| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
ดรูว์ เบย์เลอร์ (ออร์แลนโด บลูม) ดาวรุ่งนักออกแบบรองเท้ากีฬา เขามุ่งมั่นสะสมประสบการณ์เพื่อสร้างนวัตกรรมรองเท้ากีฬาแบบใหม่ขึ้นมา ในที่สุดรองเท้ากีฬาชนิดที่เบาดั่งขนนกก้อสำเร็จ แต่ความผิดพลาดจากขั้นตอนการออกแบบทำให้สินค้าถูกตีกลับทั้งหมด ทำให้บริษัทขาดทุน 972 ล้านเหรียญ.... ดรูว์นึกไม่ออกว่าเคสนี้ควรจะใช้คำว่าล้มแหลวแบบไหนดีระหว่าง Failure หรือ Fiasco แล้วก้อคิดเองว่าเป็นอย่างหลังที่หมายถึงการแพ้แบบหมดสภาพอันนำมาซึ่งความหายนะ หนังปูให้เห็นบุคลิก แนวคิดของดรูว์ เขาเป็นคนมุ่งมั่น วันๆคิดแต่เรื่องความสำเร็จ ทำให้เมื่อเกิดปัญหาเขาจึงมองปัญหาแบบเหรียญด้านเดียวชนิด ในหัวที่มีเพียงแค่ ความสำเร็จ หรือ ความล้มเหลว เท่านั้นเอง จึงรับสภาพความล้มเหลวไม่ได้...ทางออกที่คิดได้คือ ต้องหนีไปจากโลกด้วยการตาย ดรูว์จึงออกแบบไอเดียการตายด้วยตนเอง....แต่ก่อนลงมือเพียงไม่กี่วินาทีดรูว์ได้รับทราบข่าวการตายของพ่อ ในฐานะลูกชายคนโตเขาต้องเดินทางกลับไปเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงจัดพิธีศพ เพราะน้องสาวมีภาระที่บ้านอยู่ล้นมือ ส่วนแม่ก้อสติแตกจนทำอะไรไม่ถูก ทำให้แผนการทุกอย่างถูกเบรกลงชั่วคราว นั่นทำให้การเดินทางกลับไปบ้านเกิดพ่อที่เมืองอลิซาเบธทาวน์เต็มไปด้วยความรู้สึกของคนที่ใจล่องลอยไร้จุดลง
ขณะนั่งอยู่บนเครื่องบิน ดรูว์ได้เจอกับ แคลร์ (เคิร์สเตน ดันส์ต)พนักงานต้อนรับบนเครื่องที่มาชวนคุยอย่างออกรส เธอบอกกับเขาว่าเธอมีความสามารถพิเศษในการทายนิสัยคนจากชื่อ มันอาจจะเป็นเรื่องจริงหรือเป็นแค่เรื่องโม้ก้อตาม แต่เราเห็นว่าแคลร์เป็นสาวที่ช่างสังเกตกับจุดเล็กๆ ทำให้เราได้รู้ว่าเธอคงไม่ใช่เป็นคนที่คร่ำเคร่งกับชีวิตนัก เธอปล่อยให้มันเป็นไปแบบเรื่อยๆ และยังสามารถหัวเราะให้กับเรื่องไม่เป็นเรื่องได้อีกด้วย และดรูว์ยังพบว่าพ่อของตนก้อเป็นคนที่น่าทำความรู้จักด้วยไม่น้อย เว้นเสียแต่ว่ามันสายเกินไปแล้วสำหรับเวลานี้ มีหลายเรื่องเลยที่ดรูว์วางแผนไว้ว่าอยากจะทำ แต่การมุ่งมั่นก้าวไปหาความสำเร็จในหน้าที่การงานได้แย่งเอาเวลาและอะไรอีกหลายอย่างไปหมด เขาเป็นเหมือนนักพนันที่ทุ่มเงินจนหมดหน้าตัก พอพ่ายแพ้จึงไม่มีแม้เศษเงินค่ารถกลับบ้าน ตอนที่ดรูว์ยังเด็ก พ่อกับเขาเคยฝันถึงการขับรถข้ามประเทศด้วยกัน ซึ่งดรูว์ได้ลืมไปแล้วหากแคลร์ไม่พูดสะกิดเรื่องนี้ขึ้นมา ซึ่งในหนังดรูว์ได้ขับรถไปโปรยเถ้ากระดูกของพ่อแทนการขับรถพาพ่อออกเทียวนั่นเอง เขาพบว่าตนเองลืมอะไรอีกหลายเรื่อง และเอาแต่หมกมุ่นกับเรื่องงานมากจนเกินไป ทั้งที่ยังมีอะไรอีกมากที่เขาไม่เคยได้มอง พ่อเคยบอกว่าอุปสรรคเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้ก้อจะมีเรื่องโน้นเข้ามา พระเจ้าไม่เคยปล่อยให้ชีวิตว่างเว้นจากเครื่องกีดขวาง ประเด็นคือในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าชีวิตเป็นแบบนี้ แล้วจะทำให้มันแย่ลงกว่าเดิมทำไมกัน
หรือการได้ ซูซาน ซาแรนดอน มาเฉิดฉายอยู่ในหนัง ทำให้น้ำหนักไม่ได้ถ่ายเทไปที่คู่พระนางเพียงจุดเดียว ฝีมือของสาวใหญ่คนนี้ยังถือว่าจัดเหมือนเคยครับ อย่างฉากที่เธอขึ้นไปกล่าวไว้อาลัยบนเวทีนี่ หากไม่เจ๋งจริงรับรองว่าตรึงคนดูไม่ได้แน่นอน เจ้านายของดรูว์ที่สวมบทโดยพี่ใหญ่จาก "โครตคนตระกูลหล่อ" อเล็ค บอลด์วินด์ ที่สวมบทแบบนี้ได้ดีแทบจะทุกเรื่อง ในเรื่องนี้ก้อไม่ทำให้ผิดหวังเลย ที่สำคัญอีกจุดซึ่งผมยกให้เป็นจุดเด่นที่สุดของเรื่องคือ การได้ดาราประกอบชุดนี้เข้ามากระจายอยู่ในหนัง ทำให้ผมดูหนังเรื่องนี้ได้แบบไม่รู้สึกว่าชั้นจะเอาแต่เฝ้ารอตัวเอกโผล่มาแม้แต่นาทีเดียวเลยล่ะ
(เป็นหนังอีกเรื่องที่ใช้โลเคชั่นได้เหมาะกับตัวหนังมากๆ การจัดแสงก้อสวย สีออกมาสดมากจึงนำภาพลงมาให้ชมกันเยอะหน่อยครับ)
ป.ล.1 ขอบพระคุณภาพจาก yahoo.com ป.ล.2 ขอบพระคุณเพลงจากอินเทอร์เนท ป.ล.3 แนะนำให้หามาดูนะครับ เหมาะสำหรับคนที่ชอบแบกทุกข์ สนุกกับความเครียด แล้วคุณจะรู้ว่าเคยพลาดอะไรมาเยอะเชียวละ ป.ล.4 ไม่เหมาะกับคู่รักที่รักกันอยู่แล้ว เพราะอาจทำให้คนของคุณหันไปมองคนรอบข้างที่หล่อ+สวยกว่าเรามากขึ้น เราขอเตือน ป.ล.5 โปรดอย่าถามว่าผมเคยล้มมั้ย ผมไม่ยอมให้มาซ้ำหรอกครับ 555+ |