*/
  • ม่อนหินไหล
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-07-09
  • จำนวนเรื่อง : 131
  • จำนวนผู้ชม : 92001
  • จำนวนผู้โหวต : 23
  • ส่ง msg :
  • โหวต 23 คน
วันศุกร์ ที่ 13 พฤษภาคม 2565
Posted by ม่อนหินไหล , ผู้อ่าน : 314 , 22:47:02 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

 

สุดารัตน์ซึ่งเป็นภรรยาของวันชนะเรียนจบแค่ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง เคยทำงานในบริษัทขายวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งในฐานะพนักงานต้อนรับ เธอกับวันชนะรู้จักกันตอนที่เขาไปติดต่องานกับเพื่อนคนหนึ่งที่บริษัทนั้น หลังจากแต่งงานสุดารัตน์ก็เข้าไปช่วยสามีทำงานอยู่หลายปี ในบริษัทออกแบบและรับเหมาก่อสร้างที่วันชนะเป็นเจ้าของร่วมกับพี่สาวคนโต โดยวันชนะขายที่ดินมรดกที่ได้รับจากบิดาเอาไปลงทุนร่วมกับคุณนงนุช ซึ่งเป็นม่ายจากการเสียชีวิตของสามีผู้มีอายุมากกว่าหลายปี เนื่องจากไม่มีบุตรคุณนงนุชจึงเป็นผู้รับมรดกจำนวนมากแต่เพียงผู้เดียว เธอเป็นคนที่พวกน้องๆเคารพและเกรงใจ คุณนงนุชมักจะสอดส่องและอนาทรร้อนใจกับทุกข์สุขของพวกน้องๆเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสรคมณ์ที่เธอรักเหมือนลูกที่เธอไม่เคยมี



คุณนงนุชนั้นไม่ค่อยชอบสุดารัตน์นัก เธอคิดว่าวันชนะน่าจะได้ภรรยาที่มีฐานะและการศึกษามากกว่านี้ จะได้ช่วยส่งเสริมสามีในหลายๆด้าน ในสายตาของเธอ น้องสะใภ้คนนี้ไม่มีคุณสมบัติอะไรที่เทียบเคียงกับน้องชายของเธอได้เลย นอกจากความสวยและฝีมือในการทำอาหารแล้วก็ไม่มีอะไรสักอย่าง สุดารัตน์มาจากครอบครัวที่มีฐานะไม่ค่อยดีนัก การศึกษาก็น้อย นอกจากนี้สิ่งที่คุณนงนุชไม่ชอบมากที่สุดในตัวน้องสะใภ้คนนี้คือนิสัย “เอาเรื่อง” และ “ชิงดีชิงเด่น” สุดารัตน์ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่น เมื่อรู้แล้วก็มักจะนำไปโพนทนาหรือวิพากษ์วิจารณ์ให้ใครต่อใครฟังอย่างสนุกปาก

“เออ น้อย ตกลงเรื่องแต่งงานว่ายังไง เมื่อกี้ยังไม่ตอบพี่เลย”

นั่นคือประโยคแรกที่สุดารัตน์ถาม หลังจากต่างคนต่างนั่งลงบนเก้าอี้บนระเบียง ที่มองออกไปเห็นไม้ดอกไม้ใบดกสะพรั่ง สาวใหญ่ผู้นี้หมายมาดเอาไว้แล้วว่าวันนี้จะต้องคาดคั้นเอาคำตอบจากแพรวโพยมให้ได้ เธอไม่คอยเชื่อสักเท่าไหร่ว่าสรคมณ์จะลงเอยกับอาจารย์สาวคนนี้ ครั้งหนึ่งเธอเคยถามน้องสามีทีเล่นทีจริงถึงเรื่องเขากับแพรวโพยม แต่สรคมณ์ก็หัวเราะเฉยเสียแล้วเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นแทน ที่สุดารัตน์อยากรู้ก็เพราะเคยรู้จากวันชนะว่าสรคมณ์ยังไม่ได้ตัดสินใจรื่องแพรวโพยม ยังคบกันไปเรื่อยๆแบบเพื่อนเท่านั้น แต่เวลาที่เธอกับแพรวโพยมมีโอกาสได้คุยกัน วิธีพูดแบบแบ่งรับแบ่งสู้ของเธอผู้นั้นไม่ชัดเจนพอที่จะฟันธงลงไปได้ สุดารัตน์จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องรู้ความจริงให้ได้ ทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองเลย



แพรวโพยมรู้สึกอึดอัดที่จะตอบ ไม่เข้าใจว่าพี่สะใภ้ของสรคมณ์ต้องการอะไร สุดารัตน์เคยตั้งคำถามแบบทีเล่นทีจริงในเรื่องนี้มาก่อนแล้ว ที่ผ่านมาเธอก็พยายามเลี่ยงที่จะไม่ตอบ จะว่าถามด้วยความหวังดีก็ไม่น่าจะใช่ เพราะครั้งหนึ่งสุดารัตน์เคยพูดทีเล่นทีจริง ว่าอยากจะแนะนำญาติห่างๆหน้าตาสะสวยของเธอให้สรคมณ์รู้จัก ถ้าเขากับเธอไม่ได้เป็นแฟนกัน

“ตอนนี้คมณ์อยู่ชายแดน ส่วนน้อยก็อยู่กรุงเทพฯ ต่างคนต่างก็ต้องทำงาน คงยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมน่ะค่ะ พี่ดา” แพรวโพยมตอบเลี่ยงๆ


“โอ๊ย อย่ามาอ้างเรื่องงานหน่อยเลย แต่งงานแล้วแยกกันอยู่สักพักก็ได้นี่ หรือไม่น้อยก็หาทางย้ายไปทำงานที่โน่น เป็นครูบาอาจารย์ย้ายง่ายจะตาย ย้ายตามสามีไง” 


อีกฝายหน้าแดงกับคำว่า ‘สามี’ ที่ออกจากปากสุดารัตน์ “ที่พี่ดาพูดก็ถูกค่ะ แต่คุณแม่น้อยเคยบอกว่าไม่อยากให้น้อยย้ายไปไกลขนาดนั้น”

“อ้าว ถ้างั้นทำไมไม่ให้คุณคมณ์หาทางย้ายเข้ากรุงเทพฯล่ะจ๊ะ” สุดารัตน์ทำเสียงอ่อนเสียงหวาน

แพรวโพยมหน้าเจื่อนลงไปอีก เรื่องนี้เธอเคยเลียบเคียงถามสรคมณ์แล้ว ว่าอยากจะย้ายกลับเข้านครบาลหรืออย่างน้อยก็จังหวัดใกล้กรุงเทพฯไหม เพราะบิดาของเธอซึ่งเป็นอธิบดีในกรมสำคัญกรมหนึ่ง มีเส้นสายพอจะหาทางช่วยให้เขาได้โยกย้ายออกจากชายแดนได้ แต่ชายหนุ่มผู้นั้นปฏิเสธ นอกจากกำลังสนุกกับงานแล้ว เขายังบอกเธอว่าเขาไม่ประสงค์จะใช้เส้นสายใดใดทั้งสิ้น ถ้าทางราชการเห็นว่าเขาเหมาะสมที่จะอยู่ที่ไหน เขาก็จะปฏิบัติตามนั้นโดยไม่เดือดเนื้อร้อนใจหรือมีเงื่อนไขใดใด ซึ่งทำให้มารดาของเธอวิจารณ์ลับหลังว่าสรคมณ์ไม่ได้คิดอะไรให้ไกลๆ ยึดมั่นกับอุดมการณ์ที่กินไม่ได้มากเกินไป วันหน้าเมื่ออายุมากขึ้น มีประสบการณ์การทำงานสูงขึ้น เขาก็จะรู้ว่าการเป็นตำรวจนั้นคำว่า ‘เส้นสาย’ มีความสำคัญต่ออนาคตความก้าวหน้าในราชการเป็นอย่างยิ่ง

“ระวังนา พวกตำรวจทหารน่ะไม่ค่อยจะรักเดียวใจเดียวกันสักกี่คน โดยมากไกลตัวก็ไกลใจ สาวๆทางโน้นก็สวยๆเยอะแยะ โดยเฉพาะพวกที่มีเชื้อญวน น้องชายเพื่อนพี่ไง เป็นทหารยศร้อยตรี มีคู่รักที่รักกันมาตั้งแต่ชั้นมัธยม เกือบจะแต่งงานกันอยู่แล้ว เผอิญถูกย้ายไปต่างจังหวัดซะก่อน ย้ายไปไม่ถึงครึ่งปีก็ไปมีคนใหม่เสียแล้ว วิ่งโร่มาขอเลิกกับคนเก่า ผู้หญิงเสียใจแทบไม่เป็นผู้เป็นคน แต่ก็อย่างว่าแหละ เขาประมาทไปหน่อย ความจริงผู้ชายเขาก็อยากให้แต่งงานกันแบบง่ายๆก่อนย้าย แต่ผู้หญิงน่ะสิ หวังมากเกินกว่าเหตุ อยากจะรออีกสักพัก จะได้ช่วยกันเก็บเงินเก็บทองไว้แต่งงาน มัวแต่ฝันจะจัดงานหรูๆ แล้วไงล่ะ ผู้ชายเขารอไม่ไหว เลยไปแต่งกับคนอื่นซะเฉยๆ น้อยเองก็ต้องระวังให้ดี เรื่องแบบนี้ประมาทไม่ได้หรอก”


หญิงสาวที่นั่งฟังเงียบๆ ลอบถอนใจกับคำพูดเจื้อยแจ้วเหมือนนกแก้วนกขุนทองของสุดารัตน์ อดนึกไม่ได้ว่าอีกฝ่ายช่างมองโลกในแง่ร้ายเสียเหลือเกิน ความจริงแพรวโพยมไม่ชอบพี่สะใภ้คนนี้ของสรคมณ์เท่าไรนัก แต่ด้วยความจำเป็นที่จะต้องเข้าหาญาติพี่น้องของเขา เธอจึงต้องฝืนใจมาเยี่ยมเยียมนานๆครั้ง


ในขณะที่แพรวโยมกำลังคิดหาทางจะเลี่ยงออกไป สรคมณ์ก็เดินเข้ามาหา


“พี่ดาไม่ออกไปคุยกันข้างนอกหรือครับ เห็นพี่นะถามหาอยู่แน่ะ”


สุดารัตน์ขมีขมันลุกขึ้นยืน “ไปข้างนอกกันดีกว่า น้อย จะได้คุยกับคุณนะมั่ง”

“คุยอะไรกับพี่ดา?” สรคมณ์ถามแพรวโพยมระหว่างเดินตามหลังสุดารัตน์ไปด้วยกัน


“ไม่มีเรื่องอะไรเป็นพิเศษหรอกจ้ะ ว่าแต่เย็นนี้คมณ์จะกินข้าวที่บ้านพี่นะหรือเปล่าจ๊ะ?”


“คงต้องกิน พี่ดาอุตส่าห์ทำกับข้าวเยอะแยะ น้อยล่ะ จะอยู่ถึงเย็นหรือเปล่า ถ้าอยู่ก็ควรจะกินที่นี่เสียเลย หรือน้อยมีธุระที่อื่น”

แพรวโพยมหน้าสลดลงไป ที่เธอตามมาหาเขาถึงที่นี่ก็เพราะอยากอยู่ใกล้ชิดเขา อยากให้เขาให้เวลาเธอบ้าง เขาควรจะพาเธอไปกินอาหารด้วยกันตามลำพังสองคนไม่ใช่หรือ ถ้าต้องอยู่ที่นี่จะมีโอกาสได้พูดคุยกันตามประสาคนรักได้อย่างไร อย่างน้อยเธอก็มีเรื่องที่จะตัดพ้อเขาหลายเรื่อง เรื่องเหล่านี้ไม่สามารถจะทำได้ต่อหน้าคนอื่น แต่แพรวโพยมก็ไม่มีทางเลือก จำเป็นและจำใจต้องอนุโลมตามความต้องการของสรคมณ์



“ไม่หรอกจ้ะ น้อยไม่ได้มีธุระที่ไหน ทานที่นี่ก็ดีเหมือนกัน พี่ดาทำอาหารอร่อยออก”


“นั่งเลย คุณน้อย จะได้คุยกันมั่ง เย็นนี้อยู่ทานข้าวด้วยกันนะ” วันชนะเงยหน้าขึ้นยิ้มให้แพรวโพยม


“ขอบคุณค่ะ พี่นะ”

แพรวโพยมลงนั่งคู่กับสรคมณ์ ตรงข้ามกับวันชนะและสุดารัตน์ ส่วนลูกสาววัยแปดขวบของสองสามีภรรยาลุกไปนั่งดูการ์ตูนกับพี่เลี้ยงวัยรุ่นในอีกห้องหนึ่ง

ระหว่างที่คนทั้งสี่กำลังพูดคุยกันอยู่ก็มีเสียงรถแล่นเข้ามาในบ้าน เสียงเปิดปิดประตูรถ

“เอ๊ะ ใครมา”

พูดจบสุดารัตน์ก็ลุกออกจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ เดินอย่างรีบร้อนออกไปที่เทอเรสหน้าบ้าน สองสามนาทีต่อมาคนที่ยังอยู่ในห้องก็ได้ยินเสียงเธอผู้นั้นอุทานเสียงดัง

“อ้าว คุณพี่นี่เอง สวัสดีค่ะ เชิญข้างในเลยค่ะ คุณคมณ์ก็อยู่ที่นี่ด้วย”

วันชนะและสรคมณ์รวมทั้งแพรวโพยมรีบเดินออกมาต้อนรับพี่สาวคนโต ซึ่งนานๆจะแวะมาเยี่ยมน้องชายและครอบครัวของเขาสักครั้ง เพราะส่วนใหญ่เธอจะอยู่ที่บ้านส่วนตัวหลังใหญ่ในนครสวรรค์ ไม่ไกลจากบ้านของมารดา

คนขับรถซึ่งหอบถุงขนาดใหญ่หลายใบเดินตามเข้ามาด้วย นำสิ่งของดังกล่าวไปส่งให้เด็กรับใช้ที่รีบรุดเข้าไปรับแล้วเดินลงจากตึกไปรอเจ้านายอยู่แถวสนามหน้าบ้าน

“พี่ใหญ่มาจากไหนครับ” วันชนะถามหลังจากทำความเครพพี่สาว ซึ่งทำหน้าที่เป็นเสาหลักของครอบครัวแทนบิดาที่เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว

“ก็ดิ่งตรงมาจากนครสวรรค์นั่นแหละ คมณ์เขาโทร.ไปหาพี่ บอกว่าตอนนี้อยู่กรุงเทพฯ พี่ก็เลยลงมา อยากพบเขาหน่อย” แล้วเธอก็หันไปทักแพรวโพยมอย่างดีใจ “อ้าว น้องน้อยก็อยู่ที่นี่ด้วยเหมือนกันหรือ คมณ์ไปรับมาหรือยังไงจ๊ะ”

แพรวโพยมไม่กล้าตอบว่าอย่างไร ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ยกมือขึ้นไหว้พี่สาวคนโตของสรคมณ์อย่างนอบน้อม เธอชอบคุณนงนุชเพราะแม้จะมีท่าทางน่าเกรงขาม แต่คุณนงนุชก็ให้ความเอ็นดูเธอมาก ซึ่งแสดงออกมาให้เห็นทุกครั้งที่ได้พบกัน

“พี่ซื้ออาหารสำเร็จรูปมาด้วย ว่าจะมากินข้าวที่นี่ สุดาช่วยบอกเด็กของเธอให้จัดใส่จานด้วยนะ”

“ค่ะ คุณพี่ ความจริงไม่ต้องซื้อมาก็ได้ หนูทำกับข้าวไว้หลายอย่าง ต้อนรับคุณคมณ์กับน้อย”

“ไม่เป็นไร อาหารหลายอย่างยิ่งดี” พอนึกถึงของฝากที่นำมาด้วยคุณนงนุชก็สั่งการต่อ “เออ สุดา ให้เด็กแบ่งขนมโมจิ ปลาเค็ม หมูสวรรค์ เนื้อสวรรค์ ให้น้องน้อยด้วยนะ พี่ซื้อมาเยอะแยะ”

คุณนงนุชหันไปพูดกับแพรวโพยมโดยตรงว่า “ฝากไปให้คุณแม่ ขนมโมจิของนครสวรรค์เนี่ยอร่อยขึ้นชื่อมาก สูตรของเขาทำต่อเนื่องกันมาหลายรุ่น เกือบร้อยปีแล้ว”

“ขอบพระคุณมากค่ะ” แพรวโพยมยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณๆนงนุช

“ชอบกินหรือเปล่า ขนมโมจิน่ะ” คุณนงนุชถามต่อไปอย่างเอ็นดู "หรือว่าไม่กล้ากินเพราะกลัวอ้วน อย่างหนูน่ะไม่ต้องกลัวหรอกว่าจะอ้วน ตอนนี้ผอมไปหน่อยด้วยซ้ำ"

“ชอบค่ะ”

แพรวโพยมเลือกตอบเฉพาะคำถามแรกอย่างสุภาพ ความจริงเธอไม่ชอบขนมโมจิเพราะกลัวว่าถ้ากินมากเกินไปก็จะอ้วนอย่างที่คุณนงนุชสัพยอก แต่จำเป็นต้องตอบเอาใจพี่สาวของชายที่เธอฝากหัวใจไว้กับเขา

“หมูสวรรค์เจ้าที่ซื้อมานี่ก็อร่อยมาก ผู้ใหญ่อย่างคุณพ่อคุณแม่คงชอบ ทั้งนุ่มทั้งไม่แห้งเกินไป กินเปล่าๆหรือกินกับข้าวต้มก็อร่อยทั้งนั้น”

คุณนงนุชยังโฆษณาสรรพคุณของอาหารที่เธอซิ้อมาให้แพรวโพยมฟังต่อไป ทำให้สุดารัตน์หน้าตึงด้วยความไม่พอใจพี่สาวของสามี ที่แสดงความชื่นชมเอ็นดูหญิงสาวคนนั้นจนออกนอกหน้า ทั้งๆที่ยังเป็นคนนอกอยู่แท้ๆ ในขณะที่คุณนงนุชไม่ค่อยจะเอ่ยปากชื่นชมเธอ ไม่ว่าจะพยายามเอาใจทำอะไรต่ออะไรให้อยู่บ่อยๆโดยไม่เกี่ยงงอน ท่าทีของพี่สาวสามีต่อแพรวโพยมเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สุดารัตน์ไม่ค่อยชอบแพรวโพยม เธอไม่อยากให้หญิงสาวคนนี้เข้ามาเป็นสะใภ้แข่งกับเธอ เพราะนอกจากความสวยแล้วตัวเธอเองไม่มีอะไรที่เทียบเคียงแพรวโพยมได้เลย

ระหว่างนั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน คุณนงนุชผูกขาดการสนทนาไว้แต่เพียงผู้เดียว เธอซักถามน้องชายคนโตเกี่ยวกับงานของเขาที่เธอมีหุ้นอยู่ด้วย เมื่อรู้ว่ากิจการรับเหมาก่อสร้างของวันชนะกำลังไปได้สวย คุณนงนุชก็มีทีท่าพอใจ เธอไม่ได้คิดเรื่องส่วนแบ่งกำไร แต่คิดในแง่ที่น้องชายประสบความสำเร็จมากกว่า

"สิทธ์ล่ะเป็นยังไง หมู่นี้ลงมากรุงเทพฯบ้างหรือเปล่า?"

คุณนงนุชหมายถึงน้องชายคนรองจากวันชนะ 'สิทธิ์' หรือชื่อเต็มว่า 'สิทธา' เป็นนายแพทย์ในโรงพยาบาลประจำจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ ภรรยาที่ชื่อนวลจันทร์ของเขาทำงานเป็นพยาบาลอยู่ที่เดียวกัน

"ไม่ได้มาหลายเดือนแล้วละครับ " วันชนะเป็นคนตอบเพราะรู้เรื่องดี ปกติบ้านของเขาจะเป็นศูนย์รวมของพี่น้อง "ได้ข่าวว่างานยุ่งมาก นานๆมันก็โทร.มาคุยกับผมซะที"

คุณนงนุชถอนใจยาวก่อนจะพูดเหมือนเปรยว่า "สงสัยเดือนหน้าคงจะต้องรวมญาติกันเสียที ไปที่บ้านคุณแม่ที่นครสวรรค์นั่นแหละ คุณแม่จะได้ชื่นใจถ้าได้เห็นลูกหลานพร้อมหน้าพร้อมตา"

คนต่อไปที่ถูกซักถามคือน้องชายคนเล็กที่เธอรักมากกว่าน้องคนอื่น

“อยู่ที่โน่นเป็นยังไง ลำบากมากไหม?” เป็นคำถามที่สรคมณ์ถูกถามทุกครั้งที่พบกัน แม้เขาจะย้ายไปชายแดนสองปีกว่าแล้วก็ตาม

“ไม่หรอกครับ พี่ใหญ่”

“ไม่คิดจะย้ายบ้างหรอกหรือ คมณ์ไปอยู่ชายแดนนานเกินไปแล้วนะ คุณแม่เป็นห่วงมาก คุยกับพี่บ่อยๆ อยากให้ย้ายมาอยู่ใกล้ๆ ถ้ากลับกรุงเทพฯไม่ได้จริงๆย้ายไปนครสวรรค์ได้ก็ยังดี คุณแม่แก่มากแล้ว อยากให้ลูกไปอยู่ใกล้ๆ คมณ์คิดว่ายังไง”

“ความจริงอยู่ชายแดนก็สบายใจดีนะครับ พี่ใหญ่ งานของตชด. ส่วนใหญ่เป็นงานภาคสนาม ทำงานคล้ายๆทหาร ดูแลเขตแดนป้องกันการรุกล้ำของผู้ไม่หวังดี สะกัดการขนอาวุธสงครา ค้ายาเสพติด สร้างความสัมพันธ์กับชาวบ้านในชุมชน ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องปวดหัว ไม่ต้องคอยเอาอกเอาใจประจบประแจงเจ้านาย”

“ไม่ต้องหาเงินมาส่งส่วยด้วย อย่าลืมเรื่องนี้เสียล่ะ” วันชนะเสริมยิ้มๆ

“นั่นสินะ” คุณนงนุชพึมพำอย่างเห็นด้วย “ตำรวจเนี่ยเป็นอาชีพที่ถูกกล่าวหาหนักมาก เพราะส่วนใหญ่มีผลประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้อง”

“อีกอย่างนะครับ พี่ใหญ่ ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมชอบชีวิตตำรวจชายแดนมากกว่านครบาล ชีวิตมันเรียบๆง่ายๆ ติดดิน รุ่นพี่รุ่นน้องรักใคร่กลมเกลียวช่วยเหลือกันดี ไม่ค่อยมีระบบเตะแข้งเตะขาแย่งตำแหน่งกัน ที่สำคัญคือได้สัมผัสชาวบ้านอย่างใกล้ชิด”

“ที่นายพูดฉันก็เห็นด้วยนะ” วันชนะพูดกับน้องชายโดยตรง “มีคนเขาพูดกันว่าพวกตำรวจตั้งแต่ยศนายพันขึ้นไป ส่วนใหญ่ใช้เวลาให้หมดไปกับการวิ่งเต้นหาตำแหน่ง อยากจะได้ตำแหน่งดีดี พื้นที่ดีดีก็ต้องมีเส้นสาย ส่วนใหญ่จะมีเส้นสายเอาไว้พึ่งพาได้ก็ต้องมีเงินเสียก่อน เอางินไปซื้อตำแหน่งไงล่ะ พอถึงฤดูกาลโยกย้ายทีก็ไม่เป็นอันทำอะไรกันแล้ว วิ่งหาคนโน้นคนนี้กันจ้าละหวั่นจนขาขวิดทีเดียว จริงไหม?”

“เรื่องนั้นมันก็จริงครับ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนนะครับ พี่นะ ตำรวจดีดีมีฝีมือที่ไม่ใช้เส้นสายก็ยังมีอีกมากมาย แต่สำหรับผมๆไม่คิดจะหาทางก้าวหน้าในราชการด้วยวิธีนั้น ผมถึงไม่อยากให้พี่ใหญ่วิ่งเต้นย้ายให้ผมไงครับ ผมอยากทำอะไรตรงไปตรงมา ถ้าจะได้ดีก็ต้องด้วยจากผลงานของผมเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยการยอมเข้าไปร่วมอยู่ในวงจรอุบาทว์ของระบบอุปถัมภ์”

ฟังแล้วคุณนงนุชก็ต้องถอนใจยืดยาว แม้จะรู้ว่าน้องชายของเธอเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต เป็นนายตำรวจที่มีอุดมการณ์และมีความสุขกับงานปัจจุบันของเขา แต่เธอก็ไม่ค่อยเห็นด้วยท่าไรนัก ถ้าเขาจะปักหลักเป็นตำรวจชายแดนต่อไปเรื่อยๆโดยไม่ยอมวิ่งเต้น หรือไม่ยอมให้คนอื่นช่วยวิ่งเต้นให้ เพื่อจะได้ย้ายออกไปทำงานในตำแหน่งหน้าที่ที่สบายและมีอนาคตมากกว่านี้ อีกอย่างเขาก็ยังหนุ่มเกินไปที่จะไปหมกตัวเองอยู่ในที่แห้งแล้งห่างไกลไร้ความเจริญในป่าในเขาเช่นนั้น

คุณนงนุชคิดว่าเธอจะต้องพยายามหาทางเกลี้ยกล่อมสรคมณ์ให้เปลี่ยนใจ ตอนนี้ยังคิดไม่ออกก็คงจะต้องปล่อยไปอย่างนี้ก่อน ไว้คิดได้เมื่อไหร่เธอก็จะไม่รีรอเลย บางอย่างอาจจะต้องทำลับหลังเขา เมื่อสำเร็จแล้วเขาจึงค่อยรู้ก็ได้ เธอแน่ใจว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง แม้จะไม่เห็นด้วยหรือไม่ชอบใจอยู่บ้าง แต่สรคมณ์ก็จะเกรงใจเธอเหมือนที่เคยเกรงใจมาตลอด แล้วทุกอย่างก็จะเป็นไปด้วยดี

แต่แล้วคืนนั้นคุณนงนุชก็คิดแผนออกแล้วอย่างน้อยหนึ่งแผน ตอนที่ห็นสรคมณ์เดินคู่กับแพรวโพยมไปที่รถคันเล็กของเขาเพื่อพาหญิงสาวคนนั้นไปส่งบ้าน คุณนงนุชมองตามหลังหนุ่มสาวคู่นั้นไปอย่างใช้ความคิด แต่แผนที่ว่านี้จะลงมือปฎิบัติทันทีไม่ได้ คงต้องรออีกระยะหนึ่ง จนกว่าเธอจะหาข้อมูลสำคัญบางอย่างได้และแน่ใจกับข้อมูลดังกล่าวเสียก่อน


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน