วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม 2551
เสี่ยบุญหลาย ตัวไม่เหมือนใคร แต่หัวใจไม่ได้พิการ
Posted by
indyArt
,
ผู้อ่าน : 276
, 11:55:10 น.
| หมวดหมู่ :
beginner
พิมพ์หน้านี้
|
หนังสือเล่มนี้มีคุณค่าหลายคุณูประการ อยากให้ไปหาซื้อมาอ่านกันดูน่ะค่ะ ภายในเล่มมีเรื่องราวอีกหลายๆเรื่องที่มีคุณค่า และน่าสนใจทีเดียว บุญหลายก็เป็นอีกบุคคลที่เราควรรู้และนำเรื่องของเขามาใช้เป็นเครื่องเตือนใจตัวเอง "อย่าลืมติดตามชม เรื่องของบุญหลายในรายการ" "ฅน ค้น ฅน " วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม 2551 นี้ เวลา 22.00 น. หลังรายการ "ข่าวค้น คนข่าว" อย่าลืมติดตามดูกันน่ะค่ะ ดิฉันมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับรายการแต่เห็นว่าเป็นรายการที่ดีที่ควรสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง และขอให้ทีวีบูรพาอยู่คู่กับพวกเราไปตราบนานเท่านานผลิตรายการดีดีมีคุณภาพให้เราได้ดูได้ชมกันตลอดไป 



ภาพประกอบจากนิตยสาร ฅ ฅน
ท่ามกลางความขาดพร่องของร่างกาย แต่หัวใจของเขายังแย้มยิ้มอยู่เสมอ
แม้เขาไม่เคยรู้จักเขตการค้าเสรี ไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษาเช่นเด็กทั่วไป ด้วยเพราะเกิดมาไม่สมประกอบ แต่ บุญหลาย พ่อค้าเร่แห่งบ้านหนองเลิงคำ กลับไม่เคยย่อท้อในความไม่สมบูรณ์ของตัวเอง ตรงกันข้ามเขากลับมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ และเป็น เสี่ย ที่หลายๆ คนรักใคร่ซะด้วย. . .
บนถนนเส้นเล็กๆ แห่งบ้านหนองเลิงคำ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ชายหนุ่มคนหนึ่งปั่นจักรยานท่ามกลางความมืด สองขาลีบเล็กผิดรูป ถีบบันไดรถขึ้นลงด้วยความรวดเร็ว ขณะที่แขนข้างหนึ่งยกขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลโซมกายเป็นร ะยะ ผิดกับศีรษะและสายตาที่จ้องมองพื้นถนนมากกว่าเส้นทาง เบื้องหน้า
"หลือ... หลือ... เหลืออีก สิ... สิ... สิบกิโลฯ ก็ถึงแล้ว" ชายหนุ่มบอก
จะมีเหตุผลสักกี่ข้อที่มนุษย์คนหนึ่งจะตื่นขึ้นมาตอน ตีสาม เพื่อปั่นจักรยานไม่มีเบรกทุกวัน วันละ 12 กิโลเมตร ทว่าผู้คนแทบทั้งอำเภอเลิงนกทา รู้ดีว่านี่คือ การบินออกจากรังไปหากินของลูกนกปีกหักตัวหนึ่ง
ทองฉัน บุญแสง หญิงชาวนา วัย 54 ปี บอกเล่าเรื่องราวของ บุญหลาย หรือ โชติ ลูกชายคนสุดท้องให้ฟังว่า เมื่อ 25 ปีก่อน หลังให้กำเนิดลูกคนนี้มาเพียงเจ็ดวัน ทารกน้อยก็เกิดอาการชัก ตัวเกร็ง ซีดเหลือง กัดฟันแน่น เมื่อพาไปพบแพทย์หลายๆ ที่ทั้งในอำเภอบ้านเกิด และจังหวัดใกล้เคียง กลับไม่มีแพทย์คนใดเลยที่สามารถบอกได้ว่าลูกของเขาเป ็นโรคอะไร ทั้งยังไม่สามารถรักษาอาการดังกล่าวให้หายขาดได้ ทำให้บุญหลายมีอาการชักเช่นนี้อยู่เนืองๆ
เด็กชายบุญหลายเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความยากจนข้นแค้น ของครอบครัว นอกเหนือจากการรับจ้างทำนา ทองฉัน และอ่าง บุญแสง ผู้เป็นสามี ยังต้องไปขายถ่านเป็นรายได้เสริมเพื่อนำมาแลกกับค่าน มกระป๋อง รวมทั้งค่ารักษาลูกชายทั้งในทางการแพทย์และไสยศาสตร์
กระทั่งบุญหลายอายุได้ 12 ปี เกิดอาการชักขึ้นอีก ประกอบกับสมัยนั้น โรงพยาบาลที่คิดว่าน่าจะทันสมัยที่สุดและดีที่สุดในอ ำเภอ ได้ถือกำเนิดเกิดขึ้น แพทย์จากโรงพยาบาลเลิงนกทาจึงได้พิพากษาอาการที่เกิด กับบุญหลายนั้นคือ "โรคพิการทางสมอง"
นอกจากเรื่องอาการชักที่ติดตัวมาแต่กำเนิด บุญหลาย ยังมีพัฒนาการและการเคลื่อนไหวทางร่างกายที่ช้ากว่าเ ด็กคนอื่น สองขาที่เล็กลีบ รวมทั้งสมองที่สั่งการช้ากว่าปกติ ทำให้เขาเดินเหิน และสื่อสารกับคนทั่วไปได้ไม่สะดวกนัก ง่ายๆ ว่าในวันที่เพื่อนๆ รุ่นเดียวกันกำลังวิ่งเล่นและเข้าเรียนชั้นประถม เด็กน้อยผู้ด้อยวาสนาคนนี้ยังเดินไม่ได้เลย
ทันทีที่ บุญหลาย เดินได้ในวัยแปดขวบ ทองฉัน ตัดสินใจนำลูกชายเข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนในหมู ่บ้าน ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปเพียงเจ็ดวัน ครูใหญ่ของโรงเรียนก็มาหาที่บ้าน บอกว่าไม่สามารถให้บุญหลายร่วมชั้นเรียนได้ เพราะเขาไม่ยอมหยุดเดินในขณะเรียน ครูว่าก็ไม่ยอมนั่ง ทำให้เพื่อนๆ ในห้องไม่ได้เรียน
หลังลูกชายสิ้นสุดชีวิตการเป็นนักเรียนแค่เพียงเจ็ดว ัน ชาวนาการศึกษา ป.4 อย่างทองฉันก็หันมาสอนหนังสือขั้นพื้นฐานให้ลูกเอง เท่าที่ความรู้ความสามารถจะเอื้ออำนวย โดยใช้เวลาตอนกลางคืนหลังกลับจากทำนา
"เขาเขียนหนังสือไม่ได้ ถึงตอนนี้ก็ยังเขียนไม่ได้ ถ้าลองให้เขียนชื่อตัวเองนี่ คือเต็มหน้ากระดาษเลยนะ เพราะมือเขาแข็งเกร็ง ไม่ใช่แค่เรื่องการเขียนนะ แต่เรื่องการสะกดคำหรืออะไรที่เกี่ยวกับตัวอักษรนี่ห ัวเขาจะไม่รับแล้วก็ไม่สนใจเลย"
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความไม่สมบูรณ์ กลับมีบางสิ่งบางอย่างที่บุญหลายพอจะเข้าใจมันได้อย่ างรวดเร็ว และสิ่งนั้นก็กลายเป็นพื้นฐานที่ทำให้เขาหาเลี้ยงชีพ และยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองได้อย่างทระนงองอาจ ทั้งๆ ที่ชีวิตอาจไม่ได้โสภาสง่างามมากนัก
พ่อค้าหนุ่ม
ปัจจุบัน "บุญหลาย" อยู่ในวัยเบญจเพส หากแต่การรับรู้ของเขาน่าจะมีอายุแค่ไม่กี่ปี แต่เขากลับมีกิจการเล็กๆ ของตัวเอง ด้วยการรับซื้อพืชผักต่างๆ เช่น พริก กระเทียม มะนาว หัวหอม ฯลฯ มาตระเวนขาย เขาเรียนรู้วิชาทำอยู่ทำกินจากบุพการี สมัยเมื่ออายุได้ 14 ปี และยึดเป็นอาชีพนับแต่นั้นมา
ก่อนหน้านี้ บุญหลายช่วยพ่อแม่ขายผักได้สองสามปี ก็เริ่มหันมารับซื้อของเก่าจำพวกลวดทองแดง เศษเหล็กตามหมู่บ้าน โดยช่วงแรกนั้นเด็กชายยืมเงินพี่มาลงทุน ครั้นทำได้ไม่กี่ปีหนี้สินดังกล่าวก็หมดไป กระทั่งเริ่มมีเงินก้อนแรกเป็นของตัวเอง
"แรกๆ เขาไปขายเอาเปอร์เซ็นต์ก่อน เจ้าของคอยเก็บตังค์อย่างเดียว เสร็จแล้วก็จะแบ่งกำไรให้บุญหลาย ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอก มารู้อีกทีตอนที่เถ้าแก่เขาเอาเงินมาให้ เขาเอาเงินมาให้ทีเดียว 20,000 บาท แล้วบอกเงินของบุญหลาย เราเห็นก็งง ไม่กล้ารับเงิน เถ้าแก่เขาก็เลยอธิบายให้ฟัง เลยรู้ว่าเป็นของเขาจริง"
ทองฉันเล่าต่อว่า เถ้าแก่พวกนี้รักบุญหลายกันทุกคน พวกเขาบอกว่าบุญหลายเป็นคนซื่อสัตย์ ขยันทำงาน แล้วก็ไม่เคยโกงเงินแม้แต่บาทเดียว อย่างเงินสองหมื่นเถ้าแก่เขาก็เก็บสะสมไว้ให้ เพราะบางทีบุญหลายเขาขายของเสร็จ เขาก็ลืม ไม่ได้เอาตังค์ เถ้าแก่เลยเก็บเป็นก้อนเอาไว้ให้
หลังจากทำไปได้ราวสี่ปี กิจการของเขาก็ประสบกับภาวะซบเซา เนื่องจากมีคนอื่นหันมาทำกันมากขึ้น บุญหลายจึงเบนเข็มหันมาขายผักในตลาดแทน
ทุกๆ วัน ชายหนุ่มจะตื่นนอนก่อนไก่ขันตั้งแต่ตีสาม แล้วปั่นจักรยานออกไปคนเดียวท่ามกลางความมืด เป็นระยะทาง 12 กิโลเมตร เพื่อเลือกซื้อของจากพ่อค้าขายส่งในตลาด แล้วนำไปขายปลีกตามหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งแม้สินค้าของบุญหลายอาจไม่ได้ขายดีแบบเทน้ำเทท่า แต่ก็ไม่มีสักครั้งทีจะมีของเหลือติดตัวกลับมาบ้าน หากเขาไม่ได้ตั้งใจนำกลับมาให้ญาติพี่น้อง
"มอ สระอี นอ กระเทียม มอ สระอี นอ บักนาว (มะนาว) มาแล้ว หะ... หะ... ห้าหน่วยสิบบาท เร็วว..."
พ่อค้าหนุ่มลูกอีสานผู้อยู่ในทรงผมแบบบรูซ ลี กำลังป่าวประกาศเสียงดังถึงสินค้าที่อยู่ท้ายจักรยาน ซึ่งนอกจากจะสะกดคำผิดแล้ว ดูเหมือนคำว่ามะนาวกับกระเทียมของเขาจะเขียนเหมือนกั นอีกต่างหาก

สาเหตุที่สินค้าของบุญหลายขายดีจนหมดเกลี้ยงทุกวัน ไม่ได้เป็นเพราะความเห็นอกเห็นใจของผู้ซื้อ แต่ยุทธวิธีการขายแบบไม่เอากำไรมาก เน้นขายได้เยอะๆ คือ ขายถูกกว่าราคาตลาดเกือบทั่วตัว ลูกค้าส่วนใหญ่จึงหันมาซื้อของของเขา เพราะมันถูกกว่า พูดง่ายๆ ว่า กินน้อยๆ แต่กินนานๆ กินได้ตลอด
"กำไรนิดๆ หน่อยๆ ก็พอแล้วไม่ต้องเอาม่า... ม่า... มากหรอก บางคนสนิทกัน ผมก็ถุ... แถมให้เขาบ้าง ขายแบบนี้ คนเขาก็ซื้อเราเยอะ ไม่ต้องใช้เวลานา... นา... นานก็หมด"
นอกจากวิธีถูกเข้าว่า บุญหลายยังใช้วิธีการสับเปลี่ยนสินค้าไปตามราคาของตล าด เขาจะสำรวจราคาของอยู่ตลอดเวลาว่าช่วงไหนผักหรือผลไม ้แต่ละชนิดมีราคาเท่าใด เพื่อที่จะนำสินค้าราคาถูกมาขายในช่วงนั้น ซึ่งวิธีการนี้ทำให้เขาไม่ต้องประสบภาวะข้าวยากหมากแ พงดังเช่นพ่อค้าคนอื่นๆ เพราะไม่วาราคาข้าวของจะขึ้นลงยังไง ยอดขายและกำไรของเขาก็ยังคงอยู่เท่าเดิม
"ผมว่าคนสมองดีๆ อย่างเราๆ นี่ยังทำงาน ยังขยันสู้เขาไม่ได้เลยนะ ของเรานี่ยังเหลือ ของเขาขายหมดทุกวัน คนที่นี่บางคนเห็นเขาขยันทำงานขายของหมด มีเงินมีทอง ทั้งๆ ที่ร่างกายไม่ดี ก็เลยแซวแล้วก็เรียกเขาติดปากว่า เสี่ยบุญหลาย แล้วที่เป็นเสี่ยอีกอย่าง คือ ความที่บุญหลายชอบเลี้ยงคนอื่น ใครแถว บขส. อยากกินอะไรเขาก็เลี้ยง หรือเวลามีเทศกาล งานประจำปี เขาก็มักจะซื้อลูกอมเป็นถุงไปหว่านแจกที่หน้าเวทีเลย ทั้งเด็กๆ และคนแถวนั้นก็จะแย่งกันเก็บ" วิเชียร เนาวนิตย์ พ่อค้าขายส่งผักในตลาดลำไย อำเภอเลิงนกทาบอกเล่าที่มาของฉายา เสี่ย ที่ชาวเลิงนกทามอบให้กับบุญหลาย
นอกจากน้ำใจที่แผ่เผื่อไปถึงเพื่อนมนุษย์นอกบ้านแล้ว พ่อค้าหนุ่มรู้ดีว่าการดูแลคนอื่นจะไม่มีประโยชน์ หากคนที่บ้านไม่เคยได้รับสิ่งดีๆ จากเขา
"ทุกวันเขาจะซื้อกับข้าวมาให้เรา บางทีก็ซื้อขนมติดไม้ติดมือมาให้หลานๆ ยิ่งถ้าช่วงต้นเดือนเขาจะซื้อของกินของใช้มาเป็นลังเ ผื่อเอาไว้เลย ก็จะมีพวกมาม่า ปลากระป๋อง ไข่ไก่ แฟ้บ น้ำยาล้างจาน แล้วเขาไม่ได้ซื้อให้แต่พ่อกับแม่นะ พี่และญาติคนอื่นๆ เขาก็ซื้อให้ด้วย" ทองฉันเล่าถึงวัตรปฏิบัติของลูกชายด้วยใบหน้าปลาบปลื ้ม

ตลอดเวลาที่ผ่านมา บุญหลายมีท่ารถบขส. เป็นบ้านหลังที่สอง มันเปรียบได้กับอาณาจักรส่วนตัวและโลกอีกใบหนึ่งของเ ขา แม่ค้าในท่ารถ บขส. เล่าว่า เมื่อสิบปีที่แล้วบุญหลายจะปรากฎตัวพร้อมจักรยานคู่ช ีพที่ไม่มีทั้งโซ่และเบรก โดยบุญหลายจะนั่งบนเบาะ แล้วค่อยๆ เอาขายันมันมาจากบ้าน ซึ่งการกระทำของเขาสร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กั บบรรดาแม่ค้าแถวท่ารถ ก่อนจะกลายเป็นมิตรภาพ และความสนิทสนมในเวลาต่อมา
"เมื่อก่อนแกจะมาเก็บขยะ เก็บกระป๋องไปขาย ยังจำได้ว่าแกจะมาพร้อมกับจักรยานที่ไม่มีโซ่ แกยันไม่ได้ถีบมา เรายังหัวเราะกับเพื่อนเลยว่าจะเอาจักรยานมาด้วยทำไม ถ้าต้องยันมาอย่างนี้ สู้เดินมาไม่ดีกว่าหรือไง"
แทบทุกวัน หลังบ่ายโมง หากใครต้องการพบบุญหลาย เป็นอันรู้กันว่าให้ไปหาตัวได้ที่ท่ารถ บขส. ที่นี่ชายหนุ่มจะทำตัวตามสบาย ยิ้มแย้ม แจ่มใส ซึ่งหากว่างจากการโบกรถให้ผู้โดยสาร เขาก็จะไล่แซวหยอกล้อกับพ่อค้าแม่ค้าแถวนั้นอย่างสนุ กสนานเป็นกันเอง นอกจากจะมาโบกรถและไล่แซวแม่ค้าจนกลายเป็นความบันเทิ งของชีวิต บุญหลายยังมาที่นี่เพื่อจะนั่งรถโดยสารออกไปดูโลกกว้ าง บ่อยครั้งที่เขามักขอติดรถไปเที่ยวยังจังหวัดอื่นๆ
บุญหลายเป็นหนุ่มชอบเที่ยว โดยไม่เคยปล่อยให้อุปสรรคทางร่างกายมาขัดขวางความต้อ งการของตัวเอง เขาออกเดินทางมาแล้วหลายจังหวัด เช่น กรุงเทพฯ ที่สวนจตุจักร สนามหลวง หมอชิต โคราช วัดบ้านไร่ไปทำบุญ งานพืชสวนโลกที่เชียงใหม่ก็ไปมาแล้ว ซึ่งเวลาเดินทางแต่ละครั้งเขาจะพกเงินไปเองครั้งละ 1,000-1,500 บาท ซึ่งเป็นเงินของเขาเองติดตัวไปด้วย
"เขาบอกว่าเขาคงจะดีใจมากถ้าแม่ได้ไปเที่ยวกับเขา เพราะเขาอยากให้แม่ได้เห็นเหมือนที่เขาเห็น" ทองฉันเล่าถึงความฝันลึกๆ ของลูกชายที่มีต่อตนเอง
ท่ามกลางลมหายใจและเวลาชีวิตที่น้อยลงทุกวัน มนุษย์ที่มีศักยภาพอันสมบูรณ์บางจำพวกกลับไม่กล้าแม้ แต่จะลุกขึ้นมาใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการ แต่สำหรับบุญหลาย หนุ่มลูกอีสานคนนี้เลือกที่จะออกไปใช้ชีวิตตามแรงปรา รถนาของหัวใจ แม้ชีวิตอาจจะไม่ได้มีแต้มต่อใดๆ เลยก็ตาม
ข้อมูลจากและภาพประกอบจาก นิตยสาร ฅ ฅน ปีที่ 3 ฉบับที่ 9 (33) เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2551
|