|
17 พฤษภาคม 2551 http://special.bangkokbiznews.com/detail.php?id=1510&username=thot3 "พล.อ.ชวลิต"แจกหนังสือยุทธศาสตร์ยุทธวิธีต่อสู้เอาชนะภัยความมั่นคงของชาติ ระบุพัฒนาการประชาธิปไตยไทยไม่มีทางอื่นนอกจากภายใต้สถาบันกษัตริย์ ประกาศผ่านพิธีศักดิ์สิทธิ์ดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยาและรับเหรียญรามาธิบดี ขอถวายตัวสู้ขบวนการสาธารณรัฐ มุ่งล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวการจัดงานคล้ายวันเกิดปีที่ 76 ของ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี โดยช่วงเช้าพร้อมกับคุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ ภริยา ได้เดินทางไปทำบุญพร้อมด้วยญาติมิตร ที่วัดพระยายัง และได้แจกพระพิฆเนต และ หนังสือ แนวทางประเทศไทย ยุทธศาสตร์ ยุทธวิถี การต่อสู้เอาชนะภัยความมั่นคงของชาติ มีนายไชยยงค์ รัตนวัน เป็นบรรณาธิการ และผู้เรียบเรียง มีคณะที่ปรึกษา อาทิ พระพรหมวิชรญาน พระราชปัญญาเมธี พระมหาบุญถึง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ศาสตราจารย์รังสรรค์ แสงสุข และ นายชิงชัย มงคลธรรม ในส่วนของ พลเอกชวลิต ได้มีคำปรารภในหนังสือว่า ประเทศไทยตั้งแต่ก่อตั้งชาติเมื่อยุคประวัติศาสตร์สมัยกลาง (middle age) ในระบบฟิวดัล (feudalism) มีรูปของประเทศเป็นแบบราชอาณาจักรตลอดมากว่า 700 ปี ราชอาณาจักรนี้เป็นวัฒนธรรมตะวันออกทางการเมืองการปกครอง ที่ถูกหล่อหลอมเป็นจิตวิญญาณของชาติตลอดมาล่วงถึงประวัติศาสตร์สมัยใหม่ พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงประยุกต์ก่อตั้งเป็นชาติสมัยใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วยองค์คุณเอกภาพ 3 ประการ ที่แยกออกจากกันไม่ได้ ถ้าแยกแล้วจะไม่มีความเป็นชาติ คือ สถาบันชาติ ศาสนา กษัตริย์ สะท้อนอยู่ในธงไตรงค์ 3 สี คือ สีแดง สีขาว สีน้ำเงิน สถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยนั้น ยิ่งใหญ่ด้วยพระบรมเดชานุภาพ และพระบารมีเหนือสถาบันพระมหากษัตริย์ในหลายประเทศทั้งปวง เพราะหลักสาระสำคัญของสถาบันพระมหากษัติรย์ไทย คือทศพิธราชธรรม ซึ่งสืบทอดมาแต่บรรพกาล โดยประสานอหิงสา ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษประจำชาติไทยเข้ากับพุทธอหิงสาธรรมคือ ทศพิธราชธรรม-ธรรมะ 10 ประการของสถาบันพระมหากษัตริย์ คือ
1.ทานัง คือ การให้ทั้งวัตถุทาน ธรรมทาน และอภัยทาน 2.ศีลัง คือ การละเว้นจากความประพฤติผิดทั้งปวง 3.บริจาค คือ การบริจาคเรื่องภายใน 4.อาชวัง คือ ความซื่อตรงและเข้มแข็งที่จะทำในสิ่งที่ถูก 5. มัทวัง คือ ความอ่อนโยนสุภาพต่อคนทั้งปวง 6.ตปัง คือ ความเพียรพยายาม ที่จะเผาผลาญกิเลสที่อาจเกิดขึ้น 7.อโกธัง คือ ไม่ถือโกรธหรือกระทำสิ่งใดด้วยอำนาจของความโกรธ 8.อวิหิงสา คือ ไม่เบียดเบียนผู้อื่นทั้งทางตรง และทางอ้อม 9.ขันติ คือ ความอดทนอดกลั้นต่อสิ่งยั่วโลภะและโทสะ โมหะทั้งปวง และ 10.อวิโรธนัง คือ ไม่ขืนทำในสิ่งผิด
ซึ่งสรุปลงในพระบรมราโชวาท เมื่อเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์เป็นจริง ด้วยพระราชจริยาวัตร และพระราชกรณียกิจตลอดเวลากว่าค่อนศตวรรษ โดยเฉพาะความประจักษ์เป็นจริงตามที่ได้เห็นกันอย่างชัดแจ้งในเหตุการณ์เฉพาะหน้า ถึงพระบรมเดชานุภาพและพระมหาบารมีที่สยบ พฤษภาทมิฬ เป็นข้อเท็จจริงยิ่งใหญ่ ซึ่งสามารถขจัดความเคลือบแคลงสงสัยที่อาจจะหลงเหลืออยู่บ้างในบุคคลบางจำพวก ถึงความจำเป็นและสำคัญสูงสุดที่ประเทศไทยจะต้องมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไปตลอดกาล
แม้แต่ในยุคปัจจุบันภายใต้การปกครองของประเทศไทยที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตย พสกนิกรผู้จงรักภักดีทั้งหลายก็ยังเชิดชูบูชาสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยความรู้แจ้งในวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างชนชาติไทย โดยเฉพาะไทยสยามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อเป็นหลักประกันอันแน่นอนของมาตรการที่ถูกต้องในการรักษาส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์
เพราะแม้ว่าจะเปี่ยมล้นด้วยความจงรักภักดีเพียงใด ถ้าขาดความรู้แจ้ง หรือเจือปนด้วยความงมงายแล้วก็อาจจะนำไปสู่มาตรการที่ผิดพลาด ซึ่งผลทางปฏิบัติแทนที่จะเป็นการรักษาส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์อาจกลายเป็นบั่นทอนหรือทำลายโดยไม่รู้ตัวไปเสียก็เป็นได้
เวลานี้การเรียกร้องการสร้างประชาธิปไตยกำลังขึ้นสู่กระแสสูง วงการเมืองยอมรับกันอย่างกว้างขวางแล้วว่า ทางออกของชาติ คือการสร้างประชาธิปไตย ที่ไหนก็ได้ยินแต่คำว่า สร้างประชาธิปไตย แต่วิธีการสร้างประชาธิปไตยทำอย่างไร ยังเต็มไปด้วยความสับสน วิธีการสร้างประชาธิปไตยในประเทศเอกราชเอเชียนั้น แตกต่างกับในประเทศยุโรป ซึ่งประชาชนลุกขึ้นช่วงชิงอำนาจพระมหากษัตริย์มาเป็นของตน
แต่ในประเทศเอเชียนั้น การสร้างประชาธิปไตยเป็นพระราชกรณียกิจของกระมหากษัตริย์ โดยพระมหากษัตริย์ทางมอบอำนาจ ซึ่งเป็นของพระองค์อยู่เดิมให้แก่ประชาชน ถ้าพระมหากษัตริย์ทางปฏิบัติพระราชกรณียกิจสำเร็จประชาธิปไตยก็สำเร็จ แต่ถ้าพระมหากษัตริย์ทางปฏิบัติพระราชกรณียกิจไม่สำเร็จไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม การสร้างประชาธิปไตยก็ล้มเหลว เพราะไม่มีวิธีการอื่น ๆ ที่จะสร้างประชาธิปไตยได้นอกจากวิธีการที่พระมหากษัตริย์ทรงมอบอำนาจให้ประชาชนเท่านั้น
พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) ในอดีตได้ใช้หลัก 3 ประการ คือ พรรค แนวร่วม กองกำลังติดอาวุธ เข้าทำแนวร่วมกับนายทุน ทำสงครามกลางเมือง และยกระดับขึ้นสู่สงครามประชาชน เพื่อโค่นล้มกองทัพแห่งชาติ โดยตั้งกองกำลังปลดแอกประชาชนขึ้นเมื่อปี 2512 และเริ่มสงครามในปี 2515 ฝ่ายกองทัพแห่งชาติเป็นฝ่ายตั้งรับมาโดยตลอด เพราะใช้ยุทธศาสตร์ผิด คือใช้ยุทธศาสตร์เผด็จการเข้าต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ประชาธิปไตยที่เป็นยุทธศาสตร์ชนะตามหลักของยุทธศาสตร์ เผด็จการแพ้คอมมิวนิสต์ คอมมิวสต์แพ้ประชาธิปไตย
จนถึง พ.ศ.2523 เกือบจะพ่ายแพ้ กองทัพแห่งชาติจึงได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์คอมมิวนิสต์ ตามนโยบาย 66/23 สถานการณ์จึงพลิกผันกลับจากหน้ามือเป็นหลักมือ จากแพ้แก้เป็นชนะ กองทัพแห่งชาติเป็นฝ่ายชนะสงครามกลางเมืองต่อคอมมิวนิสต์อย่างงดงามด้วยการปฏิบัตินโยบาย 66/23 ขั้นตอนที่ 1 คือ สร้างประชาธิปไตยระดับต่ำเท่านั้น ก็สามารถนำพาประเทศจากสถานการณ์สงครามเข้าสู่สถานการณ์สันติภาพได้สำเร็จ
จนสามารถยุบกองกำลังติดอาวุธ หรือกองทัพปลดแอกลงได้อย่างสิ้นเชิง ได้ทราบว่ามีกลุ่มบุคคลผู้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ดื้อรั้นบางกลุ่มหันมาใช้ยุทธวิธีแนวร่วมแทนอย่างเต็มที่ โดยพยายามใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น ชุบตัวในสถาบันวิชาการ เข้าร่วมทำเศรษฐกิจทุนนิยม เข้าร่วมถืออำนาจรัฐยุยงให้ทั้งฝ่ายรัฐ และฝ่ายทุนทำผิดให้มาก ๆ จึงมีการกล่าวกันว่า ปัจจุบันมีขบวนการบ่อนทำลายประเทศโดยใช้ระบบเผด็จการรัฐสภาเป็นเครื่องมือดำเนินยุทธวิธีแนวร่วมเพื่อก่อสงครามกลางเมืองเพื่อเปลี่ยนรูปของประเทศจากราชอาณาจักรไปสู่สาธารณรัฐ โดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นอาวุธหลัก
ด้วยเหตุ และปัจจัยของความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงของผู้คนในสังคม ในปัจจุบันความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงของผู้คนในสังคม ในปัจจุบันเป็นแรงผลักดันให้ตัวกระผม และผู้รักชาติรักประชาธิปไตยไม่อาจทนนิ่งเฉย เพราะเป็นความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง เป็นภารกิจแห่งชีวิตที่จะต้องดำเนินการเพื่อยุติปัญหาทั้งมวลลง โดยเฉพาะกับความเห็นที่ผิด ๆ หรือที่เรียกว่า มิจฉาทิฎฐิ ที่ก่อตัวขึ้นเป็นขบวนการบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติที่เรียกว่า ขบวนการสาธารณรัฐ มีความมุ่งหมายและดำเนินการโดยยุทธวิธีแนวร่วมเพื่อ ล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า
พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ระบุอีกว่า ในฐานะกระผมได้ผ่านพิธีศักดิ์สิทธิ์ดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยา และเป็นหนึ่งของสมาชิกเหรียญรามาธิบดีที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ได้รับพระราชทานเหรียญชั้นมหาโยธิน จึงขอประกาศต่อสู้กับกลุ่มบุคคลทุกกลุ่มที่กระทำการกระทบกระเทือน และเป็นปรปักษ์ต่อสถาบันหลักของชาติ และมีลักษณะรบกวนเบื้องพระยุคลบาทไม่ว่ากรณีใด ๆ ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี ซึ่งปวงข้าพระพุทธเจ้าขอเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมจนกว่าชีวิตจะหาไม่
|