ์บ้างเท่านั้น อีกอย่างแม่ก็ถามถึงคมณ์ด้วย เห็นว่าอยากจะเลี้ยงอาหารเย็นสักมื้อ”

“ผมออกมาทำธุระนิดหน่อย ตอนนี้เสร็จแล้ว กำลังจะไปบ้านพี่นะ จะไปเยี่ยมหลานด้วย” เขาหมายถึงวันชนะพี่ชายคนรองจากคุณนงนุช ที่แต่งงานตั้งครอบครัวอยู่ในกรุงเทพฯหลายปีแล้ว

 

“งั้นน้อยไปหาคมณ์ที่บ้านพี่นะได้ไหมจ๊ะ” แพรวโพยมรีบรวบรัด เธอเคยพบพี่ชายและพี่สะใภ้ของสรคมณ์มาก่อนหน้านี้แล้ว “น้อยอยากไปเยี่ยมพี่นะ ไม่ได้พบกันนานแล้ว”

“น้อยจะไปบ้านพี่นะหรือ นี่ผมก็กำลังจะถึงอยู่แล้ว น้อยมาเองได้หรือเปล่า หรือจะให้ผมไปรับ ตอนนี้อยู่ที่ไหน?”

“ไม่ต้องมารับหรอกจ้ะ คมณ์เกือบถึงบ้านพี่นะแล้วไม่ใช่หรือ ไม่ต้องย้อนไปย้อนมาหรอกน้อยไปเองได้ งั้นอีกสักครู่เจอกันนะจ๊ะ”

หลังจากนั้นแพรวโพยมนั่งคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะขับรถไปเรื่อยๆ จนถึงปั้มน้ำมันแห่งหนึ่งที่เธอมาเติมน้ำมันรถอยู่เป็นประจำ จอดรถแอบไว้ตรงมุมหนึ่งของลานกว้าง เจรจากับเด็กปั้มที่คุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่สองสามคำ ก่อนจะเดินออกไปเรียกแท๊กซี่ให้ไปส่งที่ตลาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล เลือกซื้อผลไม้สดราคาแพงสองสามอย่างแล้วต่อแท๊กซี่คันใหม่ไปที่บ้านของวันชนะ

แพรวโยมส่งถุงผลไม้ในมือให้เด็กรับใช้ที่มาเปิดประตูรับ เมื่อเดินเข้าไปในบ้านเธอเห็นสรคมณ์นั่งดื่มเหล้าอยู่กับวันชนะในห้องกินข้าวที่อยู่ติดต่อกับห้องรับแขก มีเพียงเคาเตอร์บาร์หน้าตาเก๋กั้นเอาไว้ หลานสาวตัวน้อยวัยแปดขวบนั่งอยู่บนตักของเขา

“อ้าว คุณน้อย เข้ามาเลย เจ้าคมณ์มารออยู่นานแล้ว”

วันชนะเรียกเธอว่า ‘คุณ’ มาตั้งแต่แรก แม้แพรวโพยมจะเคยขอให้เรียกชื่อเธอเฉยๆก็พอ เพราะเธอกับเขาอายุห่างกันหลายปี แต่พี่ชายผู้มีอารมณ์ดีของสรคมณ์ก็หัวเราะเฉยเสีย แล้วเรียกเธออย่างที่อยากเรียกต่อไป ส่วนภรรยาของเขาที่ชื่อสุดารัตน์เรียกเธอว่า ‘น้อย’ เฉยๆ

สรคมณ์เงยหน้าขึ้นยิ้มกว้างให้แพรวโพยมที่หลังจากทำความเคารพวันชนะแล้วก็เดินมานั่งใกล้ๆเขา

หญิงสาวเหลียวหาภรรยาเจ้าของบ้าน “พี่ดาอยู่ไหนคะ? น้อยซื้อผลไม้มาฝาก ให้เด็กที่มาเปิดประตูไปแล้ว”

“อยู่ในครัวโน่น กำลังแสดงฝีมือแม่บ้านอวดแขก” วันชนะตอบด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ พะยักเพยิดไปทางหลังบ้านซึ่งเป็นที่ตั้งของครัวแบบทันสมัย “ซื้อผลไม้มาด้วยหรือ? ความจริงไม่ต้องซื้อก็ได้ ที่นี่มีอยู่เยอะแยะแล้ว”

“ไม่เป็นไรค่ะ น้อยแค่อยากซื้อมาฝากเท่านั้นแหละค่ะ”

“น้อยไม่ได้ขับรถมาหรอกหรือ” สรคมณ์ถามอย่างสงสัย หลังจากมองผ่านผนังห้องกินข้าวที่ด้านหนึ่งเป็นกระจกออกไปไม่เห็นรถของเธอที่น่าจะจอดอยู่บนลานจอดรถ

“น้อยมาแท๊กซี่จ้ะ ตอนแรกก็ขับรถมาดีดี มาถึงกลางทางเครื่องเกิดดับไปเฉยๆ ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เลยจอดฝากปั๊มน้ำมันที่รู้จักกันไว้” สีหน้าของแพรวโพยมมีรอยเจื่อนจาง “คมณ์เอารถมาหรือเปล่าจ๊ะ ถ้าไงขากลับคงต้องรบกวนคมณ์ไปส่งน้อยแล้วละ”


“ตกลง เดี๋ยวผมจะไปส่งน้อยเอง” สรคมณ์ทำหน้ายิ้มๆมองเธอ “ถ้าพี่นะไม่มอมเหล้าผมจนหมอบไปเสียก่อนน่ะนะ”


“หนอย ฉันน่ะหรือจะมอมเหล้านาย” พี่ชายของเขาที่ตอนนี้หน้าแดงเพราะเหล้าที่ดื่มเข้าไปหลายแก้วแล้วทำตาขวางๆ “อย่าไปเชื่อนายคมณ์นะ คุณน้อย มาถึงยังไม่ทันได้นั่งมันก็ร้องขอเหล้าแล้ว สงสัยมันตั้งใจจะมอมเหล้าผมมากกว่า”

แพรวโพยมยกแก้วน้ำส้มคั้นที่เด็กรับใช้นำมาให้ขึ้นจิบ ตาก็มองสรคมณ์ที่กำลังหัวเราะกับวันชนะอย่างสำรวจตรวจตรา เธอไม่ได้พบเขาเกือบสองเดือนแล้ว เขาดูคล้ำขึ้นกว่าแต่ก่อนแต่ก็ดูบึกบึนสมบูรณ์แข็งแรงด้วยมัดกล้าม ซึ่งเธอเดาเอาเองว่าเขาคงจะฝึกหนักระหว่างทำงานอยู่ชายแดน แล้วหญิงสาวก็มองเลยไปที่ใบหน้าของสรคมณ์ ในสายตาของเธอเขาไม่ใช่ผู้ชายรูปหล่อ แต่เธอสังเกตมานานแล้วว่ามีอะไรบางอย่างในตัวสรคมณ์ที่ดึงดูดเพศตรงข้าม อาจจะเป็นนัยน์ตาที่มีประกายวาววับระยับระยิบที่แฝงแววขี้เล่นเอาไว้นั่นก็ได้ หรือไม่ก็รอยยิ้มที่เหมือนเด็กผู้ชายซนๆปนขี้โกง รูปร่างที่สูงตรงผึ่งผายและท่วงท่าของเขาก็น่าจะเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่สะดุดตาคน

ญาติห่างๆของบิดาแพรวโพยมที่เป็นนายทหารระดับนายพลเคยบอกเธอว่าสรคมณ์เป็น “ตำรวจที่มีลักษณะทหาร” ซึ่งตอนนั้นแพรวโพยมไม่เข้าใจความหมายและไม่ได้ซักถาม เธอรู้แต่เพียงว่าเขาเป็นผู้ชายไม่หล่อที่มีเสน่ห์ หญิงสาวยอมรับว่าตั้งแต่ที่สรคมณ์ย้ายไปทำงานที่ชายแดน เธอมีแต่ความหวั่นไหวกลัวว่าจะมีผู้หญิงสักคนมาแย่งเขาไปจากเธอ เพื่อนบางคนเคยเตือนเธอว่าการอยู่ห่างไกลกันมักจะมีเหตุให้หัวใจของคนเรา โดยเฉพาะผู้ชาย ผันแปรเปลี่ยนไปได้เสมอ

นั่งคุยกับพี่ชายของสรคมณ์ได้พักหนึ่ง แพรวโพยมก็ขอตัวเข้าไปหาสุดารัตน์ในครัว

“สวัสดีค่ะ พี่ดา มีอะไรให้ช่วยไหมคะ”

สาวใหญ่วัยสามสิบแปดวางมือจากอาหารจานใหญ่ที่กำลังปรุงอยู่ หันมารับไหว้

“อ้าว น้อย มาตั้งแต่เมื่อไหร่จ๊ะ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”

“น้อยไม่ค่อยว่างน่ะค่ะ พี่ดาสบายดีหรือคะ?”

“สบายดีจ้ะ ว่าแต่เมื่อไหร่จะแต่งงาน”

แพรวโพยมอึกอักเพราะไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร แล้วเลยเฉไฉไปเรื่องอื่น

“พี่ดากำลังทำยำอะไรหรือคะ หน้าตาน่ากินจัง”

“ยำใหญ่จ้ะ รู้จักไหม ยำโบราณ สมัยนี้ไม่ค่อยมีใครรู้จักแล้ว ของโปรดของทั้งคุณนะทั้งคมณ์เลยละ กินเหล้าทีไรต้องร้องขอยำใหญ่ทุกครั้ง”

สุดารัตน์หันไปสั่งเด็กรับใช้ให้ลำเลียงอาหารหลายจานที่ทำเสร็จแล้วออกไปที่ห้องอาหาร

“ออกไปคุยกันข้างนอกดีกว่า”

แพรวโพยมเดินตามเจ้าของบ้านฝ่ายหญิงออกไปที่ระบียงเล็กๆที่อยู่ต่อจากห้องครัว ที่มีเก้าอี้ชุดตั้งอยู่แล้วลงนั่งคุยกัน ความจริงเธอไม่ค่อยสนิทใจที่จะเล่าอะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวให้สาวใหญ่ผู้นี้ฟัง ความช่างพูดช่างซักช่างถามและนัยน์ตาที่คมกริบอยากรู้อยากเห็นของสุดารัตน์ทำให้เธอนึกระย่อ แต่จะทำอย่างไรได้ เธอจำเป็นต้องทำตัวให้สนิทสนมเข้ากันได้กับพี่น้องของสรคมณ์ เพื่อประโยชน์ในวันข้างหน้า แม้แต่การได้รู้จักกับพี่ชายพี่สะใภ้ของสรคมณ์ก็เป็นการเริ่มต้นของแพรวโพยมทั้งสิ้น หลังจากนำตัวไปทำความรู้จักกับคุณนงนุชพี่สาวคนโตของครอบครัวได้ไม่นาน และไปมาหาสู่กันอีกหลายครั้ง คุณนงนุชก็พาเธอไปแนะนำให้วันชนะและสุดารัตน์รู้จักในฐานะคนรู้ใจของน้องชายคนสุดท้องที่พี่ๆทุกคนห่วงใย

 

แพรวโพยมบอกตัวเองว่าเธอจำเป็นต้องรุกคืบอย่างเงียบๆเช่นนี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง ในเมื่อสรคมณ์นิ่งเฉยไม่คิดจะทำอะไรเลยก็คงเป็นหน้าที่ของเธอ ที่จะต้องทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอรุดหน้าไปและกระชับแน่นยิ่งขึ้น แพรวโพยมคิดว่าเธอรู้จักเขาดี สรคมณ์เป็นคนมองโลกในแง่ดีและขี้เกรงใจ จำเป็นอย่างยิ่งที่เธอจะต้องใช้ความเกรงใจให้เกียรติคนอื่นของเขาให้เป็นประโยชน์ หญิงสาวรู้ว่าสมมติว่าสรคมณ์ไม่พอใจกับการกระทำของเธอ แต่เขาก็จะไม่ต่อว่าหรือพูดอะไรให้เธอเสียน้ำใจ แพรวโพยมไม่คิดว่าเธอทำอะไรผิด ในเมื่อสรคมณ์เป็นคนที่รักและเกรงใจมารดาและพวกพี่ๆของเขามาก เขาน่าจะขอบใจเธอเสียด้วยซ้ำที่บำเพ็ญตนเป็นคนมีสัมมาคารวะ เข้าไปหาคนสำคัญเหล่านี้ของเขาด้วยความเคารพนบนอบ ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาควรจะไม่พอใจไม่ใช่หรือ


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน