
พิมพ์หน้านี้
|
ตอนแรกๆ ผมตั้งใจว่าจะไม่เขียนเรื่องการเมือง จนกว่า คุณสมัคร สุนทรเวช ในฐานะผู้นำรัฐนาวาแห่งนี้ จะรับฟังความคิดเห็นคนอื่นๆ มากกว่า จะเลือกฟังแต่เพียงสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบใจ เหมือนกับที่ทุกๆ วันอาทิตย์คุณสมัคร เปิดโต๊ะ ปะ ฉะ ดะ กับการพาดหัวและคอลัมน์ของสื่อสารมวลชนที่ผมดูแล้วบางท่านก็มีเจตนาดี แต่ถ้าจะเอากันอย่างที่คุณสมัครถนัด ทำไมไม่เชิญดุสิต ศิริวรรณ มานั่งจ้อด่าป๋าอีกครั้งจะๆ ให้มัน รู้แล้วรู้รอดไปเลย หืออ์อ์อ์ ครับ...ตอบตรงๆ 2เดือนที่ผ่านมา ผมได้ยินเสียงคุณสมัครนอมินี ทักษิณ 3 เวลาที่รายการข่าวเอามา เริงอำนาจ จะแก้รัฐธรรมมนูญนึกไพล่ไปถึงรัฐมนตรีหน้าหนาบางคนที่โง่ หรือแกล้งโง่ ก็ไม่รู้เกี่ยวกับคำว่า จริยธรรม เริงอำนาจเพื่อให้ตัวเองและพวกพ้องพ้นความผิด มันทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่องหนึ่งขึ้นมาตะหงิดๆ ยังไงไม่ทราบครับ หนังเรื่องนั้น คือ Pans Labyrinth และแม้ว่าดูจากชื่อ Pans Labyrinth แล้วหลายคนนึกว่ามันเป็นหนังที่อิงเทพนิยายและมีฉากแฟนตาซีมากมาย ซึ่งหลายคนเข้าใจผิดเอามันไปไพล่เปรียบกับ Narnia หรือ เขาหันกลับไปทำหนังที่บ้านเกิด และ Devils Backbone (2001) หนังที่สร้างชื่อให้ เดลโตโร่อีกครั้ง ทำให้เขาหันกลับมาหาเงินที่ฮอลลีวูดอีกครั้ง กับ Blade II (2002) และยังปฏิเสธการสร้าง Harry Potter ภาค 3 และ Blade III เพียงเพราะอยากทำ Hell boy โปรเจ็กต์ในฝันของเขา (2004) Pans Labyrinth หนังจัดอยู่ในแนวทางผสมผสานกับเทพนิยาย มันเปิดเรื่องด้วยเสียงเล่าถึงเทพนิยายปรัมปราเกี่ยวกับเจ้าหญิงผู้หนีออกมาจากอาณาจักรใต้ดิน มาสู่โลกมนุษย์ แต่เธอกลับตายบนโลกนี้มันทำให้ผู้เป็นพ่อต้องดั้นด้นพลิกฟื้นคืนชีพแก่ลูกสาวอย่างเต็มกำลัง จากนั้นหนังก็เชื่อมโยงกลับไปสู่โลกแห่งความจริง โดยมี โอเฟเลีย เด็กหญิงที่ต้องพบกับเรื่องร้ายหลังสงคราม คาร์เมน แม่ของเธอมีชีวิตอยู่อย่างลำบากเพราะสามีเธอเสียชีวิต ทำให้จำใจต้องแต่งงานกับกัปตันไวดอล ไวดอลคือทหารของ นายพลฟรานซิสโก้ เขาก็กักขฬะซาดิสต์ และบ้าอำนาจ และต้องการมีลูกชายกับคาร์เมน วันหนึ่งของความเหงาเด็กหญิง โอเฟเลีย ค้นพบภูมิประเทศแปลกใหม่รอบๆ บ้านในชนบท เธอเห็นเขาวงกตที่ทำจากหิน และได้พบเจอกับตัวฟอน (แพะกับคนผสมกัน) แพน มันมาพร้อมกับบอกข้อมูลว่า โอเฟเลีย คือเจ้าหญิงที่หายสาบสูญไปจำต้องทำภารกิจอันตาย 3 อย่าง ให้สำเร็จก่อนพระจันทร์เต็มดวงครั้งถัดไป ครับ...ภาพรวมแล้ว Pans Labyrinth อาจเรียกได้ว่าเป็นฝาแฝดก็ดูจะไม่ผิด เพราะ Pans Labyrinth น่าจะเป็นด้านกลับกันกับ The Devil Backbone หนังที่มีบรรยากาศดูหม่นๆ และเล่าเรื่องของผีเด็ก ในโรงเรียนเด็กกำพร้าชายและเพื่อนๆ พยายามไขปริศนาการตาย และยังโจมตีความไม่เป็นธรรม ซึ่งใน The Devil Backbone เดล โตโร่สัญญาลักษณ์ในหนังคือระเบิดลูกโต ที่หล่นมากลางสนาม แต่ไม่มีใครสนจัดการ แต่ Pans Labyrinth ดีกว่าในด้านของรายละเอียดเราจะพบความ คลี่คลาย ทางอารมณ์ได้ดี ประณีตยอดเยี่ยมกว่า ทั้งยังเฝ้าหาทางฝ่าพ้นจากกฎระเบียบแบบฟาสซิสต์ หนังหลายส่วนจึงออกมายอดเยี่ยมและน่าทึ่งเอามากๆ โดยคุณจะได้พบกับ งานสร้างที่เน้นโทนสีเหลืองเป็นหลักอันเป็นเอกลักษณ์ของ เดล โตโร่ และงานเจ๋งๆ ของตัวละครในเทพนิยาย อย่าง คางคกยักษ์ ภูติจิ๋วและตัวฟอนกึ่งคนกึ่งแพะ ที่ดูกลมกลืน สมจริง ตามสไตล์ของโกย่า (จิตรกรวาดภาพขาวดำชาวสเปนที่เขาชื่นชอบ) และไม่ได้เป็นการ โชว์เหนือ ความวิจิตรในปริมาณเลี่ยนจนเกินงาม ซึ่งไม่เพียงการคุมโทนระหว่างโลกสงครามกับโลกแห่งความฝัน มีองค์ประกอบในแบบเทพนิยาย และตำนานผสมเข้ามาร้อยเรียงกันได้อย่างลงตัว ทั้งยังถือว่าเป็นการโชคดี 2 ชั้น อีกเมื่อสิ่งที่หนังเรียกร้องความพิเศษจากการแสดงของตัวแสดง ซึ่งผลลัพธ์ก็ได้ดีตามนั้น โดยเฉพาะการแสดงสีหน้า แววตา และท่าทางของโอเฟเลีย เด็กสาวตัวแทนความบริสุทธิ์ แต่ดันหลงทางเข้ามาอยู่บนโลกของสงครามที่มีแต่ความกดดัน เลือดและความตาย โดยในส่วนนี้ต้องการจะเน้นขับความบริสุทธิ์ให้ชัด โดยเดล โตโร่จึงใช้ภาพความเลวร้ายของนายทหาร กล่าวสำหรับความชอบส่วนตัว ผมชอบเซอร์ไก โลเปซ ที่รับบทเป็นไวดอล เขาเหมาะกับบทนี้มากๆ เรียกว่าซาดิสต์ได้ถึงใจจริงๆ เช่น ฉากที่ไวดอลเอาก้นขวดไล่ทุบหน้า ลูกตา แก้ม ไล่ไปทีละส่วนๆ ของเฉลย ฉากทรมานเฉลย ฉากยิงจ่อหัวคนมากกว่า 1 นัดอย่างเลือดเย็น หรือฉากที่ไวดอลเย็บปากตัวเองสดๆ เป็นต้น ซึ่งทักษะของคนนำเรื่องทั้ง 2 ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ 2 จุดแข็งนี้น่าจะเป็นจุดที่ดีที่สุดของหนัง ครับ...ที่สุดแล้วแม้บทสรุปของหนังจะจบลงด้วยการแฝงตรรกะของสงครามที่สะเทือนใจและช็อคคนดูอยู่บ้าง เพราะเขาเลือกให้ ตัวแทนแห่งความบริสุทธิ์ โอเฟเลีย โดน ไวดอล ยิงตายนั้น เพราะไม่เพียงมันสื่อสารให้เรารู้ว่า ความดี มักจะพ่ายแพ้ ความชั่วช้า เสมอ มันยังบอกเป็นนัยๆ อีกว่าสงครามมันทำให้ระยะห่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์กระเถิบใกล้เข้าไปทุกขณะ พูดง่ายๆ ภาพโหดร้าย สงคราม "การเริงอำนาจ" และ "ไม่รู้จักพอ" มันทำให้มนุษย์อย่างเราๆ เข้าใกล้คำว่า เดรัจฉาน เข้าไปทุกๆ ครับ...ให้ตายเหอะอยู่ดีๆ ภาพบอยแบรนด์ สมัคร-เฉลิม-จักรภพ ก็ผุดขึ้นบนหน้าประชาชนผู้ไม่มีอำนาจอย่างผม
|
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||