พิมพ์หน้านี้
|
ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านค่ะ เป็นสมาชิกใหม่ของ oknation.net หมาดๆ เพราะแอบตามพี่ชายที่เขียนบล๊อคอยู่ที่นี่มาค่ะ ตอนแรกที่จะสมัครสมาชิกก็อยากจะแค่ คอมเม้นท์ที่บล๊อคของพี่เขานั้นแหละ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว สมัครแล้วทั้งทีก็เลือกสมัครแบบเขียนบล๊อคด้วยเลยดีกว่า ตั้งใจว่า ที่นี่ ดิฉันจะเขียนเล่าเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของดิฉันที่ประเทศสเปน ประสบการณ์ทั้งที่ฮาน้ำตาเล็ด และเซ็งจนน้ำเล็ดเช่นกัน ก็...ค่อยๆ ติดตามกันไปนะค่ะ สำหรับเรื่องเล่าเมืองกระทิง 2 ตอนแรกที่จะเอามาลงบล๊อคนี้ เป็นเรื่องที่เขียนไว้สำหรับลงแม็คกาซีนเล่มหนึ่งที่ติดต่อมา (เป็นแม็คกาซีนหัวใหม่ค่ะ ยังไม่เปิดตัวเลย) แต่พอดีว่าทางแม็คกาซีนเล่มนั้นเกิดมาความเปลี่ยนแปลงอะไรก็ไม่ทราบได้ สองต้นฉบับที่เขียนเสร็จแล้วก็เลยนอนนิ่งเป็นไฟล์อยู่ในคอมพิวเตอร์ที่บ้านเฉยๆ ดังนั้น...เขียนแล้ว สมองแล่นแล้ว จะให้มันไปนอนเฉยๆ นี่ถือว่าเปลืองพลังงานของดิฉันไปโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้น...เอามันมาลงไว้ที่นี่แหละ
มาค่ะ เกริ่นมาซะยาว....เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า
ก่อนที่จะมาอยู่ที่สเปนตอนอยู่เมืองไทยก็มีหน้าที่การงานเป็นนักข่าวหัวเห็ด (แล้วทำไมต้องหัวเห็ด) ให้กับนิตยสารคอมพิวเตอร์ฉบับหนึ่ง และเพราะการทำงานให้กับนิตยสารคอมพิวเตอร์ฉบับนั้นแหละค่ะ ที่ทำให้ชีวิตของดิฉันต้องเปลี่ยนแปลงไปเมื่อ.... ถูกส่งมาทำข่าวที่ประเทศสเปน เพราะนอกจากจะเป็นการเดินทางออกนอกประเทศไทยคนเดียวและครั้งแรกในชีวิตแล้ว การเดินทางครั้งนั้นก็เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ดิฉันต้องตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต ใช่ค่ะ ดิฉันได้พบกับสามีที่นี่ (แต่เรื่องตำนานรักขอไม่เล่านะค่ะ จะเก็บไว้วิ้งๆ กันสองคน อิอิ) และนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ดิฉันต้องมาใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองเล็กๆ นามว่า Alicante เมืองริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แห่งประเทศสเปน หลายๆ คนรู้จักประเทศสเปนในนามของแดนกระทิงดุ ดิฉันเองก็เช่นกัน สมัยก่อน เวลาดูข่าวกีฬาช่วงเวลาที่เสนอข่าวฟุตบอลในศึกนัดต่างๆ ที่มีทีมสเปนลงแข่งขัน ผู้ประกาศมักจะพ่วงท้ายคำว่า "ทีมจากแดนกระทิงดุ" ไปด้วยเสมอ อย่างในฟุตบอลโลกก็เช่นกัน ทีมชาติของสเปนกลายเป็นทีมกระทิงดุไปซะอย่างนั้น แต่เมื่อได้มาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ดิฉันกลับได้เรียนรู้ว่า คำว่า "กระทิงดุ" ช่างเป็นคำจำกัดความ ที่ห่างไกลเกินจริงเสียเหลือเกิน (ยกเว้นเรื่องเดียว เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังวันหลัง เกริ่นอยากให้เอาไว้ก่อน หุหุหุ) เพราะด้วยอุปนิสัยใจคอของคนสเปนแล้ว แทบจะไม่แตกต่างกับคนไทยเลย สนุกสนาน เฮฮา รื่นเริ่ง เอะอ๊ะอะไรก็ปาร์ตี้ไว้ก่อน ที่เห็นได้ชัดมากๆ ก็จากปฏิทิน ที่มีสัญลักษณ์อักษรสีแดงซึ่งหมายถึง วันหยุดราชการ แทบจะทุกเดือน บางเดือนมีมากกว่าหนึ่งวันซะด้วยซ้ำไป อาจารย์ที่โรงเรียนสอนภาษาเคยเล่าให้ฟังว่า "ที่คนต่างชาตินิยมย้ายมาอยู่และทำงานที่สเปน งานนี้ก็ขำๆ กันไป คนสเปนจะเป็นมิตรกับคนทุึกคน เจอหน้ากันก็จะทักทายด้วยคำว่า ¡Hola! (โอ๊ะลา) ถ้าเป็นคนรู้จักก็จะตามด้วยการเอาแก้มแนบแก้ม ซ้ายหนึ่งที ขวาหนึ่งที แล้วก็จะตามมาด้วยการโอภาปราศัยกัน แต่ไอ้ความเฟรนด์ลี่จนบางครั้งมันก็มากเกินไป ของคนสเปนนี่แหละ ที่ทำให้ดิฉันอยากร้องกรี๊ดๆ อาจเป็นเพราะชีวิตทั้งชีวิตที่เติบโตมาในกรุงเทพ เวลาทุกนาทีคือ สิ่งมีค่า จะเดินจะวิ่งอะไรล้วนแล้วแต่เร่งด่วน และด้วยหน้าที่การงานที่ทำให้ดิฉันกลายเป็นคนไฮเปอร์ไปโดยไม่รู้ตัว แต่พอมาอยู่ที่นี่ทุกอย่างมันเปลี่ยนไป คนไฮเปอร์อย่างดิฉันเหมือนกับปลาช็อคน้ำเลยค่ะ ยกตัวอย่างเช่น.... การไปธนาคาร สิ่งหนึ่งที่ควรเตรียมใจไว้ตั้งแต่ยังไม่ก้าวขาออกจากบ้าน คือ ทำใจ เพราะคุณรอนานแน่ๆ ธนาคารที่นี่มีเค้าท์เตอร์อยู่ประมาณ 3 เค้าท์เตอร์ (อาจมีมากน้อยกว่านี้ก็ แต่ที่เคยเห็นมาที่เมืองที่ดิฉันอยู่จะมีประมาณนี้ค่ะ) แต่เค้าท์เตอร์ที่เปิดทำการ มีพนักงานนั่งอยู่มักจะมีอยู่ไม่เกินสอง และหนึ่งในสองมักจะง่วนทำงาน อะไรอยู่ก็มิทราบได้ ไม่รับทำธุรกรรมใดๆ จากลูกค้า (เอ...หรือจะเป็นคราวเคราะห์ของดิฉันเองก็มิทราบได้ ไปธนาคารทีไรเจอแบบนี้ทุกทีเลยค่ะ ปกติแล้วเค้าอาจจะเปิดเค้าท์เตอร์ทุกเค้า์ท์เตอร์ทำงานกันอย่างแข็งขันก็ได้นิ๊) ดังนั้นจึงเหลือเพียงหนึ่งเค้าท์เตอร์ที่เปิดบริการให้กับประชาชนที่ต่อแถวยาวเฟื้อย ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้สูงอายุที่ถนัดกับการไปเบิกเงิน ถอนเงิน และทำธุรกรรมอื่นๆ กับทางเจ้าหน้าที่มากกว่าที่จะใช้บริการจากเครื่อง ATM ปกติแล้วดิฉันเองก็ชอบที่จะใช้บริการจากเจ้าตู้ ATM นี่แหละค่ะ เบิกเงิน ถอนเงิน รวมถึงอับเดทสมุดบัญชี แต่บางครั้งหากต้องการจะโอนเงินกลับประเทศไทยหรือจ่ายเงินค่าเล่าเรียน ก็จำเป็นที่จะต้องไปจ่ายกับทางเจ้าหน้าที่หน้าเค้าท์เตอร์
เหล่าเจ้าหน้าที่ก็จะทำงานกันไปตามสเต็ปไม่ต่างกับที่เมืองไทยค่ะ แต่บางครั้งเมื่อลูกค้าที่มาใช้บริการบังเอิญเป็นคนรู้จักหลังจากนั้นก็จะมีการทักทาย ไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบกันเกิดขึ้น ถามไถ่กันไปจนถึงสมาชิกทุกคนในครอบครัว คนนั้นสบายดีไหม คนนี้ทำงานอะไรอยู่ ฯลฯ คนที่ต่อแถวรอก็รอไปค่ะ จากแถวที่ขยับไปเรื่อยๆ กระดึบๆ พอคุณพี่ทั้งสองหยุดพักทักทาย แถวก็หยุดนิ่งลง จากที่บอกตัวเองมาตลอดว่า "อีกเดี๋ยวก็ถึงคิวเราแล้ว" มันก็หายวั๊บไปทันที กลายเป็นความเครียดปนความฉงนก็เข้ามาแทนที่ การที่ต้องยืนรออยู่เฉยๆ แล้วมองคุณพี่ทั้งสองคุยหัวร่อต่อกระซิกกัน โอ้ย...มันอะไรกันนี่ ที่นี่ธนาคารนะ ไม่ใช่ร้านกาแฟ!!! ทีนี้เลยเครียดหนักจนถึงขั่นต้องเอ่ยปากถามสามีว่า
"เขาทำเสร็จแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมลูกค้ายังไม่ไปอีกนี่มีคนรออยู่อีกตั้งเยอะ" เขารู้จักกันน่ะ ก็เลยทักทายและถามถึงคนอื่นที่รู้จัก สามีตอบกลับมานิ่งๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หึ้ย...มีแบบนี้ด้วย? ดวงตาของดิฉันเบิกโพล่งเท่าไข่ไดโนเสาร์ ยินดีต้อนรับสู่ประเทศสเปน สามีตอบกลับมายิ้มๆ
ในระหว่างนั้น ดิฉันก็มองไปที่ลูกค้าท่านอื่นที่ยืนรออยู่กันอย่างสงบนิ่ง เอ่อ...แปลกดีนะ ทุกคนใจเย็นกันมากๆ ยืนรอได้โดยไม่มีปฏิกิริยาอะไร มีดิฉันคนเดียวนี่แหละที่ลุกลี้ลุกลนฟึดฟัด "โอ้ย...นี่ถ้าเป็นที่เมืองไทยไม่มีทางที่จะรอนานเกิน 30 นาที ไม่รู้คุณพี่ทั้งสองจะคุยอะไรกันหนักกันหนา ทำไมไม่เกรงใจลูกค้าท่านอื่นที่ยืนรอกันอยู่บ้าง" ในหัวมีประโยคเหล่านี้ดังกึกก้องไปหมด แต่...ก็ได้แต่ปล่อยให้มันดังกึกก้องอยู่ในหัว ไม่ได้ร้องตะโกนหรือเดินไปสะกิดคุณพี่ทั้งสองท่านแต่อย่างใด ก็นะ...หนึ่งก็กลัวโดนตืบ สองก็คือ คนอื่นเขายังรอได้เราก็ต้องรอได้ (แบบจำใจ) หลังจากที่เวลาล่วงเลยไปพอสมควร คุณพี่ทั้งสองก็เอ่ยคำลา แถวที่มีลูกค้าต่ออยู่อย่างยาวเฟื้อยก็ได้เริ่มต้นขยับอีกครั้ง มันช่างเป็นจังหวะการขับเคลื่อนที่ดิฉันรอคอยเสียจริงๆ
ก็ได้แต่บอกตัวเองว่า... "เอาน๊า....คนอื่นเขายังรอกันอย่างไม่สะทกสะท้านได้ ดิฉันก็ต้องทำได้ มันอาจเป็นการพิสูจน์จากพระเจ้าอีกอย่างหนึ่งถึงความอึด ความอดทนสำหรับคนที่จะมาใช้ชีวิตอยู่ที่แดนกระทิงแห่งนี้ก็เป็นได้" การไปไปรษณีย์ มันไม่ต่างอะไรกับการไปธนาคารเลยค่ะ "กรุณาทำใจก่อนย่างเท้าเข้าประตู" <== มันควรจะเป็นประโยคบอกเล่าที่เขาควรจะติดไว้ที่ด้านหน้าของทางเข้าจริงๆ ช่องให้บริการมีไม่ต่ำกว่า 5 ช่อง และ 1 ช่องที่เปิดให้บริการสำหรับไปรับกล่องพัศดุ แต่ว่า...ช่องบริการทั่วไปที่ให้บริการส่งจดหมาย, จ่ายค่าน้ำ ค่าไป ค่าโทรศัพท์ และสารพัดค่าต่างๆ รวมถึงบริการ Western Union และจำหน่ายสินค้าที่ใช้ในการส่งจดหมาดและพัศดุ มันมีเพียงแค่ 1 ช่องเท่านั้นค่ะ อีก 4 ช่อง จะมีไว้ทำไม หากไม่เปิดให้บริการ และเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการก็จะมีเพียงหนึ่งท่านเช่นกัน คงจะไม่เป็นไร หากเจ้าหน้าที่มีอาการมือเป็นลิง แต่...มันไม่ใช่เช่นนั้นน่ะสิค่ะ คุณลุงเจ้าหน้าที่ใจเย็นมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ใจเย็นขนาดที่ว่า ถ้ามีคนเอาระเบิดมาวางไว้เขาคงจะค่อยๆ เดินออกไป โดยไม่มีอาการตื่นตะหนก จริงๆ นะ ดิฉันเชื่ออย่างนั้นจริงๆ ล่าสุดดิฉันไปส่งจดหมาย จะส่งธรรมดาเลยค่ะ ไม่ได้ลงทะเบียนแต่อย่างใด ก่อนย่างขาเข้าไปก็ทำใจไว้แล้วแต่เนินๆ แต่....ถึงแม้ว่าจะทำใจแล้ว แต่ก็เครียดอีกจนได้ ประชากรที่ยืนรออยู่ภายในนั้นมีจำนวนอยู่ประมาณ 20 คน (เดาเอาค่ะ ไม่ได้นับอย่างเป็นทางการ) เข้าไปถึงก็ถามไถ่ว่าใครเป็นคนสุดท้าย เนื่องจากดิฉันจะได้รู้คิวของตน (ที่นี่ไม่มีบัตรคิวให้กดค่ะ แปลกใจนะ ทั้งๆ ที่มันสำคัญ แต่ที่ตลาดสดสิค่ะ จะซื้อผักต้องกดบัตรคิวนะ ไม่งั้นถือว่าไร้วัฒนธรรม) ระหว่างที่ยืนรออยู่ ความที่ว่างก็เริ่มสังเกตุคน ตอนแรกก็สังเกตุคุณเจ้าหน้าที่ที่ประจำช่องให้บริการ ซึ่งเป็นคนเดิมค่ะ ไปทีไรก็จะเจอกับเขาประจำ ค่อนข้างที่จะมีอายุอยู่สักหน่อย แต่ก็ยังไม่ได้ถึงขนาดเรียกได้ว่าแก่ แกก็ทำงานไปตามจังหวะเต่าของแก นอกจากทำงานช้าแล้ว ยังมีพักเดินไปโน้นมานี่ ปล่อยให้ผู้มาใช้บริการยืนมองกันตาปริบๆ คุ้นตาค่ะ ภาพนี้...ดิฉันคุ้นตา แต่ไม่คุ้นเคย หลังจากนั้นก็หาอะไรมองไปเรื่อยเปื่อย สายตาก็ไปประสบกับคุณลุงที่ยืนรอถัดไป แกเริ่มมีท่าทีฮึดฮัดค่ะ หึ้ย...เป็นครั้งแรกที่เห็นคนสเปนยืนรอแล้วมีอาการฮึดฮัด เดาๆ เอาว่า คุณลุงคงจะรอมานานแล้ว หรือไม่ก็ แกคงมีธุระต้องรีบไป ความอดทนแกคงหมดหรือยังไงก็ไม่ทราบ แกตะโกนถามเสียงดังว่า "เจ้าหน้าที่ไม่พอทำไมไม่รับเพิ่ม คนตกงานออกให้เกลือนเมือง" กรี๊ดค่ะ...คุณลุงเท่ห์มาก คุณเจ้าหน้าที่ก็เงยหน้าขึ้นมาอย่างช้าๆ แล้วตอบว่า "ไม่รับเพิ่ม ไม่มีความจำเป็นต้องรับใครเพิ่ม" กรี๊ดอีกรอบค่ะ อยากจะบอกคุณเจ้าหน้าที่จริงๆ ว่ามันจำเป็นนะค่ะ ถ้าไม่รับเพิ่มคุณก็ต้องเปลี่ยนจากสปีดเต่าเป็นสปีดลิงค่ะ เพราะจะส่งจดหมายซองเดียว ดิฉันยืนรออยู่ 1 ชั่วโมงเต็มๆ แต่ก็นะค่ะ...มีแค่คุณลุงท่านนั้นที่ทักทวงการทำงานสปีดเต่า ผู้ใช้บริการท่านอื่นที่รออยู่ ก็รอกันต่อไปด้วยใบหน้าใจเย็น ซึ่งจริงๆ แล้วในใจเขาอาจจะแช่งชักหักกระดูกอย่างที่ดิฉันทำอยู่ก็เป็นได้
เห็นไหมค่ะ ใครว่าสเปนเป็นแดนกระทิงดุ กระทิงที่นี่ใจเย็นกันจะตายไป และนั่นแหละค่ะ บทเรียนของก้าวแรกในแดนกระทิงที่สอนให้ดิฉันได้รู้จักอดทน ใจเย็นละทิ้งความไฮเปอร์ที่ติดตัวมา และรับรู้ถึงความต่างของดินแดนแห่งใหม่ที่ชีวิตดิฉันต้องเรียนรู้เพื่อที่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขให้ได้ แล้วพบกันใหม่ค่ะ hasta luego!
|
| Irisgurumi | ||
ผลิตเจ้าพวกนี้เป็นอาชีพค่ะ |
||
|
View All |
||
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |