พิมพ์หน้านี้
|
อืมม..... ขอบอกว่าอึ้งไปเลยครับ กับ Tag ของคุณพี่เรือรบที่ยิงตรงมาที่ผมเป็นรายสุดท้าย ไม่ทราบว่าคุณพี่มีญาณใดดลใจให้เลือกผมกับ Tag รักครั้งแรก คุณพี่ครับ คุณพี่ช่างสรรหาแถกที่หนักมากๆให้ผมเลยนะครับ ให้ผมหาข้อมูลเขียนเรื่องอาหารธิเบตหรืออาหารชนเผ่าอาปาเช่ยังง่ายเสียกว่านะครับ
แต่จะให้ผมนิ่งเฉยต่อแถกและน้ำใจของพี่เรือรบที่เต็มใจมอบให้ คงไม่เป็นการดีแน่ครับ ไหนๆก็เปิดตัวเสียขนาดนี้แล้ว เอาล่ะครับเพื่อนๆชาวบางโอเคฯ ล้อมวงกันเข้ามาฟังเรื่องรักๆใคร่ๆ ที่ไม่เหมือนใครๆกัน ที่ว่าไม่เหมือนใครเพราะว่า....รักแรกของผมเกิดกับรุ่นน้องผู้ชายครับ!!! ( ถึงบรรทัดนี้คนอ่านคงอึ้งๆๆๆและหัวคะมำไปหลายคน) ไม่ได้พูดเล่นหรอกครับ เพราะชีวิตผมเป็นอย่างนี้จริงๆ ก่อนหน้าที่จะมีความรักเป็นเรื่องเป็นราวก็สับสนกับตัวเองอยู่นาน อาจเป็นด้วยผมใกล้ชิดและใช้เวลาอยู่กับแม่มากกว่าพ่อ พ่อผมเองก็ไม่ได้เป็นคนไม่รักลูกๆหรอกครับ ท่านทุ่มเทเวลาทำงานสร้างฐานะ ทำให้ผมกับน้องๆต้องอยู่กับแม่เสียส่วนใหญ่ ผมไม่โทษใครหรอกครับที่ผมเป็นเกย์ ก็เคยพยายามคบเพื่อนหญิงเพื่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ จนพัฒนาเป็นความรักแต่สุดท้ายก็เป็นได้แค่เพื่อนที่ดีของเธอ และเหตุที่ผมได้เจอกับรุ่นน้องคนนี้ ก็เพราะความเห็นของพ่อที่เห็นว่า ผมเรียนต่อในสายช่างสถาปัตย์ไม่ไหว (พ่อผมเป็นสถาปนิก จึงอยากให้ลูกคนโตสืบทอดอาชีพ ) ก็จะไหวได้อย่างไรครับ ในเมื่อ ปวช. เค้าเรียนกันสามปี ผมเปิดหลักสูตรใหม่ เรียนซะห้าปี วิชาชีพอย่างเขียนแบบ ศิลปะไปได้ดีแต่ติดคำนวณ ฟิสิกส์ ตกโลด เลยเปลี่ยนไปเรียนการโรงแรมและการท่องเที่ยว หลักสูตรสองปี ของ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต และที่นี่แหละครับ ที่ทำให้ผมค้นพบตัวเอง (ทั้งด้านวิชาชีพและรักแรก..) แผนกวิชานี้เพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ในรุ่นผมมีผู้ชายแค่ 5 คน (เป็นเกย์ซะ 2) แต่พอปีถัดมามีรุ่นน้องชายเพิ่มมาอีก 7 คน ( คราวนี้มีเป็นเกย์อีก 3 ) และหนึ่งในเจ็ดนี่ล่ะครับ เป็นรักแรกของผม เค้าเป็นคนที่ตาโต หน้าคมเข้ม ค่อนข้างผอม อายุเค้าอ่อนกว่าผมสองปี แรกเข้ามายังไม่ค่อยสะดุดตาหรอก แต่ก็จัดว่าเป็นคนหน้าตาดี ปีนั้นผมเป็นประธานแผนกจึงมีกิจกรรมรวมกลุ่มน้องๆผู้ชายกันเสมอๆ เรามักทำอาหารและตั้งวงเหล้าสรวลเสเฮฮากันเสมอๆ เค้ามักจะอยู่ห่างๆจากกลุ่มผมด้วยไม่ชอบดื่มแต่ก็มาร่วมสังสรรค์เป็นครั้งคราว เทอมแรกที่เค้าเข้ามาเรียน เกรดเค้าอ่อนมากจนติดโปร ผมก็ถามไถ่แนะนำเรื่องการเรียนเค้าอยู่เสมอๆ ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยไปกว่าความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องเลย จนกระทั่งปิดเทอมซัมเมอร์นักศึกษาทุกคนต้องฝึกงานโรงแรม ผมเองก็เข้าฝึกครัวเบเกอรี่ เค้าเองก็ต้องฝึกงานเช่นกันแต่อยู่คนละโรงแรมกับผม เวลาไปฝึกงานก็ต้องขึ้นรถพนักงานโรงแรมที่คิวรถ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านผมแต่จะไกลจากบ้านเค้า สัปดาห์แรกเค้ามาบ่นกับผมว่า ไปไม่ทันรถโรงแรมเลย สายตลอด จะนั่งรถประจำทางตามไปก็ไม่สะดวก ผมจึงชวนเค้ามาค้างบ้านผมเป็นครั้งคราว เพื่อสะดวกแก่การขึ้นรถไปฝึกงานซึ่งก็ทำให้เราเริ่มสนิทสนมกันเรื่อยๆ จนต่อมาผมรู้ว่าเค้ามีแฟน(ผู้ชาย) อยู่แล้วซึ่งเป็นรุ่นพี่ของผมและกำลังมีปัญหากันอยู่ ต่อมาเค้าบอกเลิกกับรุ่นพี่คนนั้นและหันมาคบกับผมจริงจัง แต่มันก็สายไปแล้วเมื่อผมเรียนจบและต้องกลับไปอยู่บ้านที่หาดใหญ่ คืนที่ผมบอกเค้าว่าผมต้องกลับไปหาดใหญ่ เค้าก็เสียใจและร้องไห้ เราบอกรักกันในคืนนั้น(อายจังอ่ะ...) หลังที่ผมกลับมาอยู่บ้าน เราสองคนก็ยังติดต่อกันอยู่ สิบห้าปีก่อนมือถือยังไม่แพร่หลาย โทรศัพท์คุยกันก็ลำบากเพราะที่ห้องเช่าของเค้าไม่มีโทรศัพท์ ต้องออกมารับสายผมที่วิทยาลัย ฉะนั้นเราจึงใช้วิธีส่งความคิดถึงกันแบบโบราณนั่นคือ เขียนจดหมายคุยกัน แต่ไม่ธรรมดานะครับ เพราะเราเขียนหากันทุกวันและก็ส่งแบบ EMS ทุกวัน ตกวันละ 10-15 บาทต่อวัน ทุกเช้าผมต้องไปส่งจดหมายด่วนที่ไปรษณีย์และตกบ่ายก็จะได้รับจดหมายจากเค้า วันเกิดเค้าปีนั้นผมเซอร์ไพร้ส์ด้วยการซื้อเค้กวันเกิดจากหาดใหญ่ ขับรถเอาไปให้ด้วยตัวเองถึงภูเก็ต ทำเอาเค้าปลื้มไปหลายวัน จนกระทั่งครบปี เค้าขอมาฝึกงานโรงแรมที่หาดใหญ่ เพื่อจะได้มาอยู่ใกล้ๆ การฝึกงานของเค้าที่หาดใหญ่ ทำให้ทางบ้านผมเริ่มรู้ว่า ผมกับเค้ามีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา ผมเกิดมีปากเสียงกับแม่ ซึ่งท่านรับเรื่องนี้ไม่ได้ จึงทำให้ผมตัดสินใจออกจากบ้านพร้อมกับเค้าไปอยู่ที่เกาะสมุย เค้าต้องย้ายที่ฝึกงานกลางคันไปทำงานไนท์รีเซฟชั่น ส่วนผมทำงานบาร์เทนเดอร์อยู่คนละแห่งกัน เราเลือกที่จะไม่พักบ้านพักพนักงานแต่เช่าบ้านบังกะโลเล็กๆริมหาดบางปอ เชื่อมั้ยครับว่า เงินเดือนพนง.โรงแรมที่สมุยเมื่อก่อนถูกมากๆๆ เราสองคนเงินเดือนรวมกันไม่ถึงหกพันบาท ต้องเช่าบ้านเดือนละสองพัน เราจึงต้องประหยัดมากๆ ผมทำอาหารทานเองทุกมื้อ บางทีก็เดินไปเจาะหอยนางรมตามโขดหินมาเจียวไข่กินบ้าง อาศัยว่าได้ทิปจากแขกเรื่อยๆ พอช่วยชีวิตไปได้ มีครั้งหนึ่งเป็นวันต้นเดือน เราสองคนก็มีเงินติดตัวแค่สิบบาท พอแค่ค่ารถเข้าเมืองเพื่อจะไปถอนเงินที่ธนาคาร ( เพิ่งเปิดบัญชีเลยยังไม่ได้บัตรเอทีเอ็มเลยครับ) แต่วันนั้นดันเป็นวันหยุดครึ่งปีของธนาคาร ( 1 กค.) ผลก็คือ ต้องเดินกลับบ้านร่วม 8 กิโลฯ อย่างระทดระทวย สุดท้ายต้องบากหน้าไปยืมเงินคนข้างบ้าน ( ลองนึกดูสิครับ หากคุณต้องบากหน้าไปยืมเงินคนแปลกหน้าจะรู้สึกอย่างไร?) เราอยู่สมุยร่วมสามเดือน ถึงตอนนี้ความรักของเรากำลังโดนทดสอบ ผมกับเค้าเริ่มมีปากเสียงกัน ทั้งความกดดันจากการงานและความขัดสน เราจึงตัดสินใจกลับไปภูเก็ต ด้วยคิดว่าตำแหน่งงานที่ภูเก็ตคงจะดีกว่านี้ ผมย้ายจากสมุยโดยขับรถมอเตอร์ไซด์ฮอนด้ารุ่น Custom ( เก่าโคตรๆ) ที่ขอร้องให้พี่ชายซื้อส่งมาให้ก่อน เดินทางไปภูเก็ตโดยมีเค้านั่งซ้อนท้าย ระยะทางจากสมุยไปภูเก็ตประมาณ 300 กิโลฯ เราอยู่กันที่ภูเก็ตได้ประมาณสองสัปดาห์ พ่อรู้ว่าผมอยู่ภูเก็ตก็มาตามผมกลับไป ท่านอยากให้ผมลดทิฐิลงและเข้าใจแม่บ้าง ผมรับปากพ่อยอมอ่อนกลับบ้าน ทำให้คืนนั้นผมกับเค้าทะเลาะกันรุนแรงมาก เค้าขว้างข้าวของของผมออกจากที่พัก ไล่ให้ผมกลับไปบ้าน ผมออกมาเก็บของอย่างสิ้นหวัง คิดว่าเราคงเลิกกันแน่นอนแล้ว ขณะที่กำลังก้าวออกมา เค้าก็วิ่งมากอดผมจากข้างหลังบอกว่า เค้ายอมไปกับผมทุกที่ ขอเพียงแต่ผมไม่ทอดทิ้งเค้า ( นึกแล้วเหมือนมิวสิควิดีโอเลยครับ คืนนั้นฝนตกด้วยนะ ) เรากลับมาอยู่หาดใหญ่อีกครั้ง ผมกลับมาทำร้านอาหารของตัวเองขณะที่เค้าเองก็ช่วยงานดูแลร้านอาหารกับผม แรกๆกลับมาพ่อแม่ผมท่านยังรับเรื่องนี้ไม่ได้เท่าไหร่ แฟนผมจึงต้องปรับตัวกับความกดดันอย่างมาก สองปีแรกพ่อแม่ผมไม่เคยเรียกแฟนผมทานข้าวร่วมโต๊ะเลย ปีต่อๆมาท่านเห็นว่าแฟนผมขยันเอาใจใส่ดูแลร้านช่วยผมอย่างเต็มที่ทำให้ท่านเปิดใจรับกับเราสองคนได้มากขึ้นเรื่อยๆ เราดูแลกิจการด้วยกันมาตลอดทั้งทำอาหาร, เสริฟ จ่ายกับข้าว ฯลฯ เค้าเป็นคนที่ผมไว้ใจมากที่สุด ไม่เคยทอดทิ้งกันแม้แต่ครั้งที่น้ำท่วมใหญ่ปี 2543 เราติดอยู่ในบ้านกัน 2คนกับหมาตัวนึง ไม่มีอาหารมีแต่น้ำดื่ม ( เป็นร้านอาหารแต่เก็บอาหารไม่ทันเพราะว่าน้ำขึ้นเร็วมากครับ เก็บเอกสารกับของแต่งร้านก็ไม่ทันแล้ว อาหารที่มีอยู่เลยโดนน้ำท่วมหมด) พอน้ำลดเราสองคนก็ช่วยกันเก็บกวาดบ้าน ทาสีตกแต่งร้านกันเอง ตลอดสิบปีที่เราร่วมทุกข์สุขด้วยกัน เป็นความรู้สึกดีๆที่มีค่ามากสำหรับผม แม้ว่าตอนนี้ผมกับเค้าไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว อาจเป็นเพราะความรักที่เรามีให้กันมันอิ่มตัวแล้วมั้งครับ เราจึงแยกทางกันด้วยดี ปัจจุบันเค้าไปอยู่เยอรมันแล้ว แต่ก็ยังติดต่อกับผมอยู่เสมอ เมื่อไหร่ที่เค้ากลับมาเมืองไทยก็จะแวะมาหาผมทุกครั้ง มันยังเป็นสายใยความผูกพันธ์ที่เรายังมีต่อกันที่ทำให้ผมไม่เคยลืมรักแรกนี้ไปได้เลย
พี่เรือรบครับ พี่ทำให้ผมคิดถึงคืนวันเก่าๆ ในบางครั้งย้อนคิดกลับไปก็อยากจะแก้ไขในสิ่งที่ผิด อยากกลับไปทำในสิ่งที่เราเคยร่วมฝันแต่ยังไม่ได้ทำ ซึ่งมันคงเป็นไปไม่ได้อย่างน้อยการคิดถึงอดีตที่ดีๆก็ทำให้เรามีความสุขที่ได้ผ่านวันเวลาอันมีค่านั้นมา ขอบคุณสำหรับ Tag ของพี่ที่ทำให้ผมคิดแทบหัวแตก ว่าจะเขียนอย่างไรดี??? แต่ก็เขียนออกมาจนได้แถมยาวกว่าของพี่ซะอีกแน่ะ!!!! |
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |