• ชาญชิต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : church.abundantlife@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-02-25
  • จำนวนเรื่อง : 175
  • จำนวนผู้ชม : 24616
  • จำนวนผู้โหวต : 61
  • ส่ง msg :
พระวจนะประจำวันจากพระธรรมสดุดี
รับการเสริมสร้าง หนุนจิตและชูใจผ่านทางพระธรรมสดุดี
Permalink : http://www.oknation.net/blog/psalms
วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน 2551
เพราะเหตุใดสิ่งเลวร้ายจึงเกิดขึ้นกับคนชอบธรรม - พระวจนะประจำวันจากพระธรรมสดุดี
Posted by ชาญชิต , ผู้อ่าน : 137 , 12:06:04 น.  
พิมพ์หน้านี้


เพราะเหตุใดสิ่งเลวร้ายจึงเกิดขึ้นกับคนชอบธรรม

คนชอบธรรมนั้นถูกข่มใจหลายอย่าง  แต่พระเจ้าทรงช่วยกู้เขาออกมาให้พ้นหมด – สดุดี ๓๔:๑๙

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมบางครั้งเรื่องร้ายๆ จึงเกิดกับคุณ  ทั้งๆ ที่คุณไม่ได้ทำสิ่งเลวร้ายกับใครเอาไว้เลย 

จริงอยู่ที่เราเก็บเกี่ยวสิ่งที่เราหว่าน  ไม่ว่าจะเป็นสิ่งดีหรือร้ายก็ตาม  แต่บางครั้งสิ่งร้ายๆ ก็เกิดขึ้น  ทั้งๆ ที่เราไม่ได้หว่านสิ่งร้ายกับใคร 

เราอยู่ในโลกที่มีศัตรูซึ่งกำลังเสาะหาคนทั่วโลกที่มันจะกัดกินและสร้างความทุกข์ลำบากอยู่เสมอ (๑ ปต. ๕:๘-๙) เพราะเหตุนี้สิ่งเลวร้ายจึงเกิดขึ้นกับคนชอบธรรมได้

คนชอบธรรมนั้นถูก “ข่มใจ” หลายอย่าง  คำว่า “ข่มใจ” ยังหมายถึง “สิ่งเลวร้าย”  การเป็นคนชอบธรรมไม่ได้หมายความว่าเรื่องเลวร้ายจะไม่เกิดขึ้น

แต่ขณะเดียวกัน  การที่เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นกับใคร  ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนชอบธรรมเช่นกัน 

เรื่องเลวร้ายเกิดกับคนอธรรมทั่วโลกไม่ต่างกับที่เกิดกับคนชอบธรรม

การมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นคนชอบธรรมใดใดทั้งสิ้น

แต่ความแตกต่างระหว่างคนอธรรมและคนชอบธรรมคือ  แม้คนชอบธรรมเจอเรื่องเลวร้ายหลายอย่าง  แต่พระเจ้าทรงช่วยกู้เขาออกมาให้พ้นหมด 

ขณะที่คนอธรรมจมอยู่ในสิ่งเลวร้ายที่เข้ามา  แต่คนชอบธรรมสามารถพ้นจากสิ่งเลวร้ายอย่างมีชัยเหลือล้นได้

พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะช่วยคนชอบธรรมให้พ้นสิ่งเลวร้าย “ทั้งหมด”  นั่นหมายความความสิ่งเลวร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับคุณไม่ได้มาจากพระองค์ 

เมื่อสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับคนชอบธรรม  บุคคลที่ถูกโยนความผิดใส่ประจำคือพระเจ้า  พระองค์ทรงตกเป็นจำเลยว่าอยู่เบื้องหลังความตาย  ความพิการ  ความเจ็บป่วย  การตกงาน  บ้านไฟไหม้  การหย่าร้าง  การติดตาราง  เพื่อเอาชีวิตของเราเป็นเครื่องมือทดลอง  ทดสอบความจงรักภักดี  หากสอบผ่านก็เข้าสวรรค์  สอบไม่ผ่านก็ตกนรก  โดยที่ศัตรูที่ก่อปัญหาตัวจริงยังคงหน้าบานลอยนวลต่อไปเรื่อยๆ

ยากอบเตือนว่า  เมื่อเราถูกทดลองและทดสอบ  อย่าพูดว่า “พระเจ้าทรงทดลองหรือทดสอบ”  เพราะความชั่วจะทดลองหรือทดสอบพระเจ้าไม่ได้  และพระองค์ก็ไม่ทรงทดลองหรือทดสอบผู้ใด (ยก. ๑:๑๓)

ท่านย้ำเตือนอีกครั้งว่า “อย่าหลงผิดไปเลย”  เพราะ “ของประทานอันดีทุกอย่าง  และของประทานอันเลิศทุกอย่างย่อมมาจากเบื้องบน  และส่งลงมาจากพระบิดาแห่งบรรดาดวงสว่าง  ในพระบิดาไม่มีการแปรปรวน  หรือไม่มีเงาอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลง” (ยก. ๑:๑๗)

คนมากมายหลงผิดคิดว่าพระเจ้าทรงส่งสิ่งเลวร้าย  โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เข้ามาทดลอง  ทดสอบความจงรักภักดี  เพื่อทำให้แข็งแกร่งฝ่ายวิญญาณยิ่งขึ้น

พระเยซูตรัสว่า “ในพวกท่านมีใครบ้างที่จะเอาก้อนหินให้บุตร  เมื่อเขาขอขนมปัง  หรือให้งูเมื่อบุตรขอปลา  เหตุฉะนั้น  ถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาป  ยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน  ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด  พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์  จะประทานของดีแก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์” (มธ. ๗:๙-๑๑)

น่าเสียดายที่คนมากมายหลงผิดคิดว่าพระบิดาของพระเยซูให้ก้อนหิน  งู  และของเลวร้ายแก่เรา

พระเยซูตรัสว่า  พระบิดา “จะ” ประทานของดี  จึงเป็นพระประสงค์ของพระบิดาที่จะประทานของดี 

ยากอบกล่าวว่า “ของดี” ย่อมมาจากพระบิดา 

หากพระเจ้าจะทรงอยู่เบื้องหน้า  เบื้องหลัง  ในการประทานหรือส่งสิ่งใดเข้ามาในชีวิตคุณ  คุณจะได้รับแต่ของดีเท่านั้น

หากความเจ็บป่วยเป็นของดี  การที่พระเยซูทรงรักษาคนเจ็บป่วยเมื่อสองพันปีที่แล้ว  เท่ากับพระบิดาทรงประทานของดีแต่พระบุตรมาริบเอาไป

หากความเจ็บป่วยเป็นของดี  คนที่เชื่อเช่นนี้ก็ไม่ควรไปหาหมอ  ให้เอาของดีออกจากร่างกาย  หรือพยายามหนีให้พ้นจากพระประสงค์  หรือพยายามหนีเรียนเพราะพระองค์กำลังสอนบทเรียนบางอย่าง

ทุกวันนี้คนนิยมส่งบุตรหลานเรียนพิเศษทุกวันไม่เว้นวันอาทิตย์  โรงเรียนกวดวิชาต่างๆ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด  คนที่เชื่อว่าความเจ็บป่วยเป็นการตีสอนบทเรียน  ควรจะอธิษฐานขอให้พระเจ้าส่งโรคต่างๆ ที่ไม่ซ้ำแบบเข้ามา  เพื่อที่เขาจะได้เรียนรู้บทเรียนฝ่ายวิญญาณกว้างขึ้น  หรือขอให้เขาป่วยนานขึ้นเพื่อที่เขาจะได้จบปริญญาฝ่ายวิญญาณ 

แต่คนที่เชื่อเช่นนี้กลับทำสิ่งที่ตรงกันข้าม  ทันทีที่เริ่มมีอาการ  ก็รีบหาหมอ  ทานยา  หมดเงินไปกับการพยายามหนีเรียน

เปโตรกล่าวชัดเจนว่ามารสร้างความทุกข์ลำบากให้กับพี่น้องทั่วโลก (๑ ปต. ๕:๙)  พระคัมภีร์กล่าวว่าความเจ็บป่วยทุกประเภทคือการเบียดเบียนของมาร (กจ. ๑๐:๓๘) 

เปโตรกล่าวว่า  เมื่อมารเข้ามาสร้างความทุกข์ยาก  จงยืนต้านศัตรูนั้นด้วยใจมั่นคงในความเชื่อ (๑ ปต. ๕:๙) 

คนที่หลงผิดว่าสิ่งเลวร้ายคือของประทานจากพระเจ้า  คนเหล่านี้จะปล่อยให้มารกัดกินต่อไปเรื่อยๆ  โดยไม่ต่อต้านใดใดทั้งสิ้น  เว้นแต่ต่อว่าพระเจ้าต่อไปเรื่อยๆ

ความเจ็บป่วยไม่เคยช่วยให้เด็กอนุบาลจนถึงนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเรียนรู้วิชาใดใด  แต่กลับทำให้ขาดเรียน  ขาดความรู้  สอบตก  ดังนั้นความเจ็บป่วยก็ไม่เคยช่วยให้ผู้เชื่อเรียนรู้บทเรียนฝ่ายวิญญาณใดใดเช่นกัน 

หากสิ่งเลวร้ายถูกส่งมาเพื่อสอนบทเรียน  และเป็นของดี  คนที่เชื่อเช่นนี้ก็ควรตามรอยพระบาทของพระเจ้าของเขาโดยทำร้ายบุตรของตนเอง  ทำให้ป่วยพิการ  จนลูกต้องเข้าโรงพยาบาลแทนโรงเรียนตลอดชีวิต 

แต่พระเจ้าไม่ทรงอยู่เบื้องหลังสิ่งเลวร้ายเช่นนั้นเลย  เมื่อสองพันปีที่แล้ว  พระบิดาทรงใช้พระบุตรเข้ามาในโลกเพื่อกระทำตามพระประสงค์ของพระบิดาทุกประการ  โดยการรักษาทุกคนและทุกโรคให้พ้นจากการเบียดเบียนของมาร

พระเจ้าไม่ทรงประสงค์ให้มารมีส่วนใดใดในชีวิตของผู้ชอบธรรมเลย  ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายวิญญาณ  จิตใจและร่างกาย  หากวันนี้มารกำลังกัดกินชีวิตคุณด้วยปัญหาต่างๆ  พระเจ้าภายในคุณทรงเป็นใหญ่กว่าผู้นั้นที่อยู่ในโลก  คุณมีพระสัญญาในพระวจนะที่จะช่วยให้คุณพ้นจากปัญหาต่างๆ  จงตัดสินใจยืนหยัดต้านศัตรูด้วยความมั่นคงในความเชื่อบนพระวจนะของพระเจ้า  พระเจ้าจะทรงช่วยกู้คุณออกมาให้พ้นหมด  คุณจะก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างผู้มีชัยเหลือล้น  บริบูรณ์ทั้งฝ่ายวิญญาณ  จิตใจและร่างกาย  และจะมีประสบการณ์กับชีวิตครบบริบูรณ์ที่พระเยซูได้เสด็จมาเพื่อประทานแด่คุณ

คำอธิษฐานด้วยความเชื่อ: พระบิดาเจ้า  ลูกขอบพระคุณพระองค์  เพราะแม้คนชอบธรรมนั้นถูกข่มใจหลายอย่าง  แต่พระเจ้าทรงช่วยกู้ลูกออกมาให้พ้นหมด  ลูกสรรเสริญพระองค์  ในพระนามของพระเยซูคริสต์เจ้า  อาเมน


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 14
ชาญชิต วันที่ : 01/10/2008 เวลา : 18.23 น.
http://www.oknation.net/blog/inchrist

ยินดีครับคุณเล็ก ขอบคุณสำหรับคำอธิษฐานเผื่อครับ ผมขอพระเจ้าดูแล ปกป้อง ประทานพระพรนานาประการแก่คุณเล็กและครอบครัวนะครับ
ความคิดเห็นที่ 13
lek2010 วันที่ : 01/10/2008 เวลา : 12.10 น.
http://www.oknation.net/blog/lek2010

ขอบคุณครับคุณชาญชิต ผมหายสงสัยแล้วครับ และจะได้นำไปอธิบายคนอื่นด้วย ขอพระเจ้าอวยพรครอบครัวคุณชาญชิต และประทานสติปัญญาเยอะๆเพื่อช่วยเหลืออีกหลายคนให้มีมุมมองที่ถูกต้องมากขึ้น ดีใจมากครับที่มี blog แบบนี้ จะได้แนะนำเพื่อนๆมาอ่านกันเยอะๆ
ความคิดเห็นที่ 12
ชาญชิต วันที่ : 30/09/2008 เวลา : 20.04 น.
http://www.oknation.net/blog/inchrist

ยินดีครับและไม่ต้องเกรงใจครับ ยินดีตอบคุณเล็กเสมอครับ

ที่พระเยซูตรัสว่า “ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก” (ยน. ๑๖:๓๓) ก็เพราะมารเป็นเจ้าโลก มารไม่ต้องการให้ผู้เชื่อเกิดผลเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า มันจะส่งทูตของมารมาคอยขัดขวางด้วยวิธีต่างๆ เพื่อไม่ให้ข่าวประเสริฐเผยแพร่ออกไป

นี่คือสาเหตุที่เปาโลมีประสบการณ์กับหนามในเนื้อซึ่งเป็นทูตของซาตานคอยทุบตีท่าน (๒ คร. ๑๒:๗-๘) เมื่อท่านออกประกาศ สิ่งที่เกิดขึ้นกับท่านอยู่เสมอคือ การประทุษร้ายต่างๆ ความยากลำบาก การถูกข่มเหง เป็นต้น (ข้อ ๑๐)

การดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้าไม่เหมาะสำหรับคนขลาดกลัว เพราะหากเราปรารถนาจะดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้า เราจะต้องถูกกดขี่ข่มเหง “แท้จริงบรรดาคนที่ปรารถนาจะดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้า ในพระเยซูคริสต์จะถูกกดขี่ข่มเหง” (๒ ทธ. ๓:๑๒)

และหากคนบางกลุ่มสมัยนั้นเกลียดชังพระเยซู เราไม่ควรแปลกใจหากใครสักคนจะเกลียดเราและข่มเหงเราเพราะเราดำเนินตามพระองค์ พระเยซูตรัสว่า "ถ้าโลกนี้เกลียดชังท่านทั้งหลาย ก็จงรู้ว่าโลกได้เกลียดชังเราก่อน” (ยอห์น ๑๕:๑๘)

พระเยซูตรัสถึงผลประโยชน์ที่ผู้ติดตามพระองค์จะได้ในชีวิตนี้ แต่พวกเขาต้องพร้อมรับการข่มเหงด้วยเช่นกัน “ในยุคนี้ ผู้นั้นจะได้รับตอบแทนร้อยเท่าคือ บ้าน พี่น้องชายหญิง มารดา ลูกและไร่นา ทั้งจะถูกการข่มเหงด้วยและในยุคหน้าจะได้ชีวิตนิรันดร์” (มก. ๑๐:๓๐)

แม้ในโลกนี้เราจะประสบความทุกข์ยาก พระเยซูตรัสในข้อเดียวกันว่า “ แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว"

คริสเตียนไม่ควรกลัวการถูกข่มเหง เราควรชื่นใจที่เราได้รับเกียรติให้มีประสบการณ์เดียวกันกับพระองค์ และพระองค์ทรงเป็นแบบอย่างในการทนทุกข์แก่พวกเรา เพื่อให้เราดำเนินตามรอยพระบาทของพระองค์

น่าเสียดายที่เรามีคนเข้าหาพระเจ้าเพื่อสักแต่รับ แต่ไม่ยอมสละเพื่อพระองค์

เรื่องการถูกข่มเหงต้องเกิดขึ้นกับชีวิตของผู้เชื่อทุกคน บางคนเอาตัวรอดโดยยังคงใช้ชีวิตเหมือนคนไม่เชื่อ และยังคงประกอบพิธีกรรมต้องห้ามเพียงเพื่อไม่ต้องถูกข่มเหงจากคนในบ้าน กลัวถูกตัดจากกองมรดกจนปฏิเสธพระองค์ เราปล่อยให้วิญญาณแห่งความกลัวครอบงำ

ผู้ติดตามพระเจ้าควรมองว่า ไม่ว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ทำสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นการสั่งสอนหรือประกาศ หรือเป็นสมาชิกในพระกายที่ไม่มีบทบาทโดดเด่นก็ตาม เราต้องพร้อมที่จะเผชิญกับการข่มเหงเพราะความเชื่อของเรา เราควรใช้ความเชื่อรับการปกป้อง และให้มีชีวิตอยู่รอดให้นานที่สุด เพื่อจะได้ประกาศได้ยาวนานที่สุด และหากต้องสละชีวิตของตนเพราะการทรงเรียกนี้ ก็ให้ถือเป็นเกียรติสูงสุด เหมือนทหารที่สละชีพเพื่อชาติ

เราเห็นได้จากชีวิตของเปาโล จากรายการทนทุกข์ของท่านใน ๒ คร. ๑๑:๒๓
๑. ติดคุก
๒. ถูกโบยตี
๓. หวิดตายบ่อยๆ
๔ พวกยูเดียเฆี่ยนห้าครั้งๆละสามสิบเก้าที
๕ ตีด้วยตะบองสามครั้ง
๖ ถูกขว้างด้วยก้อนหินครั้งหนึ่ง
๗ เผชิญภัยเรือแตกสามครั้ง ลอยอยู่ในทะเลวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง
๘ เผชิญภัยอันน่ากลัวในแม่น้ำ
๙ เผชิญโจรภัย
๑๐ เผชิญภัยจากชนชาติของตนเอง เผชิญภัยจากคนต่างชาติ เผชิญภัยในนคร เผชิญภัยในป่า เผชิญภัยในทะเล เผชิญภัยจากพี่น้องทรยศ

นี่เป็นบางส่วนของประสบการณ์ของท่าน หากเป็นเรา คงถอดใจไปตั้งแต่รายการที่หนึ่งแล้ว
จากรายการดังกล่าว แทนที่จะเห็นเปาโลไม่ได้รับการปกป้องคุ้มครอง ผมกลับเห็นการปกป้องคุ้มครองอย่างอัศจรรย์ เพราะขนาดท่านเจอเหตุการณ์หวิดตายบ่อยๆ ท่านยังมีชีวิตอยู่รอดมาได้ เรือล่มก็รอดตาย งูกัดก็ไม่เป็นไร ถูกเขวี้ยงด้วยก้อนหินจนตายก็ฟื้นขึ้นมา (ธรรมเนียมของยิวคือเขวี้ยงด้วยก้อนหินจนกว่าจะตาย และต้องพิสูจน์แน่ชัดว่าตายจริง) จนท่านทำงานที่พระเจ้าทรงเรียกให้สำเร็จ ท่านจึงพร้อมที่จะสละชีวิตของท่านและจากไปอยู่กับพระเจ้าซึ่งในสายตาของท่านคือเป็นการได้กำไร

หากพระเจ้าทรงเรียกเราให้ออกแนวหน้า เราควรใช้ความเชื่อสำหรับการปกป้องจนกว่าเราจะทำงานที่พระองค์ทรงเรียกให้สำเร็จ และหากต้องพลีชีพก็ให้ถือเป็นเกียรติที่ได้ร่วมทนทุกข์กับพระองค์

สำหรับคนที่ไม่กล้ารับใช้ อาจเป็นเพราะเขาได้ยินเรื่องการพลีชีพในด้านลบ จนกลัวว่าเรื่องเดียวกันจะเกิดขึ้น แต่อย่าลืมว่า เราอยู่ในประเทศที่ไม่มีการข่มเหงเรื่องความเชื่อรุนแรงเท่ากับหลายประเทศในปัจจุบัน อันที่จริง เรามีเสรีภาพมากด้วยซ้ำไป อย่าให้มารล่อลวงทำให้เรากลัวจนพลาดจากการทรงเรียก พลาดจากการนำข่าวประเสริฐออกไปทั่วโลกเลยครับ

ผมขอแนะนำให้อ่านคำเทศนาคริสตจักรอบันดันท์ไลฟ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเรื่อง “ครองร่วมกับพระคริสต์” คลิ๊ก http://www.oknation.net/blog/inchrist/2008/09/30/entry-1

คุณเล็กอย่าถือเป็นคำถามสุดท้ายเลยครับ ไม่ต้องเกรงใจ ถามได้เสมอครับ

ขอพระเจ้าอวยพรคุณเล็กและครอบครัวครับ
ความคิดเห็นที่ 11
lek2010 วันที่ : 29/09/2008 เวลา : 20.33 น.
http://www.oknation.net/blog/lek2010

ขอบคุณมากครับคุณชาญชิต เป็นพระพรมากเลยครับ ทำให้กระจ่างมากขึ้นเกี่ยวกับการตีสอน (เป็นการอบรมด้วยพระวจนะ) และการพิพากษา (เป็นการยกพระหัตถ์แห่งการปกป้องออกหลังจากที่พระเจ้าอดทนนานมากแล้ว )

อีกนิดนึงครับ เกรงใจจัง แต่ก็อดถามไม่ได้ ถ้าหากว่าผู้ชอบธรรมได้รับการปกป้องจากพระบิดาแล้ว เหตุใดพระเยซูจึงพูดกับสาวกว่า

ยอห์น 16.33 เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว"

ทำไมพระเจ้าซูจึงบอกว่า เราจะต้องประสบความทุกข์ยาก ในเมื่อเราอยู่ในการปกป้องภายใต้พระหัตถ์ของพระบิดาแล้ว ?

ผมอ่านพระคัมภีร์แล้วสงสัยว่า ทำไมพระเจ้ายกพระหัตถ์แห่งการปกป้องออกจากสาวกของพระเยซูเกือบทุกคนเลย บางคนถูกตรึงตาย บางคนถูกเลื่อยเป็นสองท่อน บางคนถูกหินขว้างตาย บางคนเรือแตกเกือบตายถึง 3 หน ฯลฯ เขาล้วนเป็นอัครฑูต และผมก็ไม่เห็นว่าเขาควรถูกตีสอนหรือพิพากษาโดยการยกพระหัตถ์แห่งการปกป้องออกเลย เพื่อให้มารฆ่าทำลาย เขาน่าจะได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุดเพราะเขากำลังรับใช้พระเจ้าอยู่ ตรงนี้ทำให้บางคนเลยไม่กล้ารับใช้พระเจ้าไปเลยก็มี

ผมสงสัยตรงจุดนี้ครับ คุณชาญชิตช่วยขยายความอีกนิดนะครับ คงจะเป็นคำถามสุดท้ายสำหรับบทความนี้แล้วหล่ะครับ เกรงใจมากๆเลยครับ ผมเป็นคนขี้สงสัยแบบโธมัสหน่ะครับ
ความคิดเห็นที่ 10
ชาญชิต วันที่ : 29/09/2008 เวลา : 17.38 น.
http://www.oknation.net/blog/inchrist

ยินดีครับคุณเล็ก ขอตอบคำถามเลยนะครับ

อันที่จริงในพันธสัญญาใหม่ ยังมีการพิพากษาและการตีสอนอยู่ครับ

การพิพากษาและการตีสอนมีความแตกต่างกัน อย่างที่กล่าวมาแล้ว คำว่า “ตีสอน” ที่แปลในฉบับไทยในฮีบรูบทที่ ๑๒ ถูกแปลใน ๒ ทิโมธี ๓:๑๖ ว่า “อบรม” “พระคัมภีร์ ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม”

พระเจ้ายังทรงตีสอนเราอยู่ครับ แต่ไม่ได้ทรงทำให้เราป่วย หากอ่านตลอดฮีบรูบทที่ ๑๒ จะไม่พบข้อความที่ว่า “เมื่อพระองค์ทรงรับผู้ใดเป็นบุตร พระองค์ก็ทรงทำให้ผู้นั้นป่วย”

พระเจ้าทรงตีสอนเราทุกวันผ่านพระวจนะของพระองค์ในพระคัมภีร์ (หากเราอ่านและอนุญาตให้พระองค์ทรงตีสอนหรืออบรม มีคนมากมายอ่านพระคัมภีร์ก็จริง แต่อ่านแบบปิดใจไม่รับการตีสอนหรืออบรมใดใดทั้งสิ้น เราเห็นผลจากชีวิตของเขา คือเป็นคริสเตียนมานานแต่อุปนิสัยยังไม่เปลี่ยนแปลง บางคนกลับเลวลงเรื่อยๆ)

คุณเล็กคงเคยรู้สึกเจ็บในระหว่างที่อ่านพระวจนะเป็นการส่วนตัวหรือระหว่างฟังคำเทศนาใช่ไหมครับ นั่นคือการตีสอนหรือการอบรมของพระเจ้า คุณเล็กอาจจะไม่ชื่นใจเลยในระหว่างนั้น อาจเศร้าใจ แต่ก็รับและทนเอาเพราะถือเป็นการตีสอนหรือการอบรม ต่อมาภายหลังพระวจนะนั้นได้ทำงานในชีวิตและก่อให้เกิดความสุขสำราญ

ทุกวันนี้คนมากมายทั่วโลกได้รับการเปลี่ยนนิสัยได้เพราะรับการตีสอนหรือการอบรมจากพระวจนะของพระเจ้าทั้งเป็นการส่วนตัวผ่านพระคัมภีร์และผ่านคำเทศนา ดังนั้น จากฮีบรูบทที่ ๑๒ และ ๒ ทิโมธี ๓:๑๖ ทรงตีสอนหรืออบรมเราผ่านทางพระวจนะเพราะพระองค์ทรงรักเราในฐานะบุตร และจากวิวรณ์ ๓:๑๙ พระวจนะของพระองค์จะชักนำให้คนกลับใจ

สรุปเรื่องการตีสอน พระเจ้ายังทรงตีสอนหรืออบรมบุตรทุกคนที่ทรงรักอยู่เสมอครับ แต่การตีสอนไม่ใช่การทำให้ป่วยอย่างที่สอนตกทอด ไม่ได้ใช้สถานการณ์ภายนอก แต่ใช้พระวจนะของพระองค์ ผมทูลขอให้พระองค์ทรงตีสอนผมทุกวัน วันละหลายเวลาด้วยครับ และยิ่งรับการตีสอน ผมยิ่งได้รับการเปลี่ยนแปลง สุขภาพก็ดีขึ้น โรคที่เคยเป็นตลอดเวลาก็หายขาด

พระบิดาเจ้าตรัสว่าพระเยซูทรงเป็นบุตรที่รัก นั่นหมายความว่าพระบิดาทรงตีสอนหรืออบรมพระองค์เช่นกัน และเราไม่เคยเห็นพระเยซูเจ็บป่วยแม้แต่ครั้งเดียว พระองค์ทรงมีสุขภาพดี แข็งแรงและสมบูรณ์ เห็นได้จากที่ทรงเดินทางอยู่เสมอ แม้ต้องตากฝน ตากลม โดนไอแดดและความร้อน แต่ไม่เคยป่วยเลยแม้แต่ครั้งเดียว เป็นสุขภาพที่ดีที่สุดในโลก

ส่วนเรื่องการพิพากษาลงโทษยังมีอยู่แน่นอนครับ

แต่ไม่ใช่การที่พระเจ้าทรงสาปแช่ง ส่งภัยพิบัติ ส่งโรคมาให้อย่างที่สอนกัน

พระเยซูตรัสว่า “อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้น และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น” (มธ. ๗:๑)

คำว่า “กล่าวโทษ” ในข้อนี้ยังหมายถึง “ตัดสิน พิพากษา”

อัครทูตเปาโลกล่าวถึงการพิพากษาของพระเจ้าใน ๑ โครินธ์ ๑๑:๓๑ “แต่ถ้าเราพิจารณาตัวเราเอง เราคงไม่ต้องถูกทำโทษ (ตัดสิน พิพากษา)” จากทั้งสองข้อนี้ พระเจ้ายังทรงพิพากษาอยู่ครับ

จากบริบท สาเหตุของการถูกพิพากษาของคนเหล่านั้น คือการเข้าพิธีมหาสนิทอย่างไม่สมควร ทำผิดต่อพระกายและพระโลหิต ไม่พิจารณาตนเอง ไม่เล็งเห็นพระกาย (ข้อ ๒๗-๒๙)

พวกเขาทำเช่นนั้นอย่างไร จากข้อ ๑๙-๒๐ พวกเขาเข้าประชุมด้วยการขัดแย้งกัน แก่งแย่งกันเป็นฝ่ายถูก แย่งกันกิน ไม่เห็นแก่ผู้อื่น ดื่มเหล้าจนเมา ดูหมิ่นคริสตจักรของพระเจ้า


ผลของการพิพากษาคือ คนเหล่านั้นจึง “อ่อนกำลังและป่วยไข้ และบ้างก็ล่วงหลับไป” (ข้อ ๓๐)

ดังนั้นการพิพากษาของพระเจ้ายังมีอยู่ท่ามกลางผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่ จากข้อ ๓๐ คุณเล็กอาจสงสัยว่าใครทำให้คนเหล่านั้นป่วย

สังเกตว่าพระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวว่า “พระเจ้าทรงพิพากษาโดยส่งความเจ็บป่วยลงมายังพวกเขา”

เนื่องจากเรื่องการพิพากษาของพระเจ้าไม่ได้ถูกกล่าวถึงเป็นครั้งแรกของจดหมายฉบับนี้ในบทที่ ๑๑ แต่ถูกกล่าวถึงแล้วในบทที่ ๕ จึงไม่จำเป็นที่เปาโลต้องกล่าวถึงกลไกของการพิพากษาซ้ำอีก

เรามาดูกลไกของการพิพากษาในบทที่ ๕ กัน

อัครทูตเปาโลได้ยินข่าวว่าท่ามกลางผู้เชื่อในโครินธ์มีชายคนหนึ่งเอาภรรยาของบิดามาเป็นเมียของตน แต่คริสตจักรกลับปล่อยให้คนนั้นลอยหน้าลอยตาทำผิดต่อไป ไม่พิพากษาตัดคนนั้นออกจากการประชุม พวกเขาปล่อยให้ชายคนนี้อยู่เป็นเชื้อร้ายที่จะแพร่ไปถึงทุกคนในคริสตจักร และเพราะผู้ใหญ่ที่นั่นไม่ทำหน้าที่ในการตัดสินคนๆ นั้น อัครทูตเปาโลจึงทำหน้าที่ในการตัดสินด้วยตัวของท่านเอง ท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้ตัดสินลงโทษ (พิพากษา) คนที่ได้กระทำผิดเช่นนั้น ในพระนามของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ ๓)

ท่านพิพากษาอย่างไร ข้อ ๔-๕ ท่านกล่าวว่า “ในพระนามของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประชุมกันและใจ (วิญญาณ) ของข้าพเจ้าร่วมอยู่ด้วย พร้อมทั้งฤทธิ์เดชของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา พวกท่านจงมอบคนนั้นไว้ให้ซาตานทำลายเนื้อหนังเสีย”

คำว่า “พวกท่านจง” ไม่ปรากฏในฉบับกรีก

ในขณะที่พวกเขาประชุมกัน พระเจ้าได้ทรงนำวิญญาณของเปาโลไปอยู่ท่ามกลางพวกเขา วิญญาณของท่านอยู่ท่ามกลางพวกเขาพร้อมทั้งฤทธิ์เดชของพระเยซูคริสต์เจ้า และอัครทูตเปาโลพิพากษาชายคนนั้นโดยมอบเขาไว้ให้ซาตานทำลายเนื้อหนังเสีย

จากบริบทนี้ การพิพากษาของพระเจ้าคือปล่อยให้คนที่ถูกพิพากษารับผลของการกระทำของตนเอง ในกรณีของชายคนนี้ การดำเนินชีวิตสกปรกที่สุดของเขาเปิดประตูให้ซาตานเข้ามาลัก ฆ่าและทำลาย

พระเจ้าเพียงยกพระหัตถ์ที่ปกป้องชีวิตออกจากเขา เขาก็ถูกซาตานที่ “วนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” ทำลายชีวิตของเขา

หลายครั้งที่คนทำผิดได้รับผลของการกระทำ เขาจะสำนึกและกลับใจ อัครทูตเปาโลกล่าวต่อไปในข้อ ๕ ว่า “เพื่อให้จิตวิญญาณของเขารอด ในวันของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า”

เช่นเดียวกับบุตรล้างผลาญทรัพย์บิดา เมื่อเขาเลือกทางเดินของเขา บิดาพิพากษาโดยปล่อยให้เขาไปตามทางของเขาเอง เขาออกนอกการดูแลและการปกป้องของบิดา เรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นกับเขา บิดาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดใด เขาเดินไปในเส้นทางของมารและปล่อยให้มารลัก ฆ่าและทำลายชีวิตของเขาเอง แต่เมื่อเขาสำนึก กลับใจ เขาก็ได้รับความเมตตา การฟื้นสภาพอีกครั้ง และนี่คือสิ่งที่เตือนใจผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่ทุกคน

ย้อนกลับไปเมื่ออิสราเอลออกจากอียิปต์เดินทางผ่านทะเลทราย จากสารคดี ทะเลทรายเต็มไปด้วยงูพิษนานาชนิด เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่คนสามล้านคนได้รับการปกป้องจากงูเหล่านี้ จนกระทั่งปากของพวกเขาต่อว่าพระเจ้าและโมเสส เพียงพระเจ้าพิพากษาโดยยกพระหัตถ์ที่ปกป้องพวกเขาออก งูบริเวณนั้นจำนวนมากก็เข้ามากัดพวกเขาโดยธรรมชาติของมัน

การพิพากษาของพระเจ้าไม่ใช่การบงการให้สิ่งชั่วร้ายเกิดขึ้น แต่เป็นการปล่อยให้เขาไปตามทางและรับผลของการกระทำของตน และนอกเส้นทางของพระเจ้า ไม่มีการปกป้องของพระองค์ ซาตานจึงฉวยโอกาสกัดกินชีวิตของพวกเขา

ย้อนกลับไปที่บทที่ ๑๑ การดำเนินชีวิตของผู้เชื่อเหล่านั้นทำให้ต้องถูกพิพากษา และเมื่อพระเจ้าทรงยกพระหัตถ์ออก พวกเขาก็ถูกมารทำให้ป่วยและบ้างก็ตายก่อนวัยอันควร

จากคำถามที่ว่า “ในระหว่างที่เจอเรื่องร้ายๆ จะรู้ได้อย่างไรว่านั่นเป็นการตีสอนหรือเป็นการเบียดเบียนจากมาร”
คำตอบชัดเจนครับ หากเป็นการตีสอน จะเป็นการอบรมด้วยพระวจนะ ส่วนเรื่องร้ายๆ เป็นการเบียดเบียนของมาร แต่ไม่เช่นนั้นเสมอไป เรื่องร้ายๆ หลายครั้งเป็นการรับผลของการกระทำของเราเอง หากเร่าคนอื่นแล้วถูกด่ากลับ มารอาจไม่มีส่วน เรื่องที่เกิดขึ้นมาจากการเก็บเกี่ยวในย่านเนื้อหนังครับ

ส่วนภายหลังจากเรื่องร้ายๆ ผ่านไป แม้ผลลัพท์บั้นปลายทำให้ได้รับพระพรยิ่งขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งร้ายๆ มาจากพระเจ้า

เราเห็นได้จากโยบ หลังจากสิ่งร้ายๆ ผ่านไป “พระเจ้าทรงให้โยบกลับสู่สภาพดี และพระเจ้าประทานให้โยบมีมากเป็นสองเท่าของที่มีอยู่ก่อน และพระเจ้าทรงอำนวยพระพรชีวิตบั้นปลายของโยบมาก ยิ่งกว่าบั้นต้นของท่าน” (ยบ. ๔๒:๑๐, ๑๒) แต่เราพบจากบทที่หนึ่งและสองว่า มารคือตัวการของสิ่งร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับท่าน

จากเรื่องบุตรล้างผลาญ ไม่ว่าสิ่งร้ายๆ จะเกิดขึ้นเพราะเป็นคนดีแต่ถูกเบียดเบียน หรือทำผิดเปิดโอกาสให้มารเบียดเบียนก็ตาม หากเรามีใจกล้าเข้าหาพระบิดาเจ้า พระองค์จะทรงให้กลับสู่สภาพดี และอำนวยพระพรบั้นปลายได้ยิ่งกว่าบั้นต้นอยู่ดี

ดังนั้น การที่ผลดีเกิดขึ้นหลังจากสิ่งร้ายเกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าทรงมีส่วนใดใดในสิ่งร้าย แต่หมายความว่าพระองค์ทรงมีส่วนในสิ่งดีที่เกิดขึ้นเพราะเราเข้าลี้ภัยอยู่ในพระองค์

คนเจ็บป่วยแล้วหายอย่างอัศจรรย์ นอกจากนั้นยังซาบซึ้งในพระเจ้ามากขึ้น ทุ่มเทชีวิตและติดสนิทกับพระองค์มากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าทรงใช้ความเจ็บป่วยไปทำให้สิ่งดีเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า เปอร์เซ็นต์คนไม่หาย ออกห่างและเลิกเชื่อมีมากกว่า แต่หมายความว่า ไม่ว่าเขาจะเป็นคนดีที่ถูกเบียดเบียนหรือทำผิดเปิดโอกาสให้มารเบียดเบียน เมื่อเขาตัดสินใจเข้าลี้ภัยในพระเจ้า เขาจึงได้รับการรักษา และผลพลอยได้คือ เขาซาบซึ้ง ทุ่มเทและติดสนิทกับพระองค์มากขึ้น

ความจริงคือ มีคนมากมายที่ซาบซึ้ง ทุ่มเทชีวิตและติดสนิทกับพระองค์อยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องป่วยแล้วหาย

คำถามต่อไป “ในขณะที่กำลังรับเรื่องร้ายๆอยู่ โดยยังไปไม่ถึงผลบั้นปลาย จะคิดอย่างไรกับเรื่องร้ายๆที่กำลังผจญอยู่ ? เพราะถ้าคิดว่าเป็นการตีสอน ก็จะได้ยอมจำนนต่อพระเจ้า แต่ถ้าคิดว่ามาจากมาร ก็จะได้ใช้สิทธิอำนาจสั่งขับไล่มันออกไป”

หากเรื่องร้ายๆ เกิดกับผม ผมจะพิจารณาตนเองว่าผมไม่ดำเนินในความรักกับใคร และทูลถามพระเจ้าว่าผมพลาดตรงไหน ผมให้โอกาสมารอย่างไร ผมก็จะทราบได้ว่าสิ่งร้ายๆ เกิดขึ้นเพราะการเบียดเบียนหรือเพราะการพิพากษา

แม้จะเป็นการพิพากษาก็ตาม เราสามารถกลับใจ และดำเนินต่อในทางของพระเจ้า รับการช่วยกู้ให้พ้นจากสภาพดังกล่าวได้ โดยไม่ต้องปล่อยให้มารลัก ฆ่าและทำลายต่อไป

เปาโลเขียนจดหมายอีกฉบับถึงผู้เชื่อในโครินธ์ กำชับให้รับชายคนนั้นกลับมา เพราะเขาสำนึกและกลับใจแล้ว “ที่คนส่วนมากได้ลงโทษคนผู้นั้นก็พอสมควรแล้ว ฉะนั้นท่านทั้งหลายควรจะยกโทษให้ผู้นั้น และเล้าโลมใจเขาต่างหาก กลัวว่าเขาจะจมลงในความทุกข์เหลือล้น ดังนั้นข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านให้ยืนยันความรักต่อคนนั้นใหม่” (๒ คร. ๒:๖-๘)

ภัยธรรมชาติมากมายเกิดจากน้ำมือของมนุษย์เอง มนุษย์หว่าน มนุษย์เก็บเกี่ยว ไม่ใช่การตีสอน และหลายครั้ง ไม่ได้มาจากมารด้วยซ้ำไป ทุกวันนี้น้ำท่วมถนนเพราะคนทิ้งขยะบนถนน น้ำเน่าทั่วกรุงเพราะคนทิ้งขยะลงคลอง

เรื่องธุรกิจล้มเหลวจากภัยธรรมชาติและไม่ได้เตรียมแผนสองแผนสามรองรับจนต้องปิดตัวลง ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับการตีสอนของพระองค์ อย่างที่กล่าวว่าการตีสอนคือการอบรมด้วยพระวจนะ การพิพากษาคือการปล่อยให้เราไปตามทางและรับผลของการกระทำ เรื่องดังกล่าวจึงไม่ได้เกิดจากการตีสอนหรือการพิพากษาของพระองค์

การขับรถแล้วเผลอจนประสบอุบัติเหตุหรือเดินตกท่อบาดเจ็บเกือบตายก็เช่นกัน เกิดจากการขาดความรับผิดชอบของตนเองและของผู้อื่น เราโยนทุกความผิดพลาดให้พระเจ้าไม่ได้ ในเมื่อพระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างเราให้เป็นหุ่นยนต์ที่พระองค์ทรงชักใยอยู่เบื้องหลังที่จะทำให้เราดำเนินชีวิตอย่างไร้ที่ติ

หากเราชักใยลูกเราได้ ลูกเราคงไม่เอานิ้วแหย่ปลั๊กไฟ พัดลม เตาไฟ แต่ลูกเราคงรำคาญที่ขยับเขยื้อนไปไหนอย่างเป็นอิสระไม่ได้ เขาคงขอเป็นอิสระและเจ็บตัวดีกว่า เรากับพระเจ้าก็เหมือนกันครับ มนุษย์อยากเป็นอิสระและเจ็บตัวเพราะความผิดพลาดของตนมากกว่าถูกบงการจนขยับทำอะไรเองไม่ได้

แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีผู้เชื่อที่ทำธุรกิจผิดกฎหมาย แม้พระเจ้าจะทรงตีสอนหรืออบรมด้วยพระวจนะเมื่อเขาอ่านพระคัมภีร์หรือฟังเทศน์ก็ตาม แล้วยังฝืนอยู่ พระเจ้าจะทรงอดทนนานกับเขา จะทรงให้เวลากับเขา จงทรงกระทำดีกับเขา และจะตรัสกับเขาต่อไปผ่านพระวจนะและคำเทศนา เพื่อจะชักนำให้เขากลับใจ แต่หากเขายังเพิกเฉย การอดทนอย่างยาวนานของพระเจ้ามีวันสิ้นสุด พระองค์จะทรงพิพากษา เพียงพระองค์ยกพระหัตถ์ที่ปกป้องออก และปล่อยเขาไปตามทางและรับผลของการกระทำของเขา มารจะฉวยโอกาสนั้นทำลายชีวิต ธุรกิจและครอบครัวของเขาในที่สุด

หวังว่าคงพอเห็นภาพนะครับ

หากมีคำถามใด ไม่ต้องเกรงใจนะครับ

ขอพระเจ้าอวยพรครับ
ความคิดเห็นที่ 9
lek2010 วันที่ : 29/09/2008 เวลา : 06.19 น.
http://www.oknation.net/blog/lek2010

ขอบคุณมากครับคุณชาญชิต เป็นพระพรมากเลยครับ ผมเข้าใจกระจ่างขึ้นอีกเยอะเลยครับ ผมจะนำไปอธิบายต่อให้กับพี่น้องที่เจอเรื่องร้ายๆเข้ามาในชีวิต และเขายังมีบางมุมที่ขมขื่นกับพระเจ้าอยู่ ขอพระเจ้าอวยพรคุณชาญชิตครับ

แต่ผมอยากถามอีกนิดนึง พวกเราซึ่งอยู่ในพันธะสัญญาใหม่ เราเชื่อว่าพระเจ้าไม่ปรับโทษเราแล้ว เพราะเราได้รับพระคุณและได้อยู่ในพระคริสต์แล้ว แต่อยากทราบว่า ยังมีการ"ตีสอน"จากพระเจ้าอยู่อีกไหมครับ

1โครินธ์ 11:32 เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำโทษเรานั้น พระองค์ทรงตีสอนเรา เพื่อมิให้เราถูกทรงพิพากษาลงโทษด้วยกันกับโลก
ฮีบรู 12:6 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสอนผู้ที่พระองค์ทรงรัก และเมื่อพระองค์ทรงรับผู้ใดเป็นบุตร พระองค์ก็ทรงตีสอนผู้นั้น
ฮีบรู 12:7 ท่านทั้งหลายจงรับและทนเอาเถอะเพราะเป็นการตีสอน พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อท่านในฐานะที่ท่านเป็นบุตรของพระองค์ ด้วยว่ามีบุตรคนใดเล่าที่บิดาไม่ได้ตีสอนเขาบ้าง
ฮีบรู 12:11 เมื่อมีการตีสอนนั้นดูไม่เป็นที่ชื่นใจเลย เป็นเรื่องเศร้าใจ แต่ต่อมาภายหลังก็จะก่อให้เกิดความสุขสำราญแก่บรรดาคนที่ต้องทนอยู่นั้น คือความชอบธรรมนั้นเอง
วิวรณ์ 3:19 เรารักผู้ใดเราก็ตักเตือนและตีสอนผู้นั้น เหตุฉะนั้นจงมีความกระตือรือร้น และกลับใจเสียใหม่

ในระหว่างที่เจอเรื่องร้ายๆ จะรู้ได้อย่างไรว่านั่นเป็นการตีสอนหรือเป็นการเบียดเบียนจากมาร ปกติผมคิดว่าน่าจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อได้ผ่านเรื่องร้ายๆนั้นไปแล้ว ถ้าผลลัพธ์บั้นปลายทำให้ได้รับพระพรยิ่งขึ้น ก็เป็นมาจากพระเจ้า แต่ถ้าผลลัพธ์บั้นปลายถูกลัก ฆ่า และทำลาย ก็มาจากมาร

ปัญหาก็คือว่า ในขณะที่กำลังรับเรื่องร้ายๆอยู่ โดยยังไปไม่ถึงผลบั้นปลาย จะคิดอย่างไรกับเรื่องร้ายๆที่กำลังผจญอยู่ ? เพราะถ้าคิดว่าเป็นการตีสอน ก็จะได้ยอมจำนนต่อพระเจ้า แต่ถ้าคิดว่ามาจากมาร ก็จะได้ใช้สิทธิอำนาจสั่งขับไล่มันออกไป

ปัญหาคือ จะคิดในมุมไหนดี ? ตัวอย่างเช่น ธุรกิจล้มละลายเพราะภัยธรรมชาติที่คาดไม่ถึง และไม่ได้เตรียมแผนสองแผนสามรองรับไว้ จนต้องปิดตัวลง จะคิดว่ามาจากการตีสอน หรือจากมาร ? ขับรถแล้วเผลอ (ทุกคนมีโอกาสเผลอได้เพราะเราไม่สมบูรณ์) จนเกิดอุบัติเหตุชนเสาไฟฟ้าแขนขาหัก จะคิดว่ามาจากการตีสอนหรือจากมาร ? เดินตกท่อเพราะมีคนไม่ได้ปิดฝาท่อสนิท จนทำให้บาดเจ็บเกือบตาย ?
ความคิดเห็นที่ 8
ชาญชิต วันที่ : 28/09/2008 เวลา : 22.07 น.
http://www.oknation.net/blog/inchrist

ยินดีครับคุณเล็ก ขอตอบคำถามเลยนะครับ

เป็นความจริงครับที่พระเจ้าทรงรักมนุษย์และทรงมีอำนาจเหนือมาร แต่ขณะเดียวกันพระเจ้าได้ประทานสิทธิอำนาจเหนือมารให้กับผู้เชื่อทุกคน ดังนั้นผู้เชื่อทุกคนจึงมีสิทธิอำนาจเหนือมารเช่นกัน

จากที่ผมอธิบายก่อนหน้า ผมไม่ได้กล่าวว่ามารมีอำนาจเหนือพระเจ้าและพระเจ้าไม่สามารถปกป้องพิทักษ์คนชอบธรรม

การที่มารลุกล้ำเข้ามาลัก ฆ่าและทำลายชีวิตของผู้เชื่อ ไม่ได้หมายความว่ามารมีอำนาจเหนือพระเจ้าแต่อย่างใด เราเห็นได้จากการที่พระเยซูทรงรักษาชายบอดแต่กำเนิดในยอห์นบทที่ ๙ จนเกิดเรื่องราวกับนักศาสนา พระองค์ตรัสในยอห์นบทที่ ๑๐ ข้อ ๑๐ ว่า “ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์”

การที่ชายคนนี้ตาบอดแต่กำเนิดจึงเกิดจากการลัก ฆ่าและทำลายของมาร และจากกิจการ ๑๐:๓๘ พระเยซูทรงรักษาบรรดาคนที่ถูกมารเบียดเบียน ดังนั้นชายคนนี้คือหนึ่งในบรรดาคนที่ถูกมารเบียดเบียน การที่มารสามารถเบียดเบียนชายคนนี้สำเร็จตั้งแต่คลอด ไม่ได้หมายความว่ามารมีอำนาจเหนือพระเจ้าแต่อย่างใด มิฉะนั้นพระเยซูจะไม่ทรงสามารถรักษาเขาได้

มีหญิงคนหนึ่งหลังโกงมานาน พระเยซูตรัสว่าเธอถูกมารผูกมัดเอาไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามารมีสิทธิอำนาจเหนือพระเจ้า เพราะพระเยซูทรงสำแดงสิทธิอำนาจของพระเจ้าเหนือมารและนางก็ยืดหลังตรงได้

ดังนั้นวันนี้เมื่อคนของพระเจ้าป่วยหรือประสบเรื่องร้ายๆ ไม่ได้หมายความว่ามารมีสิทธิอำนาจใดเหนือพระองค์เลย เราต้องเข้าใจว่า การรักษาและการปกป้องไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่ว่าเป็นคริสเตียนแล้ว เรื่องร้ายๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย อันที่จริง พระคัมภีร์กล่าวว่า บรรดาพี่น้องทั่วโลกก็ประสบกับความทุกข์ยากเช่นเดียวกัน แต่เมื่อประสบปัญหาแล้ว พระคัมภีร์สอนให้เรายืนหยัดมั่นคงในความเชื่อ และคุณเล็กก็ทราบว่าไม่ใช่ทุกคนที่ทำเช่นนั้น คนมากมายยังคงปล่อยให้มารกัดกินต่อไป (๑ ปต. ๕:๘)

ย้อนกลับไปเมื่อปฐมกาล พระเจ้าผู้ทรงครอบครองสวรรค์ทรงสร้างโลกและสร้างมนุษย์ให้ครอบครองบรรดาพระหัตถกิจของพระองค์ อีกนัยหนึ่ง ผู้ครอบครองแผ่นดินย่อมเป็นเจ้าโลก อาดัมคือเจ้าโลก แต่เพราะอาดัมเชื่อฟังมาร พระคัมภีร์กล่าวว่า เมื่อเรายอมตัวเชื่อฟังผู้ใด เราก็เป็นทาสของผู้นั้น (รม. ๖:๑๖) อาดัมได้ตกเป็นทาสบาป และมาร สิทธิอำนาจในการปกครองโลกจึงตกเป็นของมาร นี่คือสาเหตุที่พระเยซูและจดหมายฝากเรียกมารว่า “เจ้าโลก” และนี่คือสาเหตุที่มารมาทดลองพระเยซูโดยยื่นข้อเสนอที่จะยกการครอบครองเหนือราชอาณาจักรและแผ่นดินให้กับพระองค์

เพราะมารเป็นเจ้าโลก และมนุษย์ล้วนอยู่ใต้อำนาจของมัน มันจึงมีสิทธิอำนาจที่จะลัก ฆ่าและทำลายผู้ใดก็ตาม พระเจ้าได้กระทำพันธสัญญาโลหิตกับอับราฮัม ในพันธสัญญานั้นมีการปกป้องคุ้มครองและการอวยพร เราได้เห็นพันธสัญญานั้นตกทอดยังพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่าเมื่อผู้ใดเชื่อฟังกฎหมายของพระองค์ จะไม่ต้องพบกับภัยพิบัติและโรคต่างๆ เพราะพระองค์ทรงเป็นแพทย์ แต่ขณะเดียวกัน หากเขาฝืนกฎหมายของพระองค์ คำสาปแช่งจะเข้ามาในชีวิต คือเขาจะต้องพบกับภัยพิบัติและโรคต่างๆ

แต่เราเห็นว่าแม้พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่เพียงใด และประทานพระสัญญาปกป้องคุ้มครอง แต่พวกเขากลับตายเกลื่อนในทะเลทราย

เราเห็นต่อไปเมื่ออิสราเอลเป็นชาติ ในยามที่รักษาพระบัญญัติของพระเจ้า ประเทศชาติรุ่งเรืองถึงขีดสุด แต่ในยามที่ไม่รักษาพระบัญญัติ พวกเขาพลาดจากการปกป้อง ประเทศชาติตกต่ำถึงขีดสุด พวกเขาตกเป็นเชลย

แม้อิสราเอลจะถูกลัก ฆ่าและทำลายนับครั้งไม่ถ้วนจนถึงวันนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่ามารมีอำนาจเหนือพระเจ้าแต่อย่างใด

เรื่องในพันธสัญญาเดิมบันทึกเพื่อเตือนสติพวกเราในวันนี้เช่นกัน มีสาเหตุมากมายเช่นกันที่ทำให้ผู้เชื่อมากมายพลาดจากการปกป้องคุ้มครอง พลาดจากการรักษา

วันนี้พระเจ้าได้ทรงมอบสิทธิอำนาจครอบครองในชีวิตให้กับผู้เชื่อทุกคนแล้ว (รม. ๕:๑๗) ผู้เชื่อจึงมีความรับผิดชอบที่จะครอบครองแทนที่จะปล่อยให้มารครอบงำ คุณเล็กคงรู้จักหลายคนที่กระทำตรงข้าม

มีหลายสาเหตุที่มารเข้ามาลัก ฆ่าและทำลายประชากรของพระเจ้า

“การขาดความรู้” พระคัมภีร์กล่าวว่า “ประชากรของเราถูกทำลายเพราะขาดความรู้” (ฮชย.๔:๖) หลายคนไม่รู้ว่าสิ่งชั่วมาจากมาร สิ่งดีมาจากพระเจ้า เมื่อมารเข้ามาทำลาย เขาจึงต้อนรับสิ่งเหล่านั้นและทนเอาเพราะถือเป็นการตีสอนของพระเจ้า และเพราะเขาทำใจรับสิ่งที่เกิดขึ้น มารไม่ถูกต่อต้าน มันจึงไม่หนีไปไหน

“การให้โอกาสมาร” พระคัมภีร์ได้เตือนเราว่า “อย่าให้โอกาสมาร” (อฟ. ๔:๒๗) เมื่อเราให้โอกาสมารผ่านการดำเนินชีวิตที่ขัดแย้งกับพระวจนะ การไม่ดำเนินในความรัก การไม่ยกโทษ การคิดและพูดแง่ร้าย คุณเล็กคงรู้จักผู้เชื่อบางคนที่อ้าปากทีไรก็มีแต่เรื่องร้ายๆ ออกมาเกี่ยวกับตัวเองและผู้อื่น ยากที่จะหาเรื่องดีได้

“คำพูด” พระเยซูตรัสว่า ผู้เชื่อกล่าวห้ามหรือกล่าวอนุญาตสิ่งใด ในสวรรค์จะกล่าวห้ามและกล่าวอนุญาตสิ่งนั้น ปัญหาคือ ก่อนที่พระเจ้าจะอนุญาตสิ่งใด เราอนุญาตสิ่งนั้นก่อนด้วยคำจากปากของเรา พระเยซูทรงสอนว่า เราได้ตามที่เราพูด (มก. ๑๑:๒๓) เราพูดแง่ลบตลอดเวลาเกี่ยวกับสุขภาพของเราเอง เราพูดเสมอว่าเปลี่ยนฤดูเราต้องป่วย เราต้องเป็นโรคนี้เพราะมันเป็นกรรมพันธุ์ เราต้องอายุไม่ยืนเพราะคนในครอบครัวตายเร็วทุกคน พอเราตกใจเราอุทานว่า “ตายแล้ว” พระคัมภีร์บอกว่า “ความตายและความเป็นอยู่ที่อำนาจของลิ้น และบรรดาผู้ที่รักมันจะต้องกินผลของมัน” (สภษ. ๑๘:๒๑)

“การไม่ดำเนินด้วยความรัก” พระคัมภีร์กล่าวว่า “ความเชื่อทำงานผ่านทางความรัก” เราอธิษฐานขอการปกป้องจากพระเจ้าด้วยความเชื่อ แต่เพราะเราไม่ดำเนินชีวิตด้วยความรัก เราไม่ยกโทษทั้งหมดให้ผู้อื่นจากใจจริง ความเชื่อเราจึงไม่ทำงาน

“การทำบาป” เป็นอีกหนึ่งในหลายสาเหตุที่ทำให้คนป่วย ยากอบกล่าวว่า “และการอธิษฐานด้วยความเชื่อจะช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิต และองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงโปรดให้เขาหายโรค และถ้าเขาได้กระทำบาปพระองค์ก็จะทรงโปรดอภัยให้” (ยก. ๕:๑๕)

“การไม่อธิษฐานด้วยความเชื่อ” พระเยซูตรัสว่า “ถ้าท่านอธิษฐานพระเจ้าขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้รับ แล้วท่านจะได้รับ” (มก. ๑๑:๒๔) คนมากมายอธิษฐานขอการปกป้องก็จริง แต่อธิษฐานเป็นกิจวัตรเหมือนอธิษฐานก่อนรับประทานอาหาร ไม่ได้เชื่อเลยด้วยซ้ำว่าพระเจ้าจะทรงชำระอาหารให้สะอาดอย่างแท้จริง และไม่ได้เชื่อว่าพระเจ้าจะทรงปกป้องจริงๆ จังเช่นกัน เพียงแต่ทำเป็นพิธี ไม่ใช่การอธิษฐานที่ทำให้คนหายโรค แต่เป็นการอธิษฐาน “ด้วยความเชื่อ” ที่จะทำให้ผู้ป่วยหายโรค ยากอบกล่าวว่า “และการอธิษฐานด้วยความเชื่อจะช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิต และองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงโปรดให้เขาหายโรค” (ยก. ๕:๑๕)

พระเยซูเสด็จไปสั่งสอน ประกาศและรักษาทุกแห่งหนเว้นแต่ที่บ้านเมืองของพระองค์เอง มาระโก ๖:๕ กล่าวว่า “พระองค์จะกระทำการมหัศจรรย์ที่นั่นไม่ได้” บางคนกล่าวว่าพระเจ้าทำได้ทุกอย่าง แต่จากข้อนี้ แม้แต่พระบิดาเจ้าก็กระทำการมหัศจรรย์ผ่านพระเยซูที่นั่นไม่ได้ อะไรคือสาเหตุ ข้อ ๖ กล่าวว่า “เพราะเขาไม่มีความเชื่อ”

เราเห็นพระเยซูตรัสหลายครั้งหลังจากที่คนได้รับการรักษาจากพระองค์ว่า “ที่เจ้าหายโรค ก็เพราะเจ้าเชื่อ” พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “ที่เจ้าหายโรค เพราะเราสามารถ”

พระเจ้าทรงกระทำได้เท่าที่เราเชื่อ หากพระเยซูทรงตรัสถามเราวันนี้อย่างที่พระองค์ตรัสถามคนตาบอดใน มัทธิว ๙:๒๘ ว่า “เจ้าเชื่อหรือ” หลายคนวันนี้คงตอบว่า “ไม่รู้สิพระองค์ อาจารย์เขาบอกว่ายุคแห่งการอัศจรรย์สูญสิ้นไปกับอัครทูตคนสุดท้าย”

บางคนเถียงอีกว่า “พระเจ้าทำได้ทุกสิ่ง” ขอถามกลับว่า “แล้วทำไมพระองค์ทำให้คุณถวายทศางค์ไม่ได้สักที”

พระคัมภีร์กล่าวว่า “พระเจ้าไม่ทรงประสงค์ให้คนหนึ่งคนใดต้องพินาศ แต่ประสงค์ให้ทุกคนกลับใจ” (๒ ปต. ๓:๙) เราเห็นจากข้อนี้ว่าพระเจ้าไม่ได้ตามพระประสงค์เสมอไป พระองค์ทรงช่วยได้เฉพาะคนที่กลับใจ แม้พระองค์ทรงช่วยคนทั้งโลกให้รอด แต่เฉพาะคนที่เชื่อเท่านั้นจึงได้รับความรอด

“ความกลัว” ความกลัวคือศัตรูของความเชื่อ หลายคนอธิษฐานขอการปกป้องก็จริง แต่แสดงความกลัวออกมาตลอดการเดินทาง เราเห็นความกลัวผ่านคำอธิษฐานมากกว่าความเชื่อ ผมเคยเดินทางกับพี่น้องที่อธิษฐานอย่างหนักก่อนออกเดินทาง ราวกับว่าเขามั่นใจว่าต้องประสบอุบัติเหตุแน่ๆ และก็ประสบอุบัติเหตจริงๆ ดีที่ผมไม่เป็นไร พวกเขาอธิษฐานด้วยความกลัวสิ่งที่มารจะทำมากกว่าด้วยความเชื่อในการปกป้องของพระเจ้า

“การไม่ตามการทรงนำ” พระเจ้าทรงนำกว้างๆ ผ่านพระวจนะ แต่ทรงนำเจาะจงผ่านพยานภายใน (รม. ๘:๑๖) หลายคนเพิกเฉยต่อพยานภายใน ภายหลังประสบอุบัติเหตุหลายคนจะเป็นพยานว่า มีบางสิ่งจากภายใน ไม่ใช่เสียง บอกให้รู้ว่าให้เลี่ยงเส้นทางนี้ แต่ตนเองเพิกเฉยเพราะเข้าใจว่าคิดไปเอง เลยฝืนไปต่อจนประสบอุบัติเหตุ

“ไม่ใช้สิทธิอำนาจเหนือมารและสิ่งที่มันนำเข้ามาในชีวิต” พระคัมภีร์กล่าวว่า “จงต่อสู้กับ (ยืนต้าน) มาร แล้วมันจะหนีท่านไป” (ยก. ๔:๗) เมื่อมารทำให้เจ็บป่วย แทนที่จะต่อต้านและสั่ง กลับต่อต้านพระเจ้าโดยขมขื่นและต่อว่าพระองค์ เช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงพระพิโรธกับอิสราเอลที่บ่นต่อว่าพระองค์ เขาไม่รู้ว่าการทำเช่นนั้นต่อพระองค์ทำให้พระองค์พิโรธเช่นกัน และทำให้พวกเขาพลาดจากการรักษา

“ขอให้พระเจ้าจัดการมาร” เมื่อเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้น แทนที่เราจะใช้สิทธิอำนาจที่พระองค์ประทานให้แล้ว เรากลับทูลขอให้พระองค์จัดการกับมาร การทำเช่นนั้นไม่ต่างกับการที่คุณให้เงินลูกคุณหนึ่งร้อยล้านบาทเป็นค่าใช้จ่ายตลอดชีวิต แต่แทนที่เขาจะเบิกออกมาใช้ เขากลับคอยมาขอเงินคุณทีละสิบบาททุกครั้งที่อยากกินขนม ไม่มีพระคัมภีร์แม้แต่ข้อเดียวในพันธสัญญาใหม่ที่กำชับผู้เชื่อให้ทูลขอให้พระบิดาเจ้าหรือพระเยซูจัดการกับมาร เราพบคำสั่งหลายตอนที่สั่งให้ผู้เชื่อเป็นฝ่ายยืนบนพระวจนะต้านมารด้วยความเชื่อ แล้วมารจะหนีไป

“การไม่ทราบเรื่องพระเศียรและพระกาย” พระเยซูทรงเป็นพระเศียร เราเป็นพระกาย เช่นเดียวกับที่ศีรษะคุณเล็กสั่งการแต่กระทำการผ่านร่างกาย หากร่างกายไม่ร่วมมือ ศีรษะก็ทำสิ่งใดไม่ได้ หากคุณเล็กต้องการดื่มน้ำ หลังจากออกคำสั่ง แต่หากร่างกายไม่ร่วมมือ เท้าไม่เดิน มือไม่หยิบ คุณเล็กก็ไม่ได้ดื่ม พระเยซูทรงกระทำการในปัจจุบันอย่างจำกัดเพราะพวกเราซึ่งเป็นพระกายไม่ร่วมมือ เมื่อเราเจ็บป่วย เราอธิษฐาน “ขอพระองค์วางพระหัตถ์ที่เรา” ในขณะที่พระองค์บัญชาให้เราต่างหากที่เป็นฝ่าย “วางมือ”

จากตัวอย่างข้างต้น คุณเล็กคงพอเห็นถึงสาเหตุบางประการที่ยังมีสาเหตุอีกมากมายที่เรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นกับคนชอบธรรม และความจริงก็คือ แม้ปัญหาเกิดขึ้นในชีวิตของเรา เราไม่ควรโยนความรับผิดชอบกลับไปให้พระเจ้าในเมื่อพระองค์ประทานความรับผิดชอบในการครอบครองชีวิตนี้ให้เป็นของเรา เราไม่ควรต่อว่าพระเจ้าว่าทรงอนุญาตให้เรื่องร้ายเกิดขึ้น แต่ควรสำรวจว่าเราเองอนุญาตให้เรื่องเกิดขึ้นโดยการให้โอกาสแก่มารในด้านไหน

วันนี้พระเจ้าทรงปกป้องเราโดยประทานสิทธิอำนาจของพระองค์แก่เราโดยพระนามของพระเยซูคริสต์ เป็นความรับผิดชอบของเราเองที่จะใช้สิทธิอำนาจเหนือมาร บาปและสถานการณ์ต่างๆ มากกว่าที่จะเป็นความรับผิดชอบของพระเจ้าโดยอัตโนมัติหรือโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรอย่างที่สอนตกทอดกันมา

ตลอดที่ผ่านมา ผมเองมีประสบการณ์กับเรื่องไม่ดีในด้านต่างๆ แต่ผมมองว่าพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่เหนือทุกสถานการณ์ สิทธิอำนาจในพระนามที่ประทานให้ผู้เชื่อก็ยิ่งใหญ่เหนือสิทธิอำนาจของมาร เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่มาจากการที่พระเจ้าอนุญาต ผมสำรวจตัวเองว่าผมเองอนุญาตเองหรือให้โอกาสมารด้านไหน ผมแก้ไขตัวเอง จากนั้นใช้สิทธิอำนาจเหนือสถานการณ์ต่างๆ และผมก็พ้นออกมาได้ รวมถึงหายจากโรคต่างๆ เช่นกัน

หากมีคำถามใด คุณเล็กถามได้ตลอดนะครับ ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ
ความคิดเห็นที่ 7
lek2010 วันที่ : 28/09/2008 เวลา : 14.16 น.
http://www.oknation.net/blog/lek2010

ขอบคุณครับคุณชาญชิต ทำให้กระจ่างขึ้นเยอะ แต่ยังสงสัยอยู่ว่า ในเมื่อพระเจ้ารักมนุษย์ และพระองค์มีอำนาจเหนือมาร แต่ทำไมจึงปล่อยให้ผู้ชอบธรรมต้องพบเรื่องเลวร้ายในชีวิตเหมือนกับคนอธรรม ทั้งที่เขาก็อธิษฐานและเชื่อฟังพระวจนะ บางคนมีลูกพิการ บางคนถูกข่มขืน บางคนเจออุบัติเหตุสูญเสียอวัยวะ ฯลฯ คุณพูดเหมือนกับว่ามารมีอำนาจเหนือพระเจ้า และพระเจ้าไม่สามารถปกป้องพิทักษ์คนชอบธรรม ทั้งที่คนชอบธรรมอธิษฐานขอการปกป้องแล้ว

ผมเห็นด้วยว่าพระเจ้าไม่เป็นต้นเหตุของเรื่องร้ายๆแน่ เรื่องร้ายๆเกิดเพราะมาร แต่ที่ผมสงสัยคือ แล้วทำไมพระองค์ไม่ปกป้องให้รอดพ้นจากมารหล่ะครับ เรื่องนี้จึงทำให้หลายคนหนีห่างออกจากพระเจ้า เพราะจุดนี้แหละครับ ขอคำอธิบายที่ผมสามารถนำไปอธิบายต่อคนที่เขาออกห่างพระเจ้าได้นะครับ
ความคิดเห็นที่ 6
ชาญชิต วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 11.51 น.
http://www.oknation.net/blog/inchrist

มันเป็นเพียงทฤษฎีคำสอนตกทอดจากมนุษย์ครับ

คุณเล็กจะไม่พบแม้สักข้อจากพระคัมภีร์ทั้งเล่มที่ว่า พระเจ้าทรงอนุญาตเรื่องร้ายให้เกิดเพื่อดึงคนให้เข้าใกล้พระองค์

ทุกวันนี้เรายกคำสอนตกทอดจากบรรพบุรุษขึ้นสูงกว่าพระวจนะของพระเจ้า

อย่างเช่นพระเจ้าอนุญาตให้คนป่วย พิการ หรือแม้กระทั่งตายเพื่อดึงคนให้เข้าใกล้พระองค์

ความจริงก็คือ มีทั้งคนที่เข้าใกล้และออกห่างจากพระองค์ ดูเหมือนคนที่ออกห่างจะมีมากกว่าคนที่เข้าใกล้

การเข้าใกล้หรือออกห่างอยู่ที่สภาพหัวใจของคนนั้น

คนที่มีหัวใจถูกต้องกับพระเจ้า เมื่อปัญหาเกิดขึ้น เขาจะเข้าไปลี้ภัยในพระเจ้า

คนที่มีหัวใจไม่ถูกต้องกับพระเจ้า เมื่อปัญหาเกิดขึ้น เขาจะขมขื่นและทิ้งพระเจ้า

เชื่อว่าที่คริสตจักรของคุณเล็กก็คงจะมีบางคนเลิกมาประชุมเพราะเรื่องไม่ดีที่เกิดขึ้นในชีวิต

ดังนั้นที่กล่าวว่า พระเจ้าทรงอนุญาตให้เรื่องร้ายเกิดขึ้นเพื่อดึงคนให้เข้าใกล้พระองค์ เป็นเพียงทฤษฎีของมนุษย์ ไม่ได้มาจากพระวจนะ ไม่มีข้อใดที่กล่าวเช่นนั้น

หากพระเจ้าทรงอนุญาตให้เรื่องร้ายเกิดขึ้นเพื่อดึงคนเข้าใกล้ พระองค์ก็ทำพลาด

เพราะทุกวันนี้เมื่อเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับคนที่ไม่เชื่อทั่วโลก เขาไม่ได้เข้าใกล้พระองค์เลย แต่เข้าใกล้หมอดู เข้าใกล้ไสยาศาสตร์

นับครั้งไม่ถ้วนที่เราได้ยินว่าคนมีปัญหา อธิษฐานแล้วไม่ได้คำตอบ เลิกมาโบสถ์ เลิกเชื่อตลอดชีวิต กลับไปพึ่งสิ่งอื่น

ฟังจากที่คุณพูด ดูเหมือนพระเจ้าร่วมงานกับมาร ทำงานทีมเดียวกัน ทรงวางแผนเล่นงานโยบเสร็จก็ใช้มารออกไปในฐานะเครื่องมือของพระองค์ และวันหนึ่งเมื่อมารหมดประโยชน์ พระองค์ก็โยนลงบึงไฟ

หากเอานิสัยแบบนี้มาใช้กับคน คุณจะเรียกคนๆ นั้นว่าอะไร

หากพระเจ้าอยากให้คุณเล็กเข้าใกล้ชิดพระองค์มากกว่านี้ แล้วจะอนุญาตให้เรื่องร้ายเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวอันเป็นที่รักให้เจ็บป่วย พิการตลอดชีวิต หรือพรากชีวิตไปเลยวันนี้ คุณเล็กจะเข้าใกล้พระองค์มากขึ้น รักพระองค์มากขึ้น เรียนรู้จากพระองค์มากขึ้น เติบโตฝ่ายวิญญาณมากขึ้นหรือไม่

คุณเล็กคงไม่เข้าใจความรู้สึกของคนที่คลอดลูกออกมาพิการ ต้องเลี้ยงดูไปตลอดชีวิต คนที่บ้านไฟไหม้ คนที่รักเสียชีวิตในกองไฟ เด็กที่ถูกบิดาตนเองข่มขืน

คุณเล็กกำลังบอกว่าพระเจ้าทรงอนุญาตและกลั่นกรองให้พ่อเกิดความกำหนัด และทรงดูต้นทางให้เวลาแม่ไม่อยู่และทรงดลใจให้แม่ออกไปนานๆ ให้พ่อเข้าไปข่มขืนลูกจนสำเร็จยาวนานถึง 15 ปีหรือครับ

เมื่อตำรวจจับ นักข่าวถาม ชายคนนี้บอกว่า เขาได้อธิษฐานแล้ว พระเจ้าทรงอนุญาตและกลั่นกรองให้เขาเกิดความกำหนัด และทรงดูแลต้นทางและดลใจให้ภรรยาออกไปนานๆ เพื่อเขาจะได้ข่มขืนสำเร็จ พระองค์ทรงกลั่นกรองแล้วว่าสิ่งที่เขาทำลงไปจะทำให้เขาและลูกสาวเข้าใกล้ชิดพระองค์

มีประโยชน์อะไรไม่ทราบ ถ้ามีประโยชน์ คุณเล็กอยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวไหมครับ

ส่วนคนที่ยังไม่เชื่อพระเจ้าที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ถามว่าพระองค์ทรงกลั่นกรองให้เกิดผลดีภายหลัง ผลดีตรงไหนครับในเมื่อเขาตายและต้องรับโทษบาปของเขาตลอดนิรันดร์

ผมไม่ทราบว่าเมื่อไหร่คนจะกลับมาอ่านพระคัมภีร์ และยกพระคัมภีร์ขึ้นเหนือคำสอนตกทอดเหล่านั้นเสียที เพื่อจะได้รู้จักพระบิดาของพระเยซูคริสต์เจ้าผู้ทรงรักมนุษย์แต่ละคนเท่ากับที่ทรงรักพระเยซู

พระคัมภีร์บอกว่าพระเยซูทรงเติบโตด้านสติปัญญาและร่างกาย (ลก. ๒:๕๒) นั่นหมายความว่า เมื่อพระองค์เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ มีบางสิ่งที่พระองค์ต้องเรียนรู้มากมาย รวมถึงเรื่องของพระบิดาเจ้า

คำถามคือ
พระเยซูต้องป่วยไหม เพื่อที่จะเข้าใกล้พระเจ้า
พระเยซูต้องพิการไหม เพื่อที่จะเข้าใกล้พระเจ้า
พระองค์ต้องประสบอุบัติเหตุหรือไม่ เพื่อที่จะเข้าใกล้พระเจ้า

พระองค์ทรงทำอย่างไรเพื่อที่จะเข้าใกล้พระเจ้า พระองค์ทรงอธิษฐาน พระองค์ทรงใช้เวลากับพระวจนะของพระเจ้า

พระเจ้าไม่ทรงรักพระเยซูมากไปกว่าที่รักคุณเล็ก

หากพระองค์จะทรงนำคุณเล็กเข้าใกล้ พระองค์จะใช้พระวจนะของพระองค์ ไม่ใช่ใช้มารมาทำลายชีวิตคุณเล็ก

หาข้อพระคัมภีร์มาสิครับที่เขียนว่า “พระเจ้าทรงอนุญาตให้เรื่องร้ายเกิดขึ้นเพื่อนำคนให้เข้าใกล้พระองค์”

พระคัมภีร์ของผมกล่าวว่า ถ้าพระองค์จะชักนำใครให้เข้าใกล้พระองค์ พระองค์จะทรงใช้ความดีของพระองค์ “ท่านไม่รู้หรือว่าพระกรุณาคุณ (ความดี) ของพระเจ้านั้น มุ่งที่จะชักนำท่านให้กลับใจใหม่” (รม. ๒:๔)

พระคัมภีร์ของผมยังกล่าวต่อไปว่า “พี่น้องที่รักของข้าพเจ้า อย่าหลงผิดไปเลย ของประทานอันดีทุกอย่าง และของประทานอันเลิศทุกอย่างย่อมมาจากเบื้องบน และส่งลงมาจากพระบิดาแห่งบรรดาดวงสว่าง ในพระบิดาไม่มีการแปรปรวน หรือไม่มีเงาอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลง” (ยก. ๑:๑๖-๑๗)

อย่าหลงเลยครับ พระเจ้าไม่ทรงแปรปรวนและไม่ทรงเปลี่ยนแปลง พระองค์ไม่มีแผนเพื่อทุกขภาพ ทรงมีแต่แผนเพื่อสวัสดิภาพ พระองค์ไม่มีสิ่งร้ายจะให้คุณ หากพระองค์จะให้ พระองค์จะให้สิ่งที่ดี เพราะพระเจ้าทรงประเสริฐ

พระคัมภีร์ของผมบอกว่าสิ่งเลวมาจากมาร พระเยซูตรัสหลังจากที่ทรงรักษาคนป่วยว่า “ขโมยย่อมมาเพื่อลัก ฆ่าและทำลาย แต่เรามาเพื่อให้เขาได้ชีวิตครบบริบูรณ์” (ยน. ๑๐:๑๐)

เราอยู่ในโลกที่มารเป็นเจ้าโลก มันลัก ฆ่าและทำลาย มันใช้เนื้อหนังของมนุษย์ในการทำเรื่องร้ายๆ

มันใช้เนื้อหนังของพี่ชายโยเซฟ ภรรยาของนายโยเซฟ ทำลายชีวิตโยเซฟ แต่เพราะหัวใจท่านถูกต้อง ท่านลี้ภัยในพระเจ้า พระเจ้าจึงทรงช่วยท่าน

พระเจ้าอนุญาตให้มนุษย์ตัดสินใจเลือกทางของตัวเอง แม้ทางนั้นจะไม่ใช่เส้นทางของพระองค์ ไม่ใช่พระประสงค์ของพระองค์

นี่คือสาเหตุที่พี่ชายโยเซฟและภรรยานายของโยเซฟทำร้ายท่าน

นี่คือสาเหตุที่พวกฟาริสีด่าพระบุตรของพระองค์ด้วยคำหยาบคาย และก่อกวนพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าไม่ทรงอยู่เบื้องหลังของคนเหล่านี้ และพระองค์ก็ไม่บังคับคนเหล่านี้ให้เชื่อฟังพระองค์

พระองค์ไม่ได้อนุญาตคนเหล่านี้ให้ทำร้ายจิตใจพระบุตรเพื่อให้พระบุตรเข้าใกล้พระองค์ยิ่งขึ้น

สาเหตุที่ปัญหาเกิดกับคนที่คุณเล็กยกตัวอย่าง ไม่ได้มาจากการกลั่นกรองของพระเจ้าเพื่อให้เป็นผลดีภายหลัง แต่มาจากมาร ซึ่งเข้ามาเพื่อจะลัก ฆ่าและทำลาย

ตราบใดที่เราอยู่ในโลกที่มีมารเป็นเจ้า อยู่ในโลกเดียวกันกับคนมากมายที่ดำเนินฝ่ายเนื้อหนัง คงไม่แปลกที่มารและเนื้อหนังของมนุษย์จะทำเรื่องไม่ดีให้เกิดกับเรา แต่หากเรามีหัวใจที่ถูกต้อง เราใกล้ชิดพระเจ้าผ่านคำอธิษฐานและรับพระวจนะอยู่เสมอ พระเจ้าจะทรงช่วยเราให้พ้นจากปัญหาเหล่านั้นครับ
ความคิดเห็นที่ 5
lek2010 วันที่ : 26/06/2008 เวลา : 20.16 น.
http://www.oknation.net/blog/lek2010

คเหล่านั้นถูกดึงเข้ามาใกล้พระองค์มากยิ่งขึ้น ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับเรา บังคับให้เรามองไปที่พระเจ้าและพึ่งพระองค์แทนที่จะพึ่งตัวเอง คุณจะไม่มีวันรู้ว่าพระเจ้าเท่านั้นคือทุกสิ่งที่คุณต้องการ จนกว่าคุณจะไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากพระเจ้า

ไม่ว่าจะเป็นเพราะมารหรือเพราะตัวคุณเอง ไม่มีปัญหาใดเกิดขึ้นโดยที่พระเจ้าไม่ได้อนุญาติ (เหมือนที่พระเจ้าอนุญาติให้เกิดปัญหามากมายกับโยบ) ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น พระบิดากลั่นกรองแล้ว และพระองค์จะทำให้มันกลายเป็นผลดีกับคุณในภายหลัง แม้ว่าซาตานจะเป็นต้นเหตุด้วยความหวังร้ายต่อคุณก็ตาม
ความคิดเห็นที่ 4
lek2010 วันที่ : 26/06/2008 เวลา : 20.11 น.
http://www.oknation.net/blog/lek2010

พระเจ้าสามารถช่วยให้โยเซฟไม่ต้องเข้าคุกได้ ช่วยให้ดาเนียลไม่ต้องเข้าไปอยู่ในถ้ำสิงโตได้ ช่วยเยเรมีย์ไม่ให้ถูกโยนลงไปในบ่อโคลน ช่วยเปาโลไม่ให้ต้องเรือแตกสามครั้ง และช่วยชายหนุ่มฮีบรูสามคนจากการถูกโยนเข้าไปในเตาไฟ แต่พระองค์ไม่ช่วย พระองค์อนุญาติให้ปัญหาเหล่านั้นเกิดขึ้น และผลก็คือ.....
ความคิดเห็นที่ 3
ชาญชิต วันที่ : 24/06/2008 เวลา : 11.09 น.
http://www.oknation.net/blog/inchrist

ยินดีต้อนรับคุณก้อนหินครับ
จะแวะไปเยี่ยมนะครับ
ขอพระเจ้าอวยพรครับ
ความคิดเห็นที่ 2
บ้านพระธรรม วันที่ : 23/06/2008 เวลา : 12.29 น.
http://www.oknation.net/blog/sarattatham
บ้านพระธรรม

ค่ะ อาเมน

คุณชาญชิต แวะไปบ้านพระธรรม ด้วยก็ได้นะคะ
วันนี้ลงบทความของก้อนหินค่ะ
ตามlink นี้นะค่ะ
http://www.oknation.net/blog/sarattatham/2008/06/23
ความคิดเห็นที่ 1
ชาญชิต วันที่ : 23/06/2008 เวลา : 12.06 น.
http://www.oknation.net/blog/inchrist

พบบทความอีกมากใน http://www.pantown.com/group.php?id=29716&area=3
พบว่าคุณเป็นใครในพระคริสต์ได้ใน http://www.oknation.net/blog/inchrist/
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน