พิมพ์หน้านี้
ในปีนี้มีวันเพิ่มมาอีก 1 วัน คือวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ทำให้เราจะมีช่วงเวลามากขึ้น อีก24ชั่วโมง เพราะปีนี้มีวันทั้งหมด 366 วัน เป็นที่ทราบกันดีว่า ในทุกๆ4ปีคล้ายกับฟุตบอลโลก เดือนกุมภาพันธ์จะมีวันที่ 29 เพิ่มขึ้นมาบนหน้าปฏิทิน โดยในประเทศไทยเราจะเรียกปีนี้ว่า ปีอธิกสุรธิน
อนึ่ง ปีอธิกสุรทิน คือ ปีที่มีวันหรือเดือนเพิ่มเข้ามา เพื่อทำให้ปีปฏิทินสอดคล้องกับปีดาราศาสตร์ หรือปีฤดูกาล ทั้งนี้เป็นผลจากการที่ฤดูกาลและปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ไม่ได้วนกลับมา เป็นจำนวนวันที่ลงตัว ในปฏิทินเกรกอเรียน ซึ่งเป็นต้นแบบของปฏิทินสุริยคติไทยในปัจจุบัน จะเพิ่มวันในเดือนกุมภาพันธ์ ให้มี 29 วัน ในปีที่เป็นปีอธิกสุรทิน จึงทำให้ปีอธิกสุรทินมี 366 วัน ในปฏิทินฮิจญ์เราะหฺจะกำหนด ให้เดือนซุลฮิจญะหฺ ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายมี 30 วัน จึงทำให้ปีอธิกสุรทินของปฏิทินฮิจเราะหฺมี 355 วัน
ปีอธิกสุรทินเกิดจากการที่โดยปกติแล้วในหนึ่งปีนั้นโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 365 วัน ซึ่งเป็นการคำนวณอย่างคร่าวๆ แต่ความจริงแล้ว ในแต่ละวันโลกเราจะใช้เวลาหมุนรอบตัวเอง เป็นเวลามากกว่า 24 ชั่วโมง คือเพิ่มขึ้นวันละ 15 นาที
ในเวลา 1 ปี เมื่อเราคำนวณจริงๆ แล้ว จะเป็นเวลา 365 วันกับเศษหนึ่งส่วนสี่วัน เวลาหนึ่งส่วนสี่วันนี้ ในทุกๆ สี่ปี มันจะรวมกันเป็น 1 วันพอดี ดังนั้นถ้าปีไหนก็ตามซึ่งเป็นปีที่เวลาเศษหนึ่งส่วนสี่วัน รวมกันครบ 1 วัน พอดี เราเรียกปีนั้นว่า ปีอธิกสุรทิน ซึ่งเป็นปีที่มี 366 วัน วันที่เพิ่มขึ้น จะเอาไปไว้ในเดือนกุมภาพันธ์จึงทำให้เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน (ปกติจะมี 28 วัน) การที่จะทราบว่าปีใดในระบบคริสต์ศักราชเป็นปีอธิกสุรทินหรือไม่ ทำได้โดยการหารปีนั้นด้วย 4 หากหารลงตัวจะเป็นปีอธิกสุรทิน นอกจากปีที่ลงท้ายด้วยเลขร้อย ต้องหารด้วย 400 หากหารลงตัว จะเป็นอธิกสุรทินตัวอย่าง 2004 หารด้วย 4 ลงตัว ก็จะเป็นปีอธิกสุรทิน เดือนกุมภาพันธ์ของปี นั้นมี 29 วัน การแบ่งปีตามหลักปฏิทินสากลแบ่งได้เป็นปีปกติมี 365 วัน และปีอธิกสุรทินมี 366 วัน โดยเพิ่มวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ขึ้นมาอีกหนึ่งวัน การให้มีปีอธิกสุรทิน เพราะโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบ ใช้เวลา 365.24218... ดังนั้นจึงต้องมีการปรับให้จำนวนวันต่อปีไม่คลาดเคลื่อนกับวิถีการโคจร เพื่อให้หลักการของปีอธิกสุรทินมีความชัดเจน จึงกำหนดเป็นสูตรไว้ดังนี้ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ เป็นวันที่ 60 ของปีอธิกสุรทิน ตามปฏิทินสุริยคติแบบเกรกอเรียน เมื่อถึงวันนี้ จะยังเหลือวันอีก 306 วันในปีนั้น ปีที่มีวันนี้จะเรียกว่าปีอธิกสุรทิน วันนี้จะปรากฏขึ้น ในทุกๆ รอบ 4 ปี เมื่อปีนั้น (ในรูป ค.ศ.) หารด้วย 4 ลงตัว แต่กฎเกณฑ์นี้มีข้อยกเว้น 2 กรณี คือ ถ้าปี ค.ศ. นั้นหารด้วย 100 ลงตัว ให้เป็นปีปกติสุรทิน แต่ถ้า ปี ค.ศ. นั้นหารด้วย 400 ลงตัว ให้เป็นปีอธิกสุรทิน
ด้วยกฎเหล่านี้จึงทำให้ ค.ศ. 1800, 1900, 2100, 2200 เป็นปีปกติสุรทิน แต่ ค.ศ. 1600, 2000, 2400 เป็นปีอธิกสุรทิน
การคำนวนหาปีอธิกสุรธิน จากกฎเกณฑ์นี้ ปี คศ. 2000 เป็นปีอธิกสุรทิน มี 366 วัน ปี คศ. 1900 และ 2100 เป็นปีปกติที่มี 365 วัน
หลักการของปฏิทินกรีกอเรียนทุก ๆ 400 ปี จะมีการปรับตามเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว ในรอบ 400 ปี จะมีจำนวนวันทั้งสิ้น 146,097 วัน ตัวเลข 146097 หารด้วย 7 ลงตัว ดังนั้นปฏิทินระบบนี้จึงลงตัวที่ 400 ปี พอดี และจะซ้ำเดิมอีกครั้ง และหากนำ 146097 หาร 400 จะได้ 365.2425 หรือกล่าวได้ว่าความยาวเฉลี่ยของปีหนึ่ง มีค่าเท่ากับ 365.2425 แต่หากนำมาเปรียบเทียบกับเวลาการโคจรจริงของโลกพบว่าตามหลักการนี้ จะทำให้มีข้อผิดพลาดไปหนึ่งวันในช่วงเวลาประมาณ 2500 ปี นั่นหมายถึง ก่อนรอบ 2500 ปี จะต้องมีการปรับวันที่กันอีกหนึ่งครั้ง ซึ่งหลายต่อหลายคนได้นำเสนอ ให้ปรับให้ปีที่หารด้วย 1600 ลงตัว ให้มี 365 วันอีกครั้ง ปีอธิกมาส ปกติวาร หมายถึงจำนวนวันปกติ แต่จะเพิ่มเดือนขึ้นมาอีก 1 เดือน รวมเป็น 13 เดือนใน 1 ปี โดยเพิ่มเดือน 8 ซึ่งเป็นเดือนเต็มมี 30 วัน เข้าไปอีก 1 เดือน เป็นปีที่มีเดือน 8 สองครั้ง รวมทั้งปีจะมี 384 วัน สำหรับปีพิเศษนี้เราเรียกว่า ปีอธิกมาส สำหรับกฏเกณฑ์ที่จะพิจารณาว่าปีใดจะมีการเพิ่มเดือน 8 หรือ ปีใดจะมีการเพิ่มวันในเดือน 7 หรือจะเป็นปกติไม่มีการเพิ่มวันเพิ่มเดือนนั้น กำหนดโดยการคำนวนจากช่วงเวลาที่มีการใช้ ปฏิทินจันทรคติ และปฏิทินสุริยคติไปในรอบ 19 ปี ช่วงเวลานี้เราเรียกว่า วัฏจักรเมตอน (Metonic Cycle) ซึ่งคิดโดย เมตอน นักปราชญ์ชาวกรีกเมื่อ 400 ปีก่อนคริสตกาล เพื่อปรับให้ปฏิทินทั้งสองสอดคล้องกันทุกๆรอบ 19 ปี จะเห็นว่าในช่วงเวลา 19 ปี จำนวนวันในปฏิทินสุริยคติจะเท่ากัน 365.25 x 19 เท่ากับ 6,939.75 วัน ส่วนในปฏิทินจันทรคติจะมี 354 x19 เท่ากับ 6,726 วัน ผลต่างของปฏิทินทั้งสองแบบคือ 6,939.75 ลบ 6,726 เท่ากับ 213.75 วัน เมื่อคิดเป็นเดือนเต็มทางจันทรคติซึ่งมี 30 วันจะได้ 7 เดือน กับเศษอีก 3.75 วัน ดังนั้นในรอบ 19 ปี ปฏิทินจันทรคติจะต้องมีการเพิ่มเดือนเข้าไป 7 เดือน เท่ากับว่าในรอบ 19 ปีจะมี ปีอธิกมาส 7 ปี โดยกำหนดให้ตรงกับปีที่ 3..6..9.11..14..17.19 วนเวียนอยู่เช่นนี้ ส่วนเศษของวันอีก 3.75 วันในรอบ 19 ปีนั้น จะใช้วิธีควบรวม 2 วัฏจักร คือทุก ๆ ช่วง 38 ปี ทำให้มีวันเพิ่มขึ้นมาอีก 7 วันครึ่งในรอบ 38 ปี โดยจะเพิ่มวันเข้าไปเป็นเดือนอธิกวาร โดยเพิ่มในปีปกติมาสเท่านั้น จึงมีปีอธิกวารอยู่ 7 ปีคือ ปีที่ 6.....12....17....22.....28....33....38
สรุปเกี่ยวกับปฏิทินจันทรคตินั้นให้สังเกตสิ่งที่ผิดปกติอยู่ 2 เดือนคือ เดือน 7 กับเดือน 8 โดยสังเกตจากปฏิทินว่า ถ้าปีใดที่เดือน 7 มีแรม 15 ค่ำ แสดงว่าปีนั้นเป็นปีอธิกวาร มีการเพิ่มวัน 1 วัน (ปกติเดือน 7 จะมีแค่ แรม 14 ค่ำเท่านั้น) และสังเกตเดือน 8 ถ้าปีใดที่มีเดือน 8 สองครั้ง คือเขียน 8-8 แสดงว่าปีนั้นมีการเพิ่มเดือนขึ้นมา 1 เดือนเรียกว่า ปีอธิกมาส
ทั้งนี้ ปีอธิกสุรทิน หมายถึง ปีที่เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน ซึ่ง 4 ปีจะมีปีอธิกสุรทิน 1 ครั้ง คำนวนได้ง่ายด้วยการใช้ปี คศ. หารด้วย 4 ถ้าไม่เหลือเศษแสดงว่าเป็นปีอธิกสุรทิน ส่วนปีที่เดือนกุมภาพันธ์มี 28 วัน อีก 3 ปีนั้นเรียกว่า ปีปกติสุรทิน
ในตำนานสากลกล่าวถึงการกำเนิดปฏิทินว่า เมื่อเราต้องการตรวจสอบวันในสัปดาห์หรือหาดูว่า วันหนึ่งวันใดในสัปดาห์ที่จะถึงเป็นวันที่เท่าไหร่ เราก็จะต้องดูในปฏิทิน พวกเราบางคนมีปฏิทิน อยู่บนนาฬิกาข้อมือด้วย ฉะนั้น มันก็จะดูเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่เมื่อหลายพันปีก่อนโน้น มันไม่ง่ายอย่างนี้หรอก บรรพบุรุษในยุคแรกสุดของเราต้องเฝ้าดูวันและเวลาที่ผ่านไป โดยการดูดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดวงดาว เมื่อเห็นดวงอาทิตย์ขึ้น เขาก็รู้ว่าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้ว เขาจะบอกได้ว่าเป็นเวลาเช้าหรือสายโดยดูจากความยาวของเงาที่เปลี่ยนไป ส่วนช่วงระยะต่างๆ ของดวงจันทร์ตั้งแต่ข้างขึ้นอ่อนๆ ระยะที่เป็นเสี้ยว ครึ่งดวง หรือเต็มดวง ก็ทำให้บรรพบุรุษของเรา ทราบอย่างคร่าวๆ ว่าวันผ่านไปกี่วันแล้ว
มนุษย์ค่อยๆเรียนรู้ว่า ดวงจันทร์ต้องใช้เวลามากกว่า 29 วันนิดหน่อยกว่าจะหมุนไปครบหนึ่งรอบ หรือ นับจากข้างขึ้นครั้งหนึ่งถึงข้างขึ้นอีกครั้งหนึ่ง การค้นพบความจริงข้อนี้ทำให้เกิดแนวความคิด เรื่องเดือนทางจันทรคติโดยอาศัยการสังเกตวงโคจรของทางดวงจันทร์ มนุษย์ยังได้เรียนรู้อีกว่า โลกต้องใช้เวลาประมาณ 365 วันในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบหนึ่งรอบ ดังนั้นจึงเกิด ความคิดเรื่องปีสุริยคติขึ้น แต่ปฏิทินจริงๆ ก็ยังอยู่ห่างไกลนัก การแบ่งเวลาตามการโคจร ของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์นั้น ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างหนึ่ง คือ เวลา 1 ปี ประกอบด้วยเดือนทางจันทรคติ 12 เดือน โดยแต่ละเดือนมี 29 ฝ วันนั้น รวมแล้วจะมี 354 วัน ขาดอีก 11 วัน จึงจะเท่าปีทางสุริยคติซึ่งมี 365 วัน
ชาวโรมันใช้ปฏิทินที่มีเดือนแบบจันทรคติ 12 เดือน แต่แล้วก็ค้นพบอย่างรวดเร็วว่า การใช้ปฏิทินแบบนี้ ทำให้แต่ละปีขาดไป 11 วัน ชาวโรมันคาดว่าเมื่อเพิ่ม เดือนพิเศษเข้าไปอีก 1 เดือน ทุกๆ 2-3 ปี จะสามารถชดเชยส่วนที่ขาดหายไปนั้นได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อจูเลียส ซีซาร์ ได้ปกครองกรุงโรมในศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล เขาก็พบว่า ปฏิทินโรมันนั้นช้ากว่าความเป็นจริงเกือบ 3 เดือน ซีซาร์จึงหารือกับนักดาราศาสตร์ชั้นนำคนหนึ่ง ชื่อ โซซิจีเนส และได้ทราบว่าในหนึ่งปีมี 365 ผ วัน จึงคิดปฏิทินแบบใหม่ขึ้น แทนที่จะเป็นเดือนทางจันทรคติที่มี 29 วันในหนึ่งเดือน เดือนแบบใหม่จะมี 30 หรือ 31 วัน ยกเว้นเดือนกุมภาพันธ์ ดังนั้น ในหนึ่งปีก็จะมี 365 วัน และเพื่อที่จะชดเชย วันที่ขาดหายไป จึงมีการเพิ่มวันเข้าไป 1 วันในเดือนกุมภพันธ์ของทุกๆปี ที่เรียกว่า ปีอธิกสุรทิน แม้กระนั้นก็ตาม ปฏิทินโรมัน หรือที่เรียกกันว่า ปฏิทินจูเลียนนั้นก็ยังไม่ถูกต้องอยู่ดีนั่นแหละ การประเมินของโซซิจีเนสที่ว่า หนึ่งปีมี 365 วัน นั้นก็ยังมีเวลาที่ขาดหายไป ราว 11 นาที กับอีก 2-3 วินาที มันก็ไม่ใช่เวลามากมายอะไรนักหรอก แต่พอหลายร้อยปีผ่านไป เจ้าเวลาเหล่านั้นจะรวมกันกลายเป็นเวลาหลายวัน ในศตวรรษต่อ ๆ มา ผู้คนพบว่า วันแรกของฤดูใบไม้ผลิ หรือที่เรียกว่า เวอร์นัน อิควิน๊อกซ์ ซึ่งเป็นวันที่ กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากันนั้น มาเร็วขึ้นเรื่อยๆ ในปีค.ศ. 1582 วันดังกล่าวนี้มาถึงเร็วกว่ากำหนดถึง 10 วัน คือมาถึงวันที่ 11 มีนาคม แทนที่จะเป็นวันที่ 21 มีนาคม
สันตะปาปาเกรเกอรีที่ 13 ได้ทรงขอให้บรรดานักดาราศาสตร์ชั้นแนวหน้าช่วยกันคิดหาวิธีแก้ข้อผิดพลาด ของปฏิทินโรมัน นักดาราศาสตร์ชื่อ คริสโตเฟอร์ คลาเวียส ได้เสนอให้ตัดวันในปีนั้นออกเสีย 10 วัน ซึ่งสันตะปาปาก็ทรงเห็นชอบด้วย วันถัดจากวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ.1582 จึงถูกประกาศให้เป็นวันที่ 15 ตุลาคม ไม่ใช่วันที่ 5 ตุลาคม แต่นั่นไม่ได้แก้ปัญหาในอนาคต สันตะปาปาจึงทรงมีโองการว่า นับแต่นั้นไป ปีอธิกสุรทินที่เป็นปีแรกของศตวรรษ จะไม่มีวันเพิ่มเป็นพิเศษในเดือนกุมภาพันธ์
การยกเว้นดังกล่าวนี้จะได้แก่ปีแรกของศตวรรษซึ่งเลขปี ค.ศ. หารด้วย 400 ได้ลงตัว เช่น ปี ค.ศ. 2000 เป็นต้น เพราะฉะนั้น ปฏิทินเกรเกอเรียนที่ใช้กันอยู่ในประเทศส่วนใหญ่ของโลก จะมีเวลาเกินอยู่ปีละ 25 วินาที หรือมีเวลาเกินไป 1 วันในทุกๆ 3,300 ปี อาจเป็นเพราะว่า 4 ปี จึงจะมีสักครั้ง อีกทั้งยังไม่ใช่วันสำคัญอะไร ไม่มีใครตั้งหน้าตั้งตารอคอย ผู้คนส่วนใหญ่ จึงไม่ได้สนใจวันที่ 29 กุมภากันเท่าไหร่ นัยว่ามีหรือไม่มีก็ไม่เห็นต่างกัน
แต่สำหรับคนที่เกิดหรือมีคนที่รู้จักเกิดวันที่ 29 กุมภา คงเข้าใจว่าวันนั้น เป็นวันที่หลายคนรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ แม้ว่าส่วนใหญ่จะเลือกที่จะฉลองงานวันเกิด ในวันที่ 28 กุมภาหรือ 1 มีนาแทน บ้างก็มีแก้เกี้ยวว่ามีวันเกิด 4 ปีครั้งก็ดี ไม่ต้องเลี้ยงงานวันเกิดบ่อย ไม่เปลือง ทว่าลึกๆแล้ววันคล้ายวันเกิดที่แท้จริงกลับมีแค่วันเดียว ซึ่ง4ปีจึงจะมีสักครั้ง
อย่างไรก็ตาม 29 กุมภาก็เป็น วันที่พิเศษกว่าทุกวัน เป็นเดือนพิเศษกว่าทุกเดือน และยังทำให้ปีนั้นเป็นปีที่พิเศษกว่าทุกปี แล้วสำหรับคุณละ 29 กุมภาพันธ์ นอกจากจะเป็นวันสิ้นเดือนที่เงินเดือนออกแล้ว วันนั้นมีความหมายกับคุณอย่างไรบ้าง
สำหรับเหตุการณ์ที่น่าสนใจในอดีตที่ผ่านมาของวันที่ 29 กุมภาพันธ์ จากหนังสือ "วันนี้ในอดีต" ของ ทรงวิทย์ แก้วศรี ระบุว่า ในต่างประเทศ เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1962 (พ.ศ.2505) จอห์น เกลน สร้างประวัติศาสตร์เป็นมนุษย์อวกาศอเมริกาคนแรกที่มีอายุมากที่สุด ที่ได้เดินทางขึ้นไปโคจรในอวกาศรอบโลกได้สำเร็จ หลังจากที่เคยเป็นวีรบุรุษ ของสหรัฐอเมริกาในการพิชิตอวกาศไปแล้วก่อนหน้านั้น ผู้ทุ่มเทชีวิตจิตใจศึกษาธรรมชาติขนาดหลับตามองเห็นพืชทุกชนิด ได้จำแนกพืชต่าง ๆ และตั้งชื่อกำกับพืชจนเป็นที่มาของการศึกษาค้นคว้าของคนรุ่นหลัง และในปี พ.ศ.2225 จอห์นเรย์ได้รับเกียรติอย่างสูงว่าเป็น "บิดาแห่งพฤกษศาสตร์" และตัวเขาได้ถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ.2248 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงไฟฟ้าขึ้นที่สามเสน ถือเป็นโรงไฟฟ้าแห่งแรกในเมืองไทย และคนไทยได้ใช้ไฟฟ้าเป็นครั้งแรก ทดแทนการใช้เชื้อเพลิงจาก ไต้ เทียนไข ตะเกียง น้ำมัน หรือแก๊สในอดีต ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเลือกบุคคลที่มีความสามารถสูงกว่า เข้ามาบริหารประเทศ ถึงขั้นจัดตั้งสมาคม ผู้ที่เกิดวันที่ 29 กุมภาพันธ์ เลยทีเดียว |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||