| << | พฤษภาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||
พิมพ์หน้านี้
|
ภาพน้องฟ้า เมื่อมกราคม 2546 ผู้กล้าแห่งภาคอีสาน (กางเกงแดง) น้องฟ้า..ส.มณีแดง..นี่คือฉายาของเด็กผู้หญิงตัวน้อยๆ ที่ชื่อน้องฟ้า ยามคํ่าคือเด็กน้อยที่เริ่มผ่านวัยที่ไร้เดียงสา (เรียนอยู่ชั้น ป.3 ที่โรงเรียนในหมู่บ้าน คำก้อม อ.สิรินธร) มุ่งหน้าสู่สังเวียนการชกมวย ตะเวณชกตามงานต่างๆในเขตบริเวณหมู่บ้านใกล้เคียงยามคํ่าคืน จากผู้ที่เป็นพ่อได้ให้การสนับสนุนแม้อาจจะดูเป็นการทารุนแก่เด็กที่ยังเล็กเกินกว่าที่จะทนต่อการเจ็บปวดได้ แต่ด้วยใจนักสู้คำว่าเจ็บ ไม่ได้อยู่ในความรู้สึกของเด็กที่ชื่อ น้องฟ้า ในสมัยเธอยังเล็กๆ น้องฟ้า เป็นเด็กที่มีโรคประจำตัว ต้องได้รับการดูแลจากผู้เป็นพ่อ และแม่ตลอดเวลาต้องเข้ารับการรักษาจากหมอเรื่อยมา ทำให้ผู้เป็นพ่อต้องดูแลเธอเป็นพิเศษไปไหนก็จะเอาเธอติดไปตลอด เมื่อเธอโตขึ้นมาอีกหน่อย อาการของเธอเริ่มทุเราลงอาการป่วยด้วยโลกเริ่มเบาบางสามารถดูและตัวเองได้คุณพ่อก็นำเธอสู่วงการมวยไทย ด้วยหวังว่าจะให้เธอมีร่างกายที่แข็งแรงและดีขึ้นกว่าเดิม พ่อเธอจึงฝึกให้เธอฝึกหัดชกมวยและให้เธอออกกำลังกายเพื่อให้ร่างการได้ดีขึ้นแล้ววันเวลาก็เริ่มมีแววว่าเธอเริ่มแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมมาก เมื่อสีห้าปีที่ผ่านมาผมเคยเห็นเด็กคนนี้มีอาการคล้ายเป็นโรคภูแพ้ อาการเธอจะซึมๆเซ้าๆไม่ค่อยพูดจากับใคร ในใจผมคิดว่าเธอคงจะเจ็บป่วยอยู่อย่างนี้ตลอดคงรักษาไม่หาย แต่ผมคาดผิด ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา (13 เม.ย.50) ผมเดินทางจาก กทม.ไปบ้านเธออีกครั้งหลัง ผมเห็นเธอครั้งแรกเธอมีร่างการที่โตกว่าเดิมมากแขนขาแข็งแกร่งกว่าเดิม ผิดจากเมื่อก่อนมาก เธอถูกผึกให้เป็นผู้กล้าแห่ภาคอีสาน.....พ่อเธอได้สร้างเวทีมวย อยู่หลังบ้านให้เธอได้ฝึกซ้อมทุกวัน และเท่าที่พ่อของน้องฟ้าได้พาผมตะเวณดูตามบ้านที่นั่นจะมีเวที่มวยหลายบ้าน ผมคิดว่าน่าจะเป็นที่นิยมของชาวอีสานกันมาก ในวันที่ผมเดินทางไปถึง อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดน้องฟ้า คุณพ่อเธอได้นัดกับผมว่าช่วยพาน้องฝ้ายไปขึ้นชก ในงานบุญของชาวบ้านที่วัดแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ของคือวันที่ 14 เม.ย หลังจากที่ผมและเด็กๆตะเวณเล่นนํ้า ตกเย็นผมก็ได้ขับรถเดินทางไปรับเธอที่บ้าน เวลา 18.00 น.รอรวบรวมนักชกบ้านใกล้เคียงอีกสองสามคน เมื่อครบผมเริ่มออกเดินทาง เวลา 20.00 น.จากบ้านน้องฝ้าย อ.สิรินธร ลัดเลาะไปทางลัดโดยมีชาวบ้านแถวนั้นเป็นผู้นำทาง ไปถึงจุดหมายที่หน้าวัดที่มีงานบุญของชาวบ้าน เวลา 21.00 น.นั่งรอเจ้าหน้าที่จัดเวทีเสร็จ การชกคู่แรกก็เริ่มเวลา 22.00 น.ส่วนน้องฟ้า จับฉลากได้ คู่ที่ 7 นํ้าหนักไม่เกิน 13 กิโล ครับกว่าจะถึงคิวน้องฝ้ายก็ปาเข้าไปตีหนึ่ง น้องฝ้ายนอนรอจนหลับไปหลายตื่นเลยครับ ผมก็หลับเหมือนกัน เมื่อถึงคิว ผู้ภาคมวยประกาศเรียกน้องฟ้าและคู่ชกขึ้นชกขึ้นเวที่เริ่มด้วยการไหว้ครู เมือเริ่มยกแรก เลือดนักสู้เริ่มขึ้นน้องฝ้ายเดินลุยคู่ต่อสู้อย่างไม่กลัวเจ็บตั้งแต่ยกหนึ่งถึงยกสาม (การชกมีแค่ 3 ยก ยกละ1นาทีครึ่ง) คู่ต่อสู้ก็ไม่ได้ด่อยกว่าเหมือนกัน ครบ 3 ยก ผลปรากฎว่าน้องฟ้า เป็นฝ่ายชนะคะแนนครับ ผู้ชมลุ้นกันตัวโกงไม่แพ้กับผมเหมือนกัน ปกติการชกครั้งหนึ่งจะได้ค่าตัวประมาณครั้งละ 300 บาท แต่ครั้งนี้ชกฟรีครับเพราะคู่ต่อสู้ไม่ยอมลงเดิมพันด้วยครับ ในคืนนั้นมีชกกัน 10 กว่าคู่ครับพอดีผมดูไม่ครบทั้งหมด เมื่อการชกจบลง ผู้กล้าแห่ภาคอีสาน ก็เดินทางกลับบ้านด้วยความภาคภูมใจอีกครั้ง ซึ่งพ่อของเธอบอกว่าเท่าที่ชกมาส่วนมากน้องฟ้าจะเป็นฝ่ายชนะครับแต่จำไม่ได้ว่าเท่าไรแล้ว....... ทำให้ผมรู้สึกทึ่งถึงความกล้าหารของเด็กคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นเด็กขี้โรค เจอใครก็กลัวไม่ค่อยเล่นหรือพูดด้วย ดูแล้วไม่มีทางที่จะกลับกลายมาเป็นเด็กที่เก่งและกล้าขึ้นมาได้........ทำให้ผมต้องยกย่องความกล้าของเด็กตัวน้อยๆทั้งซํ้ายังเป็นผู้หญิงอีกต่างหากทำให้ผมต้องกลับมาคิดหวนดูตัวเอง และบอกตัวเองเราต้องแกร่ง ต้องสู้กับอุปสักต่างๆในชีวิตของเราให้ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จงอย่าย่อท้อหมือน ผู้กล้าแห่ภาคอีสานคนนี้ให้ได้ จงสู้ต่อไปเถิด.. ต้องขออภัยครับถ่ายมาได้เท่านี้พอดีกล้อแบตเตอรี่หมดครับ ประวัติมวยไทย มนุษย์รู้จักคำว่า ต่อสู้ ตั้งแต่มนุษย์เริ่มเกิดลืมตามาดูโลก ต้องต่อสู้กับทุกสิ่งทุกอย่างรอบ ๆ ตัวเอง และแม้แต่กับตัวเองก็มิได้ละเว้นจะต้องสู้ กับธรรมชาติและภัยของธรรมชาติ สัตว์ป่าที่มุ่งร้ายหมายชีวิต หรือที่มนุษย์มุ่งจะเอาชีวิตเพื่อนำมาเป็นอาหารสำหรับยังชีวิต แต่ในบางครั้งมนุษย์ก็ต่อสู้กันเอง เพื่อสิทธิในการครอบครองเป็นเจ้าของ เพื่อเสรีภาพ เพื่อป้องกันตนเอง หรืออื่น ๆ การต่อสู้ดังกล่าวอาจจะต้องใช้กำลังกายกำลังใจ และกำลังความคิดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มนุษย์จะต่อสู้เพื่อวัตถุประสงค์ใดก็แล้วแต่จุดมุ่งหมายสูงสุดของการต่อสู้ ความอยู่รอดของชีวิตจากการต่อสู้ มนุษย์ก็ได้พยายามคิดค้นวิธีการต่อสู้ เพื่อป้องกันให้ถึงแก่ชีวิตได้ภายในระยะเวลาอันสั้น หรือเมื่อทั้งสองฝ่ายมีอาวุธคู่มือการทำร้ายกันก็ทำได้ลำบากต่างก็ต้องเกรงซึ่งกันและกัน มนุษย์ก็พยายามใช้ความคิดที่จะหาหนทางเอาชนะ เอาชีวิตของคู่ต่อสู้ให้ง่ายและรวดเร็ว ป้องกันชีวิตตนเองให้ปลอดภัยมากขึ้นพยายามคิดค้นศึกษา ทดลอง ดัดแปลงแก้ไขเพื่อหาแนวทางที่จะต่อสู้และป้องกันตัวทั้งที่มีอาวุธและไม่มีอาวุธ ทำให้เกิดศิลปะการต่อสู้และป้องกันตัวขึ้นมา มนุษย์ได้พยายามคิดค้นการต่อสู้มือเปล่าเพื่อให้ตนเองปลอดภัยจากสิ่งรอบข้าง โดยใช้อวัยวะของร่างกายเป็นอาวุธเข้าต่อสู้ เช่น มือและเท้า กำหนดระเบียบแบบแผนมีหลักเกณฑ์ในการต่อสู้สิ่งต่าง ๆ รวมกันเรียกว่า มวย บรรพบุรุษมีความเฉลียวฉลาดในการคิดค้น ดัดแปลงและพลิกแพลงในการใช้อวัยวะทุกส่วนของร่างกาย เช่น มือ, เท้า, เข่า, ศอก และศีรษะเข้าต่อสู้ป้องกัน ปิดป้องส่วนที่อ่อนแอของร่างกายได้เป็นอย่างดี วิธีการต่อสู้และป้องกันตนเองของไทย ซึ่งจะหาการต่อสู้ของชาติอื่นมาเทียบไม่ได้ การต่อสู้มือเปล่าของไทยเป็นศิลปะแห่งการต่อสู้ประจำชาติ เรียกว่า มวยไทย มวยไทยเป็นศิลปะของการต่อสู้ป้องกันตัวได้จริงสามารถนำไปใช้ได้ทั้งในการต่อสู้และในการกีฬา ศิลปะประเภทนี้บรรพบุรุษ ของชาติไทยใช้อบรมสั่งสอนสืบทอดกันมาให้ดำรงอยู่ตลอดไป บรรดาชายฉกรรจ์จะได้รับการสั่งสอนฝึกฝนศิลปะประเภทนี้อย่างชัดเจนทั้งสิ้น การใช้อาวุธรบสมัยโบราณ เช่น กระบี่ กระบอง ดาบ ง้าว ทวน ฯลฯ นักรบไทยจะนำไปประกอบการต่อสู้ที่มีชั้นเชิงสูง เดิมมักจะฝึกสอน กันเฉพาะบรรดาเจ้านายชั้นสูงนับตั้งแต่พระมหากษัตริย์และขุนนางฝ่ายทหารเท่านั้น ต่อมาจึงแพร่หลายไปถึงสามัญชน ได้รับการถ่ายทอดวิทยาการ จากครูอาจารย์ ซึ่งเดิมเป็นยอดทหารขุนพล ยอดนักรบของชาติมาแล้วได้ละเพศฆราวาสเข้าสู่เพศบรรพชิต พยายามถ่ายทอดวิทยาการให้แก่ศิษยานุศิษย์ และสืบเนื่องมาจากไทยมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ครูอาจารย์ที่สอนอยู่ในเพศบรรพชิตจึงทำให้มวยไทยกับศาสนาพุทธมีความสัมพันธ์กันจนแยกไม่ออก ซึ่งจะสังเกตได้จากก่อนการชก นักมวยจะมีการไหว้ครู ร่ายมนต์คาถาตามร่างกายก็มีเครื่องรางของขลัง เช่น ผ้าประเจียดรัดแขน หรือ มงคลสวมศีรษะ เป็นต้น มวยไทยเริ่มขึ้นในสมัยใดไม่ปรากฏ และไม่มีหนังสือเล่มใดเขียนไว้ว่าเกิดขึ้นในสมัยใด แต่เท่าที่ได้ปรากฏนั้น มวยไทยได้เกิดขึ้นมานานแล้ว และอาจเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับชาติไทยด้วยซ้ำ เพราะมวยไทยนั้นเป็นศิลปะประจำชาติของไทยจริงๆ ยากที่ชาติอื่นจะเลียนแบบได้ มวยไทยในสมัยก่อนจะมีการฝึกฝนอยู่ในบรรดาหมู่ทหาร เพราะในสมัยก่อนไทยได้มีการรบพุ่งและสู้รบกันกับประเทศเพื่อนบ้านบ่อย ๆ การสู้รบในสมัยนั้นยังไม่มีปืนจะสู้กันมีแต่ดาบทั้งสองมือและมือเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้การรบพุ่งก็ต้องมีการประชิดตัว คนไทยเห็นว่าการรบด้วยดาบนั้น เป็นการรบพุ่งที่ประชิดตัวมากเกินไป บางครั้งคู่ต่อสู้อาจจะเข้ามาฟันเราได้ง่ายขึ้น ทำให้แพ้คู่ต่อสู้ได้ ต่อมาเมื่อในหมู่ทหารได้รับการฝึกถีบ เตะแล้ว มีผู้คิดว่าทำอย่างไรเราจึงจะใช้การถีบ และเตะนั้นมาเป็นศิลปะสำหรับการต่อสู้ด้วยมือได้ จึงได้มีผู้ที่คิดจะฝึกหัดการต่อสู้ป้องกันตัวสำหรับการใช้แสดงเวลามีงานเทศกาลต่าง ๆ ไว้อวดชาวบ้าน และเป็นของแปลกสำหรับชาวบ้าน เมื่อเป็นเช่นนี้นาน เข้าชาวบ้านหรือคนไทยได้เห็นการถีบ-เตะอย่างแพร่หลายและบ่อยเข้า จึงทำให้ชาวบ้านมีการฝึกหัดมวยไทยกันมากจนถึงกับตั้งเป็นสำนักฝึกกันมากมาย แต่สำนักที่ฝึกมวยไทยก็ต้องเป็นสำนักดาบที่มีชื่อดีมาก่อนและมีอาจารย์ดีไว้ฝึกสอน ดังนั้นมวยไทยสมัยนั้นจึงฝึกเพื่อมีความหมาย 2 อย่างคือ ข้อมูลประกอบ ที่มา : www.muaythailumpinee.com |