วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน 2551
พิภพยกดร.ป๋วยชี้การเมืองใหม่-ช่วยยกระดับความเป็นไทย!
Posted by
indexthai
,
ผู้อ่าน : 121
, 10:43:57 น.
| หมวดหมู่ :
สังคม
พิมพ์หน้านี้
|
24 มิถุนายน 2551 07:52 น. http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000073976 พิภพ ยกนโยบายฝันการเมืองใหม่ของ ดร.ป๋วย ชี้ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้เท่าเทียมกัน แจงชัดช่วยให้เกิดสิทธิเสรีภาพ-ค่าจ้างราคาสูง-การรักษาพยาบาลอย่างดี พร้อมได้ความรู้ในทุกๆ ด้านโดยไม่ต้องเสียภาษี คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายพิภพ ธงไชย ปราศรัย http://www.managerradio.com/Radio/DetailRadio.asp?program_no=1002&mmsID=1002%2F1002%2D3655%2Ewma&program_id=15602 วันนี้ (24 มิ.ย.) นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ โดยกล่าวถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทยซึ่งเปลี่ยนแปลงจากระบอบราชธิปไตยไปเป็นระบอบประชาธิปไตย ว่า วันนี้ในประวัติศาสตร์เมื่อ พ.ศ.2475 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าฯ เจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นปีที่ 8 ในรัชกาลนั้น และนับเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 7 ได้มีบุคคลคณะหนึ่งซึ่งประกอบไปทหารเรือ พลเรือน และราษฎร ได้ร่วมกันทำการยึดอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีรัฐธรรมนูญใช้ปกครองประเทศ โดยสายทหารบก นำโดย พ.อ.พญาพหล พยุหเสนา หรือพจน์ พลโยธิน สายทหารเรือนำโดย น.ต.หลวงสินธุ สงครามชัย หรือสิน กมลนาวิน และสายพลเรือน นำโดยอมาตตรีหลวงประดิษฐ์ มนูธรรม หรือนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งตั้งแต่วันนั้นเราได้มีการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และที่เรามากันวันนี้ก็เพื่อที่จะรักษาระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นแบบอื่นนายพิภพ กล่าว นายพิภพ กล่าวอีกว่า สมัยก่อนยังไม่มีศัพท์สมัยใหม่ หรือที่เรียกกันว่าปฏิวัติ โดยในขณะนั้นเรียกกันธรรมดาว่าเปลี่ยนการปกครองของพระมหากษัตริย์ที่ทรงอยู่เหนือกฎหมาย มาเป็นการปกครองที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย โดยมีหลัก 6 ประการ คือ 1.รักษาความเป็นเอกราชทั้งทางการเมือง ทางศาล หรือทางเศรษฐกิจ ไว้ให้มั่นคง 2.รักษาความปลอดภัยในประเทศ โดยให้การประทุษร้ายต่อกันลดลงให้มากที่สุด 3.บำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎร โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทำ 4.ต้องการให้มีความเสมอภาคกัน 5.ให้ราษฎรมีเสรีภาพ ซึ่งต้องไม่ขัดกับอีก 4 หลักเบื้องต้น และหลักที่ 6.ให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร ซึ่งขณะนั้นคณะราษฎรที่เกิดขึ้นนั้น ตกอยู่ในสภาพที่ถูกแวดล้อมโดยอาณานิคมของอังกฤษ และฝรั่งเศส ซึ่งชาติทั้งสองถือเอาประเทศสยามเป็นกันชน จากนั้นได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยได้ประกาศเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ เป็นเหตุให้นายปรีดี จึงตั้งคณะเสรีไทยขึ้นมาเพื่อกู้ชาติ เพื่อที่จะเตรียมว่าหากฝ่ายอักษะแพ้ จะได้มีเหตุว่าทางประชาชนไทยไม่ได้เห็นด้วยกับการเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ จนสุดท้ายญี่ปุ่นซึ่งอยู่ฝ่ายอักษะกำลังจะแพ้สงคราม นายปรีดี ได้ชิงประกาศอิสรภาพของไทยในวันที่ 16 ส.ค.2488 ซึ่งเรียกกันว่าวันสันติภาพ เพื่อไม่ให้ทหารของอังกฤษมาปลดอาวุธของทหารไทย โดยอ้างว่า ในคำประกาศการลงนามในสงครามนั้น นายปรีดี ไม่ได้ลงนาม จึงถือประกาศนั้นเป็นโมฆะ พร้อมทั้งอ้างขบวนการเสรีไทย ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม และไม่ต้องถูกแบ่งเป็น 2 ประเทศ ซึ่งนี่คือคุณูปการของคณะราษฎรนายพิภพ ระบุ นายพิภพ กล่าวอีกว่า แต่การปกครองระบอบประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลาน เพราะมีการปฏิวัติมาโดยตลอด และพัฒนามาจนเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมโดยรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และมาเป็นประชาธิปไตย 2 แบบ คือ ระบบรัฐสภา และระบบพลเรือน ซึ่งเรียกว่าการเมืองภาคพลเรือน ซึ่งกรณีของเขาพระวิหารนั้น เป็นผลพวงของประเทศฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคม ที่ขีดเส้นแบ่งดินแดนใหม่ แล้วเอาเขาพระวิหารไปอยู่ในส่วนของเขมร แทนที่จะแบ่งตามสันปันน้ำที่เป็นหลักสากล โดยในศาลโลกไปคำนึงถึงวิธีคิดแบบฝรั่งเศส แต่เราไม่ยอมรับคำตัดสินนั้น เราจึงใช้อ้างมาจนถึงวันนี้ และที่เรามาท้วงติงรัฐบาลสมัคร เพราะไม่ควรพูดท้วงติงเรื่องเราเสียปราสาทพระวิหารมา 45 ปี โดยไม่มีใครท้วงติง นายสมัคร ไม่ควรใช้ดังกล่าวออกโทรทัศน์ เพราะถึงแม้ไม่มีใครท้วงติง แต่ก็ไม่มีใครไปรับรอง เพราะเราได้ขอสงวนคำโต้แย้งไว้ และหน้าที่ของนายกฯ คือ ต้องเอาคำสงวนข้อโต้แย้งตั้งแต่ในสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นั้น มาใช้ในการโต้แย้งต่อไป แต่กลับไปยอมรับอะไรง่ายๆ โดยไม่รู้ประวัติศาสตร์ เพราะในฐานะของนายกฯ ไม่สามารถพูดอย่างนั้นได้ และไม่ควรทำนายพิภพ กล่าว แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวต่อว่า เราต่อสู้กันมา และได้สร้างการเมืองใหม่ ซึ่งมีหลายด้าน แต่จะสร้างอย่างไรก็แล้วแต่ จะต้องอยู่ในระบอบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยให้พ่อแม่พี่น้องมีอิสรภาพ และเสรีภาพ และคนที่เขียนได้กระชับเพียง 3 หน้า ก็สามารถที่จะบอกนโยบายที่เป็นความฝันได้ คือ ดร.ป๋วย ซึ่งระบุไว้ว่า ผมต้องได้รับบริการอันดีตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา โดยไม่มีลูกถี่นัก และพ่อกับแม่ต้องอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข โดยในระหว่าง 2-3 ขวบ ผม และแม่ต้องได้รับอาหารที่มีประโยชน์ และต้องการไปโรงเรียนเพื่อมีคุณธรรมแห่งชีวิต พี่สาวผม และน้องผม ก็ต้องไปโรงเรียน โดยในสมัยก่อนเด็กผู้ชายเท่านั้นที่จะได้ไปเรียนหนังสือ และไม่ว่าจะรวยหรือจน ก็ต้องได้รับการศึกษาทุกคน รวมทั้งเมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว ต้องมีการงาน หรืออาชีพที่มีความหมาย โดยเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องทำให้ประชาชนมีงานทำอย่างทั่วถึง เพราะการว่างงานเป็นโรคร้ายของสังคม ซึ่งรัฐบาลที่ดีในอนาคต จะต้องหางานให้กับประชาชน เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่แกนนำพันธมิตรฯ ระบุ นายพิภพ กล่าวอีกว่า บ้านเมืองที่ผมอาศัย จะต้องมีขื่อมีแป ไม่มีการข่มขู่ กดขี่ หรือประทุษร้ายกัน โดยมีกฎหมายเป็นหลักเพื่อตัดสินกรณีพิพาท เหมือนที่นายสมัคร ข่มขู่ขณะที่เราใช้เสรีภาพ ซึ่งนี่คือความฝันของ ดร.ป๋วย ซึ่งเหมือนกับกรณีที่เราต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะถ้าเราทำได้ บ้านเมืองก็จะมีขื่อมีแปมากยิ่งขึ้น ซึ่งต่อไปนักการเมืองคนอื่นๆ ก็จะเกิดความหวั่นไหวในการกระทำความผิด นอกจานี้ยังต้องการให้กรรมมรมีหุ้นส่วนในโรงงาน และมีส่วนได้เสียในด้านการเงิน เพราะในสมัยก่อนผลผลิตไม่ได้รับความเป็นธรรม ดังนั้นค่าแรงจึงต้องเพิ่มสูงขึ้น และต้องไม่มีนายทุนเป็นชาวต่างชาติ เพราะเข้ามากดขี่แรงงาน และค่าจ้าง ซึ่งพอเขาเห็นท่าไม่ดี ก็จะเผ่นหนีกลับประเทศของเขา รวมทั้งยังต้องการอ่านหนังสือพิมพ์ และการดูโทรทัศน์สาธารณะที่ไม่มีโฆษณา เพราะจะได้รับฟังข่าวารทุกด้าน รู้เท่าทันข่าวสารบ้านเมือง รวมทั้งจะต้องซื้อหนังสือในราคาไม่แพง โดยรัฐบาลจะต้องไม่เก็บภาษีเลยแม้แต่บาทเดียว อีกทั้งรัฐบาลต้องให้การรักษาด้วยราคาถูก และรักษาอย่างดีนายพิภพ กล่าวทิ้งท้าย
|