วันอังคาร ที่ 4 กันยายน 2550
มูลนิธิสืบฯ แถลงฟื้นห้วยขาแข้ง เสือโคร่งเพิ่มขึ้นแท่นอันดับ2 โลก
Posted by
resstory
,
ผู้อ่าน : 221
, 23:36:47 น.
พิมพ์หน้านี้
มูลนิธิสืบฯ แถลงฟื้นห้วยขาแข้ง เสือโคร่งเพิ่มขึ้นแท่นอันดับ2 โลก
ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร พอใจป่าห้วยขาแข้งฟื้นตัว พบเสือโคร่ง 2-3 ตัวต่อ 100 ตารางกิโลเมตร มากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก ตั้งเป้า 5 ปีขึ้นอันดับ 1 แสดงถึงยังมีสัตว์และพืชชนิดอื่น ๆ อุดมสมบูรณ์ แต่ยังห่วงนโยบายภาครัฐ โครงการใหญ่ทำลายป่าวงกว้างยิ่งกว่าชุมชนหรือกลุ่มลักลอบตัดไม้ วอนรัฐเข้าใจปรับนโยบาย จับตาค้านกฎหมายเปิดป่า นางรตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวถึงสถานการณ์ป่าและสัตว์ป่าในป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี ว่า จากการวิจัยทางวิชาการล่าสุดพบว่า ผืนป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ด้านตะวันตก เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลกพื้นที่แรกของไทยตั้งแต่ปี 2534 ขณะนี้มีเสือโคร่งอาศัยอยู่ 2-3 ตัว ต่อพื้นที่ 100 ตารางกิโลเมตร หรือรวมมีเสือโคร่งประมาณ 80-100 ตัว ถือเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากผืนป่าไซบีเรีย แต่ทางเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลป่าได้ตั้งเป้าหมายว่าภายใน 5 ปี จะต้องเพิ่มปริมาณเสือโคร่งเป็น 5 ตัวต่อ 100 ตารางกิโลเมตร หรือรวม 200 ตัว ซึ่งจะทำให้เลื่อนขึ้นเป็นอันดับที่ 1 ของโลก ทั้งนี้ ถือเป็นแนวโน้มที่น่าพอใจอย่างยิ่ง โดยเตรียมจะขยายโครงการศึกษาไปถึงทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งเป็นผืนป่าด้านตะวันตกที่อยู่ติดต่อกันด้วย สำหรับปัจจัยความสำเร็จคือ เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่ทำงานกันอย่างเข้มแข็ง เจ้าหน้าที่รัฐ นักวิจัย รวมถึงชุมชนในพื้นที่ชายป่า จำนวนเสือโคร่งในป่ามีความหมายถึงสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ เพราะอาหารของเสือโคร่งคือสัตว์กีบ เช่น เก้ง กวาง วัว ลูกกระทิง เมื่อเสือโคร่งอยู่ได้ ก็แสดงว่าต้องมีสัตว์กีบอาศัยอยู่เพียงพอ และยังหมายถึงพืชที่เป็นอาหารของสัตว์กีบเหล่านี้ ยังมีอย่างอุดมสมบูรณ์เพียงพอเช่นกัน ก็แสดงว่าป่ายังสมบูรณ์ แต่เราก็มีเป้าหมายจะเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ไปถึงเสือโคร่ง 5 ตัวต่อ 100 ตารางกิโลเมตร ภายใน 5 ปีข้างหน้า นางรตยา กล่าว นางรตยา ซึ่งอยู่ระหว่างร่วมงาน วันรำลึก 17 ปี สืบ นาคะเสถียร ณ อาคารอนุสรณ์สถาน สืบ นาคะเสถียร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี กล่าวด้วยว่า แม้แนวโน้มการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าจะไปในทางที่ดีขึ้น แต่ก็ยังต้องมีการทำความเข้าใจกับหลายฝ่ายอีกมาก โดยเฉพาะภาครัฐ มักดำเนินโครงการก้ำกึ่ง ด้านหนึ่งอนุรักษ์ แต่อีกด้านหนึ่งก็มีส่วนทำให้ผืนป่าหมดไป เช่น โครงการอุโมงค์ผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ ผ่านพื้นที่ป่ามายังจังหวัดสุพรรณบุรี หรือโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวบางโครงการ โครงการส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยว โครงการตัดถนนผ่านป่า การลักลอบตัดไม้ในปัจจุบันเหลือไม่มากแล้ว เนื่องจากไม้เป็นของใหญ่ ถึงอย่างไรก็คงจะไม่หมดไปเท่าที่คนยังมีกิเลส แต่ในปัจจุบัน สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ป่าเป็นวงกว้างกว่าคือ โครงการและนโยบายของรัฐบาล ที่จะเป็นโครงการขนาดใหญ่ เมื่อดำเนินการจะกินอาณาเขตพื้นที่กว้างขวาง ทั้งนโยบายทางตรง และการส่งเสริมทางอ้อม ส่วนการบุกรุกพื้นที่ป่าของชาวบ้านชุมชนนั้น ส่วนใหญ่จะรู้ว่าขอบเขตเป็นอย่างไร ประธานมูลนิธิสืบฯ กล่าวและว่า สำหรับภาคประชาชน เชื่อว่าส่วนใหญ่เข้าใจแล้วว่าการรักษาผืนป่าเป็นความจำเป็น และป่ากำลังจะหมดลง ทั้งนี้ยังต้องการความร่วมมือจากสื่อมวลชนและทุกภาคส่วนด้วย ประธานมูลนิธิสืบฯ กล่าวว่า ในปีต่อไป ทางมูลนิธิฯ จะเฝ้าระวังจับตากฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อผืนป่าและสัตว์ป่า เปิดป่า และจำหน่ายสัตว์ป่า โครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ และการเสริมสร้างความเข้าใจในชุมชนกับป่า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการรักษาป่า
|
|