วันอังคาร ที่ 22 พฤษภาคม 2550
คนรักหมาไม่ควรอ่าน (เดี๋ยวน้ำตาไหล)
Posted by
indyArt
,
ผู้อ่าน : 236
, 11:04:23 น.
| หมวดหมู่ :
beginner
พิมพ์หน้านี้
|
พอดีว่าได้รับเมล์นี้เพื่อนส่งต่อๆกันมาให้ อ่านแล้วร้องไห้เลย พี่ที่ทำงานรู้ว่าทำไหมเขาไม่เอามันไปด้วยนะ แต่เขาก็มีเหตุผลว่าคงไม่สะดวกในการที่จะพามันไปด้วย แต่ฉันก็รูสึกได้ว่าความจงรักภักดีนั้นมันมีเกินร้อย และยิ่งกว่านั้นเจ้าเป๋มันคงรู้สึกดีใจที่มีคนมารัก มาคอยเอาใจใส่หมาพิการอย่างเจ้าเป๋ มันคงคิดถึงคนนั้นที่คอยเอ็นดูมัน มันเลยไม่ยอมกินข้าว ถ้าก่อนที่เขาจะไปมีเวลาสักนิดบอกเจ้าเป๋มันหน่อยว่าเดี๋ยวกลับมาหานะ เข้าใจว่ามันต้องรู้แน่นอนหมามันฟังรู้เรื่องเพียงแต่มันพูดไม่ได้เท่านั้นเอง แต่ก็ต้องขอบคุณแทนเจ้าเป๋มันนะที่คนนั้นรักมัน และเขาก็กลับมาหาพร้อมข้าวมันไก่ "เจ้าเป๋ผู้จงรักภักดี" หลับให้สบายเถอะนะ > เด็กสองสามคน กำลังไล่ขว้างปา สุนัขตัวหนึ่ง > ให้ออกพ้นไปจากร้านอาหารที่มีคนนั่งดื่มกินอยู่...อาจฟังดูแล้ว > เป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่น่าสงสารมาก คือ สุนัขตัวนั้น ไม่ธรรมดา...
> สุนัขตัวนั้น ค่อยๆ กระเถิบหนี ด้วยการตะกายขาหน้า เพียง สองขา > ตั้งแต่ช่วงเอว สะโพก และขาหลังทั้งสองข้าง แหลก เหลว ลีบเล็ก ปราศจาก > กำลังวังชา และความรู้สึก! > ยิ่งตะกุยตะกายหนีห่างออกมาช้า ก็ยิ่งโดนหินที่เด็กๆ ขว้างปา ถูกบ้าง
> ไม่ถูกบ้าง.. > แต่จะเป็นเพราะโชค วาสนา > หรือสื่อทางจิตอะไรบางอย่างไม่ทราบได้ ทำให้สุนัขตัวนั้น > ค่อยกระเถิบ ถัดไถ มาทางรถที่ผมจอดไว้พอดี... > > หินเล็กๆ ก้อนหนึ่ง ถูกปาเฉี่ยวรถของผมไป นั่นจึงเป็นโอกาสดี
> ที่ผมจะได้ลุกออกมายืนเท้าเอว จ้องหน้าเด็กพวกนั้น... > พอเห็นท่าไม่ดี เจ้าของร้านที่เป็นผู้ใหญ่หน่อย จึงออกมาห้ามปรามลูกหลานว่า > "เฮ้ยๆ ระวังปาไปโดนรถเค้านะ..." เอ็ดลูกหลานเสร็จ ก็ไม่วายด่าว่า หมาต่อ..
> "คุณ ห่..นี่ ชอบเข้ามาขออาหาร รบกวนแขก เดี๋ยว เราทุบหัวให้ตายซะหรอก!!" > > ผมฟังแล้วก็เข้าใจ เจ้าของร้านอาหาร เห็นหมาตัวนี้ เข้าไปหาเศษอาหารในร้าน > คงไม่พอใจ เพราะมีแขกมารับประทานอาหารแล้วเป็นที่รบกวน
> แต่ถ้าเป็นสุนัขจรจัดธรรมดา วิ่งหากินได้ ก็น่าเห็นใจเจ้าของร้าน > แต่ตัวนี้ น่าสงสารเหลือเกิน มันพิกลพิการอย่างสุดๆ ไม่มีปัญญาหากินอะไรได้ > เพียงขอแค่เศษอาหารตกหล่น เพียงเล็กน้อย เพื่อต่อชีวิต และลมหายใจ
> อีกสักระยะเท่านั้น > > เจ้าหมาเหมือนรู้ ที่ผมออกมาทำท่าห้ามปรามเด็กๆ ไม่ให้ขว้างปามัน > มันมองหน้าผม และถัดคลานเข้ามานอนหมอบข้างรถ แววตาเป็นมิตร > มองดูผมเหมือนขอบคุณ > > ก่อนผมจะขับรถมาจอดที่นี่
> ผมเห็นร้านขายข้าวมันไก่ในตลาดเจ้าหนึ่ง น่ากินเหลือเกิน > จึงแวะซื้อติดรถมาด้วยกล่องหนึ่ง ตั้งใจว่าเดี๋ยวเอนหลังสักงีบ ตื่นขึ้นมาก็ > ได้เวลาเพล จะซัดข้าวมันไก่ริมทะเลให้สบายพุง > แต่เมื่อเห็นหมาตัวนี้ ความน่าสงสาร ที่พิกลพิการ
> ร่างกายที่ซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ผมคิดว่า > ผมยอมเสียสละข้าวมันไก่กล่องนี้ให้เขาจะดีกว่า... > "เจ้าเป๋...มา มากิน.." > ผมเรียก พลางยื่นวางกล่องข้าวมันไก่ที่เปิดออกแล้ว > วางไว้ใต้ต้นหูกวางข้างรถ
> เจ้าเป๋ ทำท่าเลิกลั่ก คงคิดว่าฝันไป กล้าๆ กลัวๆ แต่ก็ เมียงๆ มองๆ > อยู่อย่างนั้น ไม่กล้ากิน > ผมจึงค่อยๆ ย่องกลับเข้าไปในรถ เพื่อให้ห่างออกมาหน่อย เขาจะได้ไม่ระแวง > สักพักเดียว เจ้าเป๋ฟัดข้าวมันไก่เรียบ ทั้งๆ ที่ผมลืมเหยาะน้ำจิ้มให้มัน
> พอกินเสร็จ ก็นั่งมองหน้าผมอีก เลียปากแผลบๆ จะขอบคุณ > หรือบอกว่ายังไม่อิ่มก็ไม่ทราบได้ แต่หูกระดิกดุ๊กดิ๊กๆ > ผมมาทราบภายหลังว่าที่มันไม่กระดิกหาง > เพราะหางมันกระดิกไม่ได้ ไม่มีเส้นประสาทอะไร ที่จะสั่งการให้หางกระดิกได้แล้ว
> "เออ พอก่อน..เดี๋ยวพรุ่งนี้มาใหม่ จะซื้อมาฝากอีก.." > ผมก็พูดบอกมันไปอย่างนั้น > ไม่ทราบว่ามันจะฟังรู้เรื่องหรือเปล่า? > แต่สักพัก มันก็นอน และผมก็เผลอหลับไป > > เวลา 10 ถึง 11 โมงเช้า ผมจะมาที่นั่นทุกวัน
> และทุกวัน ก็จะเห็น เจ้าเป๋ มานั่งรออยู่แล้ว มันทำท่าดีใจ ค่อยๆ > กระเถิบเข้ามาหา เมื่อผมจอดรถเสร็จและเปิดประตูรถออก > และเมื่อเจ้าเป๋กินเสร็จ > มันก็จะนอนหมอบอยู่ใกล้ประตูรถที่ผมเปิดอ้าออก > ใต้ต้นหูกวางต้นนั้น
> > ผมได้เคยสอบถามคนกวาดถนน กวาดใบไม้แถวนั้นดู เขาเล่าเรื่องคุณเป๋ให้ฟังว่า > มันโดนรถหกล้อ ชน และทับไปบนช่วงสะโพกและขาหลังทั้งสองข้าง > เลือดนองเต็มพื้นถนน... > ไม่มีใครคิดว่ามันจะรอด มีคนลากมันไปทิ้งข้างกองไม้ริมถนน
> แต่ผ่านมาหลายวัน พวกกวาดถนนเห็นมันร้องครวญคราง จึงเอาเศษกระโหลกกะลา > ตักน้ำจืดไปวางไว้ให้ นานๆ ที มีเศษอาหารจากกล่องข้าว ปิ่นโตข้าวที่เอามากินกัน > ก็เอาไปกองทิ้งไว้ให้มัน ผ่านไปเป็นเดือน มันจึงเริ่มออกมาถัดไถ
> ไปหาเศษอาหารเองได้...ซึ่งผมสังเกตุดูตั้งแต่วันแรก > มันก็คงไม่ค่อยได้กินอะไรเท่าไหร่ เพราะผอมเหลือเกิน > > ผมไปที่นั่นอยู่นาน เป็นเดือน และคุณเป๋ ก็คุ้นเคย มันมารอรับผม > ตรงตามเวลาทุกวัน มีบางอย่าง ที่บอกให้รู้ ว่าคุณเป๋ มีความจงรักภักดี
> มีความกตัญญูและแสนรู้ไม่น้อยเลย > ทุกครั้งที่ผมนอน ผมจะรำคาญมาก เพราะจะถูกปลุกให้ตื่น จากบรรดา พ่อค้าแม่ขาย > ที่เดินกระเดียดกระจาด ขนมบ้าง ผลไม้บ้าง ข้าวเหนียวไก่ย่างบ้าง ร็อตเตอรี่บ้าง > เข้ามาเรียกให้ซื้อหา โดยไม่สนใจ ว่าผมกำลังหลับอยู่...
> จนผมรำคาญมาก และแกล้งพูดกับคุณเป๋ว่า... > "คุณเป๋เอ๊ย...แกช่วย ดุ-เอ็ด > พวกแม่ค้าขายของทีสิ..อย่าให้พวกเขามารบกวนฉัน เวลาฉันนอน..." > เป็นเรื่องน่าแปลก ผมพูดอย่างนั้นได้ วันสองวัน
> ผมก็ต้องประหลาดใจเมื่อ... > พอผมเอนตัวลงนอน ยังไม่ทันหลับดี > ผมก็ได้ยินเสียงคุณเป๋ขู่คำรามเบาๆ... > ผมเหลือบเผยอเปลือกตาขึ้นมอง... > มีแม่ค้าเดินเข้ามาใกล้รถนั่นเอง!!! > พอแม่ค้าทำท่าจะเข้ามาใกล้ๆ อีกเพื่อเรียกปลุกให้ผมซื้อของ..
> คราวนี้ คุณเป๋ ขู่คำรามดังขึ้น และแยกเขี้ยวใส่...!! > > โอ...มหัศจรรย์จริงๆ คุณเป๋มันรู้ได้ยังไง ว่าผมต้องการให้มันทำอย่างนั้น!! > > ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ได้หลับสบาย ไม่มีใครกล้ามากวนใจอีกเลย
> > คุณเป๋ อ้วนท้วนขึ้นทุกวัน บางทีผมก็ไปที่ร้านข้าวขาหมู ขอซื้อ > กระดูกหมูที่เขาเลาะเนื้อออกแล้วมาฝากมัน หมาจรจัดตัวอื่นๆ > ก็คอยมาเมียงมอง จะแย่งกระดูกคุณเป๋ แต่ยาก คุณเป๋ขู่เก่ง แยกเขี้ยว ทำตาเขียว
> คุณพวกนั้นก็หางตก ไม่กล้าเข้าใกล้ > > พวกคนกวาดใบไม้ กวาดถนน แวะเวียนเข้ามาทักทายผมบ่อย ต่างก็ชื่นชม > ที่ผมเป็นคนรักหมา ไม่รังเกียจหมาพิกลพิการอัปลักษณ์ > ผมก็ภูมิใจ และก็ดีใจที่อย่างน้อย คุณเป๋
> ก็รอดตายมาจากคนใจบุญกลุ่มหนึ่ง.. > คนกวาดถนน ที่ลำบากยากไร้ > ตัวเขาเองก็หาเลี้ยงตัวเองแทบไม่พอกิน > แต่ก็ยังมีเมตตา ต่อเพื่อนร่วมโลกที่กำลังลำบาก เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน > ตามมีตามเกิด > เขาเคยพูดกับผมว่า หากบ้านเขาพอมีสตางค์ เขาก็จะเอามันไปเลี้ยงเหมือนกัน
> เขาพูดว่า... > "ดีนะที่มันได้คุณมาเลี้ยงดูมัน ถึงมันจะโชคร้ายอย่างไร มันก็ยังมีบุญ > ที่ได้มาเจอคุณ...." > > จากนั้นไม่นานนัก ผมก็เสร็จสิ้นภาระกิจ ที่ระยอง > และงานต่อไป ก็ต้องไปทำต่อในจังหวัดที่ห่างไกลจากระยอง
> ไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตร > ก่อนไป ผมได้ฝากคุณเป๋ ไว้กับคนกวาดถนน > ให้เขาช่วยเมียงมองมันบ้าง มีเศษอาหารเศษน้ำดื่ม ก็ช่วยเอามาทิ้งให้มัน > เพราะคงอีกนานมาก ที่ผมจะได้กลับมาหามันอีก... >
> วันสุดท้ายที่ผมจะจากมันไป ผมไม่ได้บอกร่ำลามันเลย > เพราะไม่รู้ว่ามันจะเข้าใจหรือเปล่า? และวันนั้นก็ยุ่งมาก > ต้องสะสางงานเก่าเยอะแยะไปหมด > > เวลาผ่านไปถึงสองเดือนเศษ... > ผมจึงได้มีโอกาส กลับไปที่นั่นอีก
> หลังจากทำธุระเรียบร้อย ก็ไม่ลืมซื้อข้าวมันไก่ และขอเศษกระดูกหมู > จากร้านเจ้าประจำ ตั้งใจจะเอาไปฝากเจ้าเป๋ ให้กินกันให้เต็มอิ่ม... > > ผมจอดรถที่เดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก สำหรับหาดสวนสน
> คลื่นทะเล ยังคงซัดสาด แผ่วเบา สายลมยังคงโชยเฉื่อย > พัดกลิ่นไอทะเลให้ได้รับรู้ > ผมเริ่มสอดส่ายสายตา มองหาคุณเป๋.. > เดินไปดูตามกองไม้ มองเข้าไปตามร้านอาหาร... > เดินดุ่มๆ เมียงมอง ชะเง้อหาอยู่พักใหญ่
> ก็มีเสียงดังเนิบๆ มาจากข้างหลังว่า... > "คุณมองหาคุณเป๋หรือ?..." > ผมหันกลับมา อ๋อ คนกวาดถนน คนนั้นเอง > "คุณไม่ต้องหาแล้วหล่ะ.." เขาพูดต่อ > "คุณเป๋ มันตายแล้ว....."
> "หา....ว่าไงนะ..?" ผมถาม เหมือนได้ยินไม่ค่อยถนัด > "คุณเป๋ มันตายได้ เกือบเดือนแล้ว..." > > "ตั้งแต่คุณไป มันมานั่งรอคุณทุกวัน รออยู่ใต้ต้นหูกวางต้นนั้น > ไม่ยอมไปไหนเลย....ก่อนที่มันจะตาย ฝนตกมาก มันนอนซม
> อยู่อย่างนั้น ข้าวปลาไม่กิน...." > > "ฉันเอามันฝังอยู่ใต้ต้นหูกวางนั่นแหละ นั่นไง ดินยังฟูๆ > อยู่เลย......" > > ข้าวมันไก่ และ กระดูกหมู ถูกวางไว้อย่างดี ใต้ต้นหูกวางนั้น
> ผมขับรถกลับด้วยใจที่แสนจะหดหู่ ปล่อยน้ำตาให้ไหลอาบแก้มเป็นทาง > แต่คราวนี้ ก่อนจะมา ผมได้บอกคุณเป๋ไว้แล้วว่า... > > "คุณเป๋ แกไม่ต้องรอฉันอีกแล้วนะ กินข้าวซะ กินกระดูกหมูซะ...กินให้อิ่ม
> แล้วหลับให้สบาย หากชาติหน้ามีจริง ขอให้แก > ได้เกิดมาเป็นเพื่อนกับฉันอีก...." > > -- > หัวใจไม่ไร้เท่าใบพุทรา > ******* ขอบคุณประเทศไทย ********
|