• indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-04-28
  • จำนวนเรื่อง : 201
  • จำนวนผู้ชม : 22911
  • จำนวนผู้โหวต : 41
  • ส่ง msg :
ริมฝั่งแม่น้ำมูน
เอารัดเอาเปรียบ เห็นแก่ตัว มักง่าย ไม่รับผิดชอบ กอบโกย
Permalink : http://www.oknation.net/blog/rivermoon
วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551
อัยการฟ้องจำเลยแม้วออกกฎหมายเอื้อธุรกิจครอบครัว
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 149 , 11:53:21 น.   | หมวดหมู่ : นายกทักษิณ  
พิมพ์หน้านี้


อสส.ยื่นฟ้อง'ทักษิณ'ต่อศาลฎีกานักการเมือง

11 กรกฎาคม 2551
http://www.bangkokbiznews.com/

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร:(เบื้องต้น) รองอัยการสูงสุดเผยนำสำนวนคตส. คดีออกกฎหมายภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมเอื้อประโยชน์ธุรกิจครอบครัว ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกานักการเมืองวันนี้11.00น.

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ประธานคณะทำงานรับผิดชอบสำนวนคดีของ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ(คตส.) เปิดเผยว่าวันนี้ (11ก.ค.) เวลา 11.00 น. ได้มอบหมายให้นายเสกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ เดินทางไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อยืนฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 157 และ 152

ตามสำนวนการไต่สวนที่ คตส.ส่งมอบให้อัยการเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา ชี้มูลความผิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กระทำผิดในการออกกฏหมายเรียกเก็บภาษีสรรพสามิต ในกิจการโทรคมนาคม อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจของครอบครัว

นายวัฒวุฒิ กล่าวว่าสำนวนที่ คตส.ส่งให้อัยการ ๆ พิจารณาแล้วเห็นว่าสมบูรณ์เพียงพอที่จะยื่นฟ้องคดีได้ จึงดำเนินการสั่งฟ้องคดี และให้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลในวันนี้

 ..............................................................................................
ความคิดเห็นที่ 6 
แน่จริงฟ้อง CTX ด้วยเดะ
ยฟ 142.161.99.233 11:38:43

..............................................................................................

ความคิดเห็นที่ 5 
มันก็สั่งฟ้องคดีเฉพาะที่ไม่มีพวกมันติดร่างแหไปด้วย ส่วนคดีที่พวกมันมีเอี่ยว เช่น CTX ล้านเปอร์เซ็นต์ มันไม่ฟ้องเด็ดขาด เพราะนายสูงสุดของมันมีเอี่ยวด้วย ไ-อ้สำนักงานนี้มันเล่นละครเก่ง แต่เนื้อในของมันเป็นแหล่งชุมนุมคนชั่วกว่า 95% คนชั่วกว่าครึ่งอยู่นอกคุก เพราะมันไม่สั่งฟ้อง ส่วนคนดีกว่าครึ่งอยู่ในคุกเพราะมันจะสร้างผลงานด้วยการสั่งฟ้อง ระหว่างตำรวจ2แสนคน 80%เลว กับไ-อ้พวกนี้ 5พันคน 95%เลว ถ้าเทียบเป็น % ไ-อ้พวกนี้เลวกว่าเยอะ มันกินง/ด =ศาล แต่ทำงานน้อยกว่าภารโรง รร.เสียอีก ยุบได้แล้วไ-อ้ สนง นี้
soom 58.97.41.74 11:34:12

..............................................................................................

ความคิดเห็นที่ 4
รีบๆตัดสินหล่ะ อย่ารอให้มันแก่ตาย หรือไม่ก้อมันยึดคืนอำนาจแล้วมาแก้คดีให้พ้นผิด
khonthai 61.177.202.234 11:15:29

..............................................................................................

ความคิดเห็นที่ 3 แจ้งลบ อุ๊ยตาย จริงหรือนี่ อัยการเริ่มทำงานแล้ว หรือกลัวพันธมิตรจะไปเยี่ยม อาทิตย์หน้าเลยรีบชิงทำผลงาน
อายยะการ 203.155.247.94 11:12:47

..............................................................................................

ความคิดเห็นที่ 2
ทำดีก็ให้กำลังใจ นึกว่าอัยการโดนซื้อไปแล้วเสียอีก
กำลังใจให้ผู้ทำถูกต้อง 125.25.32.146 11:07:20

..............................................................................................

ความคิดเห็นที่ 1 เลี๊ยบทำเป็นแต่สิ่งง่ายๆ แบบเป็น รมต ไอซีที ช่วยลดภาษีสรรพสามิตรให้เศรษฐีนายใหญ่ ช่วยเอื้อประโยชน์ธุรกิจเศรษฐีได้อย่างรวดเร็วทันใจ แต่พอถึงเวลาช่วยคนจนกำลังคิดฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจจริงๆ หัวตื้อ งง ไม่รู้จะทำยังไง นี่ก็จะแจกคูปองคนจนให้หัวคะแนนพรรค กำนันผู้ใหญ่บ้าน เอาไปแจกชาวบ้านต่ออีกแล้วให้ประชานิยมชมชอบพรรคตน
คนรอคูปอง 203.148.162.137 10:56:43


 
11 กรกฎาคม 2551 11:13 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000081602
 
 


        อัยการฟ้อง"ทักษิณ"เป็นจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีทุจริตต่อหน้าที่แปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของตนเองและพวกพ้อง, ทำให้เกิดความร่ำรวยผิดปกติกว่า 6.5 หมื่นล้านบาท
      
      
       วันนี้(11 ก.ค.)เวลา 11.00 น.ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ประธานคณะทำงานรับผิดชอบสำนวนคดีของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.)ได้มอบหมายให้นายเสกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ เดินทางไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อยืนฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยในความผิดฐาน เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 157 และ 152
      
       นายวัฒวุฒิ กล่าวว่า สำนวนที่ คตส.ส่งให้อัยการ อัยการพิจารณาแล้วเห็นว่าสมบูรณ์เพียงพอ ที่จะยื่นฟ้องคดีได้ จึงดำเนินการสั่งฟ้องคดี และให้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลในวันนี้
      
       สำหรับสำนวนคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ที่ผ่านมา นายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ เจ้าพนักงานปราบปรามการทุจริต ระดับ 9 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะอนุกรรมการ คตส.ไต่สวนคดีร่ำรวยผิดปกติได้นำสำนวนการสอบสวนพร้อมสำเนาจำนวน 20 แฟ้ม รวม 7,537 หน้า พร้อมชี้มูลความผิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกกล่าวหาว่า ปกปิดการกระทำกันเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของตนเองและพวกพ้อง, กรณีการกระทำอันเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม และกรณีทุจริตต่อหน้าที่แปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ทำให้เกิดความร่ำรวยผิดปกติกว่า 6.5 หมื่นล้านบาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152, 157 และอื่นๆมาส่งให้กับนายรุธ เขื่อนสุวรรณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 พิจารณา
      
      รายละเอียดคำฟ้อง จะนำเสนอให้ทราบต่อไป
 
จำนวนคนอ่าน 2484 คน จำนวนคนโหวต 87 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่ 
เห็นด้วย 85 คน  98 %
ไม่เห็นด้วย 2 คน  2 %
..............................................................................................
ความคิดเห็นที่ 4  
เหนื่อย เบื่อ เอาให้ตายเลยช้าอยู่ได้
j
..............................................................................................
ความคิดเห็นที่ 3  
ไปอยู่กับกำนันเป๊าะ และนายวัฒนา อัศวเหมได้เลยบั้นปลายชีวิต
โดนแน่
 ..............................................................................................
ความคิดเห็นที่ 2  
ดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ต้องละเว้นหน้าอินทร์หน้าพรหม
ศาลไคฟง
..............................................................................................
ความคิดเห็นที่ 1  
ดีมาก จะได้ใช้โทรศัพท์ถูกบาง
ฟายจริง ๆ
 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6
indexthai วันที่ : 15/07/2008 เวลา : 17.36 น.
http://www.oknation.net/blog/indexthai

“หม่อมเต่า” ให้การมัด “เมียแม้ว” ซื้อที่ดินไม่เหมาะสม

15 กรกฎาคม 2551 16:11 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000083275

ไต่สวนพยานโจทก์ครั้งที่สอง คดี “แม้ว-อ้อ” ทุจริตซื้อที่ดินรัชดา อัยการนำพยาน 4 ปากเข้าเบิกความ “หม่อมเต่า” เผยเคยคิดเข้าร่วมประมูลที่ดิน แต่มีปัญหาก่อนรู้ว่า “อ้อ” ประมูลด้วย ขณะที่อดีตผู้จัดการกองทุนรู้ข่าววงนอกสะพัด “อ้อ” ร่วมประมูล

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง วันที่ 15 ก.ค.2551 เวลา 09.30 น.นายทองหล่อ โฉมงาม ผู้พิพากษาอาวุโสเจ้าของสำนวนพร้อมองค์คณะผู้พิพากษา 9 คน ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานโจทก์ครั้งที่สอง ในคดีหมายเลขดำที่ อม.1/2550 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก มูลค่า 772 ล้านบาท ตามประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542

โดยในวันนี้อัยการนำ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตประธานคณะกรรมการจัดการกองทุนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน เข้าเบิกความสรุปว่า กองทุนมีสภาพเป็นนิติบุคคล บริหารงานในรูปแบบของคณะกรรมการกองทุน ซึ่งจะมีปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมเป็นคณะกรรมการกองทุนด้วย โดยกองทุนจะอยู่ภายใต้กำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งการจำหน่ายที่ดินของกองทุน ไม่ต้องขออนุมัติจาก รมว.คลัง หรือนายกรัฐมนตรี โดยคณะกรรมการมีอำนาจที่จะมีมติให้จำหน่ายที่ดินได้ ส่วนในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนในการจำหน่ายที่ดินจะพิจารณาจากสภาพเศรษฐกิจด้วย ซึ่งหากสภาพเศรษฐกิจไม่ดีก็คงจะต้องรอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวก่อน อย่างไรก็ดีในสมัยที่ตนเป็นประธานกองทุน นายกรัฐมนตรีไม่ได้เข้ามาบทบาทกำกับดูแลกองทุน

ม.ร.ว.จัตุมงคล เบิกความด้วยว่า ในเรื่องของการซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นข้อพิพาทคดีนี้ ในส่วนของพยานเมื่อพ้นจากตำแหน่งต่างๆ แล้วพยานได้ไปมีส่วนร่วมในธุรกิจที่ดิน ซึ่งได้ทราบข้อมูลว่าจะมีการเปิดประมูลซื้อที่ดินพิพาทคดีนี้ในราคาตารางวาละ 70,000 บาท โดยพยานได้ทำการติดต่อกับเจ้าหน้าที่กองทุน เพื่อเข้าร่วมการประมูลด้วย แต่ภายหลังพยานและหุ้นส่วนทางธุรกิจมีปัญหา จึงไม่สามารถเข้าร่วมประมูลได้ จึงได้ติดต่อกลับไปยังเจ้าหน้าที่เพื่อแจ้งยกเลิกการประมูล และได้ทราบข่าวว่า คุณหญิงอ้อ (คุณหญิงพจมาน ชินวัตร) จะเข้าร่วมการประมูลด้วย ซึ่งเรื่องนี้พยานเคยให้การไว้ในชั้นไต่สวนของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แล้ว ว่า เป็นการไม่เหมาะสมถ้าจะมีภรรยาของเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทำสัญญา โดยส่วนตัวรับราชการมาเป็นเวลากว่า 40 ปี ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ไม่อยากเข้าไปทำธุรกิจเกี่ยวกับการทำสัญญากับทางราชการเพราะอาจจะทำให้เกิดความสงสัยและเกิดความเสียหายในภายหลังได้

ต่อมาอัยการนำ นายอำนวย ธันธรา อดีต คตส.เข้าเบิกความ สรุปว่า พยานไม่ได้เป็นคณะอนุฯ ตรวจสอบและไต่สวนคดีนี้ โดยเมื่อคณะอนุฯ ตรวจสอบและไต่สวนเสร็จสิ้นแล้ว ได้สรุปสำนวนและเสนอความเห็นต่อที่ประชุม คตส.ซึ่ง คตส.มีความเห็นส่งให้อัยการยื่นฟ้องคดีนี้และขอให้ริบทรัพย์ แต่โดยส่วนตัวเห็นว่า นิติกรรมการทำสัญญาซื้อขายที่ดินรัชดา เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย นิติกรรมจึงต้องตกเป็นโมฆะ โดยคู่กรณีทั้งสองฝ่ายต้องกลับไปอยู่ในสถานะเดิม หมายความว่า ไม่มีการโอนขายที่ดิน ดังนั้น เงินที่ซื้อขายที่ดิน พยานเห็นว่าน่าจะริบไม่ได้

จากนั้นอัยการนำ นายเกริก วณิกกุล เจ้าหน้าที่ ธปท.อดีตผู้จัดการกองทุน ปี 2545 เข้าเบิกความสรุปว่า ที่ดินรัชดาเดิมเป็นของ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอราวัณ ทรัสต์ เมื่อปี 2538 ที่ดินดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 100 ล้านบาทเศษ แต่เมื่อโอนมาเป็นของกองทุน แล้วมีมูลค่าสูงขึ้นเป็น 2 พันล้านบาทเศษ เนื่องจากกองทุนได้นำเงินเข้าไปช่วยเหลือการสภาพคล่องของ เอราวัณทรัสต์ ให้ดำรงอยู่ได้ ซึ่งถ้าหากเอราวัณทรัสต์ล้ม กองทุนก็จะเป็นเจ้าหนี้ด้วย ส่วนที่มูลค่าที่ดินลดลงจาก 2 พันล้าน ในปี 2544 เหลือเพียง 700 ล้านบาทเศษ นายเกริก เบิกความว่า โดยหลักการทางบัญชีเมื่อกองทุนได้สนับสนุนสภาพคล่อง เอราวัณทรัสต์ แต่กองทุนมีสองสถานะ ซึ่งนอกจากจะเป็นนิติบุคคลแล้ว อีกสถานะหนึ่งขึ้นตรงกับ ธปท.ซึ่ง ธปท.จะต้องถูกตรวจสอบบัญชีโดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ที่จะต้องแสดงตัวเลขหนี้สินทรัพย์ให้ชัดเจนเพื่อความสะดวกในการทวงถามติดตามหนี้สินที่เกิดขึ้นที่แท้จริง ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีหนี้สินอยู่กับกองทุนฯ 100 ล้านบาท แต่ราคาประเมินที่ดินอยู่ที่ 50 ล้านบาท ก็จะเท่ากับว่ามูลค่าหนี้ที่แท้จริงเหลืออยู่ 50 ล้านบาท

นายเกริก เบิกความต่อว่า ส่วนการขายที่ดินครั้งที่สองที่กองทุนฯได้ทำการรวมโฉนดแปลงย่อย 13 แปลง เป็นโฉนดใหญ่ 4 แปลง เนื่องจากในการขายที่ดินครั้งแรก กองทุนพยายามขายแล้วแต่ไม่มีผู้ซื้อ จึงกลับมาคิดหาสาเหตุ ซึ่งคณะกรรมกองทุนฯส่วนหนึ่งเห็นว่า ตั้งราคาขายที่ดินสูงเกินไป และอีกส่วนหนึ่งเห็นว่าน่าจะทำการรวมโฉนดที่ดินเพื่อความสะดวกของผู้ซื้อ ดังนั้นคณะกรรมการจึงมีมติให้รวมโฉนด ซึ่งพยานเห็นว่าไม่ทำให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น เหมือนการรวมแบงก์ 100 บาท 5 ใบ เป็นแบงก์ 500 บาท 1 ใบ ส่วนเรื่องการวางเงินมัดจำซองประมูลที่ครั้งแรกกำหนดไว้เพียง 10 ล้านบาท แต่ครั้งที่ 2 เพิ่มวงเงินเป็น 100 ล้านบาทนั้น รายละเอียดพยานจำไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่ จะเป็นเรื่องของมติกรรมการกองทุน ซึ่งการซื้อขายที่ดินทุกครั้งจะต้องมีการกำหนดราคากลางเสมอ อย่างไรก็ดีพยานจำไม่ได้ว่าหลังจากที่กองทุนขายที่ดินข้อพิพาทคดีนี้แล้ว ในการขายที่ดินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอราวัณฯ อีกแปลงที่ขายให้ อ.ส.ม.ท.จำนวน 50 ไร่ และที่ดินแปลงอื่นอีก 8 ครั้ง จะกำหนดการวางเงินมัดจำเท่ากับการขายที่ดินคดีนี้หรือไม่ รวมทั้งจำไม่ได้ว่าในส่วนของคณะกรรมการเปิดซองประมูลซื้อที่ดินคดีนี้จะมี นายสมใจนึก เองตระกูล ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นคณะกรรมการ หรือไม่

นายเกริก เบิกความด้วยว่า ในการลงชื่อซื้อซองประมูลราคา พบว่า มีนิติบุคคล 2 ราย และบุคคลธรรมดา 1 ราย โดยไม่มีการระบุว่ากระทำในนามแทนของบุคคลใดหรือมีชื่อของคุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 2 ซึ่งไม่ได้มีกฎหรือระเบียบใดระบุไว้ว่าผู้ลงชื่อซื้อซองกับผู้ยื่นซองประมูลราคาจะต้องเป็นบุคคลเดียวกัน หรือกระทำแทนกันได้หรือไม่ ซึ่งก่อนการประมูล พยานเคยได้ยินข่าวจากวงนอกแว่วๆ ว่าภริยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเข้าร่วมประมูลที่ดินด้วย โดยเรื่องนี้พยานได้ให้การต่อ คตส.แล้ว

ต่อมาอัยการนำ นายไพโรจน์ เฮงสกุล อดีตผู้จัดการกองทุน ช่วงปี 2549-2550 เข้าเบิกความสรุปว่า พยานเคยให้การต่อ คตส.ว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้มีอำนาจกำกับดูแลกองทุน โดยตรง แต่เหตุที่พยานทำหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษคดีนี้ เนื่องจาก คตส.ได้มีหนังสือถึงกระทรวงการคลัง ส่งเรื่องให้กองทุน และที่ประชุมกรรมการกองทุนฯ ให้พิจารณาร้องทุกข์ เพราะ คตส. เห็นว่า การเข้าประมูลซื้อขายที่ดินไม่ชอบด้วย กฎหมาย ม.100 (พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.) ตนในฐานะผู้จัดการกองทุนจึงเป็นผู้แทนเข้าร้องทุกข์

นายไพโรจน์ เบิกความว่า กองทุนอยู่ภายใน ธปท.ในส่วนของการดำเนินการจึงเป็นไปตามคำสั่ง ธปท. แต่ถ้าส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจ ก็จะปฏิบัติตามระเบียบของรัฐวิสาหกิจนั้น ส่วนเรื่องหลักเกณฑ์การวางซองมัดจำซื้อขายที่ดินพิพาทคดีนี้ ซึ่งต้องโอนเงินสดจำนวน 100 ล้านบาทเข้าบัญชีกองทุนฯ ส่วนที่ดินที่ขายให้ อ.ส.ม.ท.จำนวน 50 ไร่ ที่ให้วางเป็นแคชเชียร์เช็ค นั้น พยานเห็นว่าไม่มีปัญหาความแตกต่าง เพราะถึงจะวางเป็นแคชเชียร์เช็คก็จะต้องนำเข้าบัญชีเงินฝากกองทุนเช่นเดียวกัน ส่วนที่กองทุนจะได้ดอกเบี้ยหรือไม่ขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับธนาคาร

นายไพโรจน์ เบิกความต่อว่า นายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจกำกับดูแล ซึ่งขณะที่พยานเป็นผู้จัดการกองทุน ในสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้เข้ามากำกับดูแลหรือสั่งการพยาน

ภายหลังศาลไต่สวนพยานโจทก์เสร็จสิ้นครบจำนวน 4 ปาก ตามบัญชีของอัยการโจกท์แล้ว ศาลนัดไต่สวนพยานโจทก์ครั้งต่อไปวันที่ 22 กรกฎาคม เวลา 09.30 น.โดย นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ หัวหน้าคณะอัยการรับผิดชอบว่าความคดีนี้ กล่าวว่า ได้เชิญ นายนาม ยิ้มแย้ม อดีต ประธาน คตส.นายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง นายสว่างจิต จายวัฒน์ ผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูฯ ขณะเกิดเหตุ และ นายรุ่งเรือง โคกขุนทด เจ้าหน้าที่กองทุนขณะเกิดเหตุ เข้าเบิกความ

ภายหลัง ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า หลังพ้นตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.ได้เข้าไปร่วมประมูลที่ดินรัชดาฯ ครั้งที่ 1 แต่ขอถอนตัวเนื่องจากเห็นว่าการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์จะส่งผลให้มีการได้เปรียบเสียเปรียบเกิดขึ้น อีกทั้งมีหุ้นส่วนหลายคนจึงจำเป็นต้องถอนตัว จึงทำให้เกิดการประมูลครั้งที่ 2 ตามมา ซึ่งตนรู้จากเจ้าหน้าที่ว่าคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประมูลด้วย

“ผมก็ตกใจเหมือนกันที่รู้ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาร่วมประมูลด้วย ผมไม่ได้ถอนตัว เพราะรู้ว่าคุณหญิงพจมานร่วมประมูลด้วย แต่ถอนตัวออกมาก่อนแล้วถึงมาทราบภายหลัง ซึ่งตามหลักการที่รู้กันว่าถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐก็ควรทำหน้าที่ไป หากเอาเรื่องธุรกิจเข้ามาปะปนด้วยมันก็ไม่เหมาะสม และผมก็ไม่ทราบความในใจของผู้ซื้อที่ดินว่าจะเอาไปทำอะไร ที่ดินมีตั้งมากมายในโลก จะก่อให้มันยุ่งทำไม หากจะทำหน้าที่รัฐก็ทำ อย่าเข้ามายุ่งตรงนี้” ม.ร.ว.จัตุมงคล กล่าว
ความคิดเห็นที่ 5
indexthai วันที่ : 15/07/2008 เวลา : 15.10 น.
http://www.oknation.net/blog/indexthai

"หม่อมเต่า" เผยไม่รู้"หญิงอ้อ"ประมูลที่รัชดา

15 กรกฎาคม 2551 11:45 น.
http://www.posttoday.com/breakingnews.php?sec=breaking&id=249803

หม่อมเต่า ขึ้นเบิกความทุจริตที่ดินรัชดา ระบุ ไม่รู้มาก่อน คุณหญิงพจมาน ร่วมประมูล

ศาลฎีกาแผนกยคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนพยานโจทก์ในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา เป็นจำเลย โดยในวันนี้ อัยการได้นำ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยอีก 2 คน ที่จะขึ้นเบิกความในส่วนของอำนาจหน้าที่กำกับดูแลฟื้นฟูกิจการและสถาบันการเงิน และนายอำนวย ธันธรา คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ขึ้นเบิกความในฐานะพยานโจทก์

จากนั้น ม.ร.ว.จัตุมงคล กล่าว ภายหลังขึ้นเบิกความในฐานะพยานโจทก์ ในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ว่า ในขณะนั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า กองทุนฟื้นฟูกิจการและพัฒนาสถานบันการเงินเป็นรัฐวิสาหกิจ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ส่วนเรื่องการประมูลที่ดินนั้น ไม่ทราบมาก่อนว่าคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จะเข้าร่วมประมูลที่ดินดังกล่าว โดยมาทราบจากเจ้าหน้าที่เพียงว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่ราชการ และผู้เกี่ยวข้องรายใหญ่ 2 ราย เข้าร่วมประมูลด้วย โดยส่วนตัวเห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ควรเข้าร่วมประมูล เนื่องจากมีความไม่เหมาะสม และอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกันขึ้น ส่วนราคาที่ดินที่ประมูลได้จะมีความเหมาะสมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าจะนำไปใช้ประโยชน์อะไร

ในขณะที่นายอำนวย ธันธรา คณะกรรมการ คตส. ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ภายหลังเบิกความแล้วเสร็จ
ความคิดเห็นที่ 4
indexthai วันที่ : 12/07/2008 เวลา : 20.29 น.
http://www.oknation.net/blog/indexthai

พยานหลักฐานที่ตรวจสอบมากพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ...

12 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 14:32:00
http://www.bangkokbiznews.com/

:คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.)ส่งสำนวนให้"ชัยเกษม นิติสิริ" อัยการสูงสุด คดีทุจริตเก็บภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมเอื้อประโยชน์ธรุกิจครอบครัวตระกูลชินคอร์ป เมื่อ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา ก่อนหน่วยงานแห่งนี้จะยุติบทบาทลง

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : "เศกสรรค์ บางสมบุญ" อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ออกมาระบุว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยในความผิดฐาน เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 157 และ 152

กล่าวสรุปสำนวนคตส.ส่งฟ้องตอนหนึ่ง ระบุว่าตั้งแต่ 9 ก.พ.2544 - 19 ก.ย. 2549 ตั้งแต่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจหน้าที่กำกับในการบริหารราชการแผ่นดิน สั่งการข้าราชการที่ดูแลกรมสรรพสามิต ผ่านทางรมว.คลัง และรมว.ไอซีที เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการโทรคมนาคม ให้มีการแปลงค่าสัมปทานในกิจการโทรคมนาคม ด้วยแปลค่าสปทานมาให้กรมภาษีสรรพสามิตเป็นผู้ดำเนินการแทนบริษัททีโอที และกสท.โทรคมนาคม เป็นผู้ดำเนินการ

ช่วงเวลากว่า 5 ปี จากการแปลงค่าสัปทานมาให้กรมสรรพสามิตจัดเก็บรัฐต้องเสียหายรายได้ ที่บริาทแอดวานซ์ฯ, ดิจิตอลโฟนฯ ที่บริษัทชินคอร์ปฯ ต้องจ่ายให้บริษัททีโอที 41,951.68 ล้านบาท และบริษัทกสท.โทรคมนาคม 25,992.08 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 67,943.76 ล้านบาท

ช่วง "พ.ต.ท.ทักษิณ"บริหารประเทศ ถือเป็นเงินมหาศาล ที่บริษัทชินคอร์ปฯ กอบโกยเงินไปจำนวนมหาศาล ในการเพิ่มมูลค่าให้กับตระกูลชินวัตร และพวกพ้อง และนี่คือเป็นที่มากล่าวขวัญกันหนาหูเป็นการ"ทุจริตเชิงนโยบาย"ที่ไม่มีรัฐบาลยุคใดกระทำได้เท่า"ทุนตระกูลชินฯ"ที่เป็นทุนสื่อสาร เข้ามาคุมธุรกิจการเมือง ทั้งเป็นเจ้าอำนาจรัฐ และอำนาจทุน

"พยานหลักฐานที่ตรวจสอบมากพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ให้บุคคลอื่นเป็นผู้ถือหุ้นแทนในบมจ.ชินคอร์ปฯ ซึ่งเป็นบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ เป็นการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม "

"เศกสรรค์" อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) มีหลายคดีของทุจริตตระกูลชินฯที่ต้องผ่านเขา ก่อนส่งฟ้องศาล คดีทุจริตภาษีสรรพสามิต มีสำนวนจำนวน 3 ลัง 20 แฟ้ม รวม 19,933 แผ่น พร้อมความเห็นของนายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด ที่สั่งฟ้องพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ถือเป็นข่าวครึกโครม!! อีกครั้ง หลังจากคดีดังกล่าวเงียบหงายไประยะหนึ่ง และคาดกันว่าคตส.ส่งให้อัยการสูงสุด จะไม่ทำหน้าที่ฟ้องศาล

จนกระทั่ง"เศกสรรค์" เปิดเผยออกมาว่าคดีแปลค่าสัมปทานมือถือเอไอเอสให้กรมสรรพสามิตจัดเก็บมีการทุจริตจำนวนมหาศาล คงโยงใยข้าราชการกระทรวงการคลัง ทั้งรมว.คลัง และอธิบดีกรมสรรพสามิต รวมถึงรมว.ไอซีที ที่พ.ต.ท.ทักษิณ สั่งดำเนินการได้

การคอรัปชั่นทางนโยบายของผู้คุมอำนาจรัฐที่ได้แถลงต่อรัฐสภาไว้นั้นคือ"ภัยมหันต์"ที่เป็นการบ่อนเซาะสังคม!!!

...........................................................................................
ความคิดเห็นที่ 3
นโยบายทักษิณทำให้ผู้บริโภคใช้ค่าบริการมือถือถูกลงจริงหรือไม่ เป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันจริงหรือไม่
ป 58.8.119.144 17:23:05
...........................................................................................
ความคิดเห็นที่ 2
ต้องดูว่าธุรกิจโทรคมในอารยะประเทศมันเป็นระเสือนอนกินแบบประเทศไทยรึปล่าว
ป 58.8.119.144 17:19:33
...........................................................................................
ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบ Death penalties for all wrong doers.
eva 78.100.3.4 16:49:31
ความคิดเห็นที่ 3
หมูสนาม วันที่ : 11/07/2008 เวลา : 16.47 น.
http://www.oknation.net/blog/attawut08

ทักษิณ สู้ๆ
ไปสู้กันในศาล
มวลชนรอคำพิพากษาอยู่
ชนะก็ปล่อยถ้าแพ้ติดคุก !!!
ทักษิณสู้ๆ ทักษิณสู้ๆ ทักษิณสู้ๆ
fair play
ความคิดเห็นที่ 2
indexthai วันที่ : 11/07/2008 เวลา : 15.51 น.
http://www.oknation.net/blog/indexthai

อัยการสูงสุด ยื่นฟ้อง ทักษิณ ทุจริตออกกม.เอื้อธุรกิจชินคอร์ป

11 กรกฎาคม 2552 14:06 น.
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?lang=th&newsid=328759

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง วันที่ 11 ก.ค.51 เวลา 11.00 น. นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ นำสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ( คตส.) และพยานหลักฐาน คดีทุจริตภาษีสรรพสามิต จำนวน 3 ลัง 20 แฟ้ม รวม 19,933 แผ่น พร้อมความเห็นของนายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด ที่สั่งฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว , เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใดเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อประโยชน์สำหรับตัวเอง หรือผู้อื่น , เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,152,157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4 ,100 ,122 ยื่นฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลฎีกา ฯ

ตามโจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 9 ก.พ.44 - วันที่ 19 ก.ย.49 ซึ่งเป็นเวลาบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 จำเลยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ฯ และเจ้าพนักงานตามกฎหมายมีอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม.11 โดยจำเลยมีหน้าที่กำกับดูแลทั้งส่วนราชการในสังกัดกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานอื่นในฝ่ายบริหารที่ไม่ได้สังกัดกระทรวง ทบวง กรม ใด รวมทั้งองค์การของรัฐและรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย และเป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งที่เป็นข้าราชการและพนักงานในองค์การรัฐวิสาหกิจ และจำเลยในฐานะนายกฯ มีอำนาจหน้าที่กำหนดและกำกับนโยบายสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดินตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐและนโยบายของคณะรัฐมนตรี ที่แถลงต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 โดยในส่วนของการจัดการดูแลกิจการโทรคมนาคม จำเลยมีหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ ม.11 ซึ่งจำเลยมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน ในการสั่งราชการส่วนกลาง ชี้แจงแสดงความเห็น ทำรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการ ในกรณีจำเป็นจะยับยังการปฏิบัติราชการใดๆ ที่ขัดต่อนโยบายหรือมติ ครม. ซึ่งตาม ม.7 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว กระทรวง เป็นการจัดการบริหารราชการส่วนกลาง และ ม.20 ให้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ ม.24 กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการวางแผน ส่งเสริม พัฒนา และดำเนินกิจการเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และราชการอื่นตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ และตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ม. 10 กระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเงินการคลัง การบริหารทรัพย์สินของแผ่นดิน ภาษีอากร การรัษฎากร กิจการหารายได้ที่รัฐมีอำนาจดำเนินการได้แต่เพียงผู้เดียวตามกฏหมาย จำเลยจึงมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการกระทรวงการคลังผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และบริหารราชการเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารผ่าน รมว.ไอซีที รวมทั้งการสั่งราชการที่เกี่ยวข้องกับภาษีสรรพสามิตผ่านทาง รมว.คลัง และที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารผ่าน รมว.ไอซีที นอกจากนี้จำเลยยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ฯ หมวด 9 ว่าด้วยการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ตาม ม.100 ซึ่งต่อมายังได้มีประกาศ ป.ป.ช.เรื่องกำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องห้ามไม่ให้ดำเนินกิจการตามบทบัญญัติ ม.100

โดยระหว่างวันที่ 9 ก.พ.44 - วันที่ 8 มี.ค.48 และระหว่างวันที่ 9 มี.ค.48 - วันที่ 19 ก.ย.49 จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายด้วยการเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,419,490,150 หุ้น ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทแอดวานซ์ อินโฟล์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), บริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด, บริษัท ชิน แซทเทิลไลท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งทุกบริษัทดังกล่าวต่างเป็นบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐและเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ โดยจำเลยอำพรางการถือหุ้นไว้ด้วยการให้บริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนท์ จำกัด, บริษัท วินมาร์ค จำกัด ซึ่งทั้งสองบริษัทเป็นของจำเลย โดยมีนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรสาว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่คู่สมรส มีชื่อถือหุ้นแทน

นอกจากนี้ระหว่างวันที่ 9 ก.พ.44 - วันที่ 19 ก.ย.49 จำเลยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งการสั่งราชการที่เกี่ยวข้องกับภาษีสรรพสามิต ผ่านทาง รมว.คลัง และที่เกี่ยวข้องกับทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารผ่าน รมว.ไอซีที ได้ปฏิบัติหรือและเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการโทรคมนาคมด้วยการกระทำการ สั่งการตามอำนาจหน้าที่ให้มีการแปลงค่าสัมปทานในกิจการโทรคมนาคมให้เป็นภาษีสรรพสามิตเพื่อประโยชน์แก่ธุรกิจของ บมจ.ชินคอร์ปฯ โดยค่าสัมปทานดังกล่าว บมจ.แอดวานซ์ฯ บมจ.ดิจิตอลโฟนฯ ที่ บมจ.ชินคอร์ปฯ ถือหุ้นใหญ่ มีหน้าที่ต้องชำระให้แก่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยมอบนโยบายและสั่งการให้ออก พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4 ) พ.ศ.2546 พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 พ.ศ.2546 ประกาศกระทรวงการคลังเรื่องลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 68 ) ลงวันที่ 28 ม.ค.46 และมติ ครม. วันที่ 11 ก.พ.46 กรณีที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากกิจการโทรคมนาคม และให้นำค่าสัมปทานหักกับภาษีสรรพสามิต โดยการกระทำดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ กระทรวงการคลัง กระทรวงไอซีที บมจ.ทีโอที และบมจ.กสท. รวมทั้งบริษัทอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยทำให้ บมจ.ทีโอที และบมจ.กสท.ที่เป็นคู่สัญญานำค่าภาษีสรรพสามิตมาหักออกจากค่าสัมปทาน ทำให้เสียหายจำนวน 41,951.68 ล้านบาท และจำนวน 25,992.08 ล้านบาท นอกจากนี้จำเลยไม่กำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการดาวเทียม ทั้งที่เป็นกิจการโทรคมนาคม และเป็นกิจการที่ บมจ.ชินคอร์ปฯ ได้รับสัมปทานจากรัฐเช่นเดียวกับโทรศัพท์พื้นฐานและโทรศัพท์เคลื่อนที่ จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายและเป็นการใช้อำนาจของจำเลยในฐานะนายกรัฐมนตรีโดยไม่สุจริต เหตุตามฟ้องเกิดที่แขวง-เขตดุสิต และ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม.

โดยคดีนี้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ.ทีโอที มีหนังสือลงวันที่ 29 พ.ย.49 ถึงประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ตรวจสอบการตรา พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราสรรพสามิต ดังกล่าว ซึ่งดำเนินการโดยรัฐบาล ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่ง คตส.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน ได้รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ แล้วเห็นว่า พยานหลักฐานที่ตรวจสอบมาพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ให้บุคคลอื่นเป็นผู้ถือหุ้นแทนใน บมจ.ชินคอร์ปฯ ซึ่งเป็นบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ เป็นการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ฯ ม.100, 122 และ เป็นความผิด ตาม ป.อาญา ม.152 และ 157 จึงเสนอ คตส.ซึ่งได้มีมติให้แจ้งข้อกล่าวหาให้จำเลยทราบ ซึ่งต่อมาจำเลยได้ชี้แจงข้อกล่าวหาโดยให้การปฏิเสธ โดยระหว่างไต่สวนจำเลยไม่ถูกควบคุมตัว

ในการฟ้องโจทก์ไม่ได้นำตัวจำเลยมาศาล เนื่องจากจำเลยเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจของศาลนี้แล้ว โดยจำเลยเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อม.1/2550 (คดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก) ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงขอให้ศาลมีหมายเรียกจำเลยมาพิจารณาพิพากษาต่อไป ซึ่งคดีนี้โจทก์มีนายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ขณะนั้น) นายสัญญา วรัญญู นายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล เป็นพยานยื่นยันการถือหุ้นและปิดบังอำพรางการถือหุ้นของจำเลยใน บมจ.ชินคอร์ปฯ และมีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธ์ นายสมหมาย ภาษี เป็นพยานยืนยันการแปลงสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตและบุคคลอื่น ประกอบพยานเอกสารที่จะพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ โดยโจทก์ขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย และขอให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายดำที่ อม.1/2550 ของศาลฎีกาฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขั้นตอนต่อไปประธานศาลฎีกา จะกำหนดนัดประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกาเพื่อคัดเลือกองค์คณะผู้พิพากษาจำนวน 9 คน เพื่อรับผิดชอบพิจารณาพิพากษาคดีนี้ เมื่อได้องค์คณะทั้ง 9 คนแล้ว องค์คณะจะประชุมพิจารณาเลือกผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน พร้อมตรวจสำนวนคำฟ้อง เพื่อพิจารณาว่าจะมีคำสั่งว่ารับหรือไม่รับฟ้องคดี หรือไม่ต่อไป
ความคิดเห็นที่ 1
officemom วันที่ : 11/07/2008 เวลา : 12.19 น.
http://www.oknation.net/blog/officemom
officemom ชอบเล่าเรื่องสนุกๆ 

รู้สึกจะหลายคดีแล้วนะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31