พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อทศวรรษก่อน แทบทุกมุมโลกต่างคลั่งไคล้ "โลกาภิวัตน์" ประดุจว่าคือ เทพเจ้าองค์ใหม่ที่จะนำความเจริญรุ่งเรืองและความสมบูรณ์พูนสุขมาสู่โลกมนุษย์ชั่วนิจนิรันดร์ จากประเทศสู่ประเทศ จากปากสู่ปาก จนกลาย เป็นกระแสโลกาภิวัตน์อันศักดิ์สิทธิ์และเชื่อมั่น แต่หลังจากฟองสบู่เศรษฐกิจแตกที่ลาตินอเมริกาและประเทศไทย ความศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าแห่งความรุ่งเรืองก็ถูกท้าทาย ข้อคำถามเกิดขึ้นอย่างเซ็งแซ่ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งโลกมิได้เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างสวยงามตามความเชื่อของเหล่าผู้ศรัทธาต่อ เทพเจ้าองค์ใหม่ โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุควิกฤตอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตสังคม วิกฤตจากสงคราม ก่อการร้าย ภัยพิบัติจากธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมถูกทำลายอย่างย่อยยับ ประชากรโลกอดอยากและเต็มไปด้วยโรคร้ายใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา ประเทศศูนย์กลางโลกาภิวัตน์เป็นประเทศที่ประสบภาวะวิกฤตมากที่สุด และทวี ความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับฉุดโลกทั้งโลกให้เหวี่ยงตามไปด้วยอย่างยากที่จะขัดขืนทัดทาน โลกาภิวัตน์ความเชื่อหรือความจริง กลุ่มนักคิดโลกาภิวัตน์เชื่อว่า โลกาภิวัตน์เป็นขั้นตอนหนึ่งของวิวัฒนาการอารยธรรมโลกที่มนุษย์ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงหรือทัดทานได้ นักคิดกลุ่มนี้ได้แก่ Alvin Toffler, Peter Drucker, Alian Touraine, Manual Castells, และ John Naibitt เป็นต้น ซึ่งถูกจัดให้เป็นนักคิดกลุ่ม Neo Modernisation นักคิดกลุ่มนี้อธิบายว่า กระบวนการโลกาภิวัตน์ได้ก่อให้เกิดอารยธรรมใหม่หลังยุคอุตสาหกรรม นั่นคือสังคมข่าวสารหรือสังคมความรู้ ซึ่งพลังแห่งข่าวสารสารสนเทศ ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยประวัติศาสตร์ ทำให้โลกไร้พรมแดน เป็นสังคมแห่งอารยะที่รุ่งโรจน์กว่าสังคมในอดีต และจะเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แม้กระทั่ง Kofi Annon อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้กล่าวยอมรับว่า โลกาภิวัตน์เป็นสิ่งที่โลกยากจะหลีกเลี่ยง การอภิปรายและถกเถียงเพื่อต่อต้านกระบวนการโลกาภิวัตน์ ก็เสมือนกับการอภิปรายถกเถียงเพื่อต่อต้านแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งถกเถียงกันจนตายก็ไม่มีทางต่อต้านได้สำเร็จ ความเชื่อเรื่องวิวัฒนาการของโลกยุคโลกาภิวัตน์มีรากฐานทางทฤษฎีมาจากลัทธิเสรีนิยมใหม่ ลัทธินี้กำเนิดและเติบโตมาจากมหาวิทยาลัยลอนดอนของอังกฤษ และมหาวิทยาลัยชิคาโกของสหรัฐอเมริกา โดยผู้นำทั้งสองประเทศนำมาปฏิบัติเรียกว่า "ลัทธิแธตเชอร์" ในอังกฤษ ( ค.ศ.1979-1990) และ "ลัทธิเรแกน" หรือ "เศรษฐกิจแบบเรแกน" (ค.ศ.1981-1988) โดยหลังสงครามเย็นได้มีการจัดระเบียบโลกใหม่ตามลัทธิเสรีนิยมใหม่ เรียกว่า "ฉันทามติวอชิงตัน" ซึ่งเป็นนโยบายที่สหรัฐอเมริกาผลักดันให้ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายปฏิบัติตาม ทั้งการโน้มน้าวด้วยข้อมูลข่าวสาร เช่นอบรมนักเศรษฐศาสตร์ในประเทศเหล่านี้ให้มีแนวคิดแบบเสรีนิยมใหม่หรือนีโอคลาสสิก เช่นการเปิดเสรีทางการเงิน การค้าผ่านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ เป็นต้น ส่วนอีกด้านหนึ่งโลกาภิวัตน์เกิดจากการปฏิวัติใหม่ทางเทคโนโลยี และการสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีด้านอีเลกทรอนิกส์และนิวเคลียร์ฟิสิกส์ ที่ได้ก้าวข้ามความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สมัยเซอร์ไอแซก นิวตัน สู่โลกของอีเลกทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และก้าวเข้าสู่การสื่อสารในอวกาศ ซึ่งอวกาศจะกลายเป็นศูนย์กลางของระบบสื่อสารดาวเทียม
|