พิมพ์หน้านี้
|
พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์14/7/2551 ในช่วงนี้ มีหลายเรื่องที่พี่น้องคนไทยส่วนใหญ่เฝ้าติดตามกันและเป็นเรื่องที่กระทบต่อความเป็นอยู่หรือผลประโยชน์ของคนไทย รวมทั้งผลกระทบในแง่ของจิตใจ ทั้งในตอนนี้และอนาคต หนึ่งในหลายเรื่องนั้นได้แก่ กรณีปราสาทพระวิหาร ซึ่งผมคิดว่า หลายฝ่ายทางเมืองไทย (ยกเว้นรัฐบาล) กำลังอยู่ระหว่างการหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลังการเปิดไฟเขียว โดยนายนพดล ปัทมะ ผู้ที่กำลังจะกลายเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งเป็นการดำเนินการโดยองค์การยูเนสโก เป็นทราบกันดีอยู่แล้วจากสื่อต่างๆ ในหลายแง่มุม จากข้อมูลของหลายฝ่าย โดยแง่มุมสำคัญภายการลงนามของนายนพดลคือ การสูญเสียอธิปไตยของไทยต่อกัมพูชา ที่ได้กลายเป็นเรื่องหวั่นวิตกของคนไทยเกือบทุกคน ซึ่งผมคิดว่า ไม่จำเพาะแต่คนไทยที่เมืองไทยเท่านั้น แต่เป็นคนไทยทั่วโลกที่สนใจติดตาม ที่อเมริกา พวกเราคนไทยกระตือรือร้นอย่างยิ่งต่อการรับรู้ข่าวสารในเรื่องนี้ จากสื่อที่เปิดกว้างไม่ว่าจะเป็นจากสื่อออนไลน์ หรือจากสื่อโทรทัศน์ ซึ่งปัจจุบันนี้ การติดตามข่าวสารง่ายขึ้น เหมือนนั่งอ่านหรือดูข่าวอยู่ที่เมืองไทย เรื่องนี้รัฐบาล แม้จะชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังไม่ชัดเจนว่า ไทยจะไม่สูญเสียดินแดนบริเวณรอบปราสาท และพื้นที่ในส่วนอื่นๆ และจนถึงขณะนี้รัฐบาลเองยังไม่มีทีท่าของการแสดงเจตจำนงอย่างเป็นทางการ คัดค้านมติของยูเนสโกที่ออกมา ในสองสามประเด็น ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงการจัดการบริหารพื้นที่โดย 7 ประเทศ ยังมีอีกหลายเรื่อง ซึ่งคลุมเครือและไม่ชัดเจน จนไม่รู้ว่า ในช่วงเพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และช่วงก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นกับพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตรงส่วนนี้ ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ผมเพียงรู้สึกแบบชาวบ้านธรรมดาๆว่า ทำไมเราไปยอมกัมพูชามากถึงขนาดนี้ หากความคิดเช่นนี้สุ่มเสี่ยงต่อการกล่าวหาว่า ชาตินิยม แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว นี่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อบูรณภาพของประเทศไทย ชนิดที่ยอมกันไม่ได้ทีเดียว หากเป็นประเทศตะวันตกหลายๆประเทศ โดยเฉพาะอเมริกา เรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องจัดการด่วนและเด็ดขาดในทันที ถือเป็นประโยชน์ของชาติที่สำคัญสูงสุด ประชาชนและทุกหน่วยงานของรัฐร่วมแรงร่วมใจกันหมด แม้กระทั่งสื่อมวลชนอเมริกัน พวกเขาจะยินดีปฏิบัติตามอย่างยิ่งหากได้รับการร้องขอจากรัฐเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ หรือผลประโยชน์ของชุมชน ผมเห็นอยู่หลายครั้ง บางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และคิดว่าจะปรากฏเป็นข่าวในวันรุ่งขึ้น กลับไม่ปรากฏออกไปเป็นข่าว นี่นอกเหนือจากการมีจิตสำนึกเรื่องชาติคือ ชาติต้องมาก่อน เรื่องอื่นไม่ว่า จะเป็นประเด็นเศรษฐกิจ หรืออะไรก็ตาม เป็นเรื่องมาทีหลัง เมื่อชาติหรือความเป็นชาติมาก่อน ก็จะกลายเป็นจิตสำนึกร่วมกัน ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะนึกถึงการณ์ส่วนรวม แม้กระทั่งการทำกิจกรรมในเชิงส่วนตัวที่ไม่มีใครรู้ก็ตาม "จิตสำนึกเรื่องชาติ" เป็นเรื่องสำคัญ และเป็นคนละเรื่องกับอาการ "ชาตินิยม" เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นเรื่องที่ต้องคำนึง แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ไทยไม่เสียเปรียบ และอธิปไตยของชาติต้องมาก่อน "อย่างอื่น" เพราะสำหรับ "อย่างอื่น" ย่อมมีขึ้นมีลง อย่างเรื่องค้าขาย เศรษฐกิจ เป็นต้น ทรุดแล้วสามารถรุ่งเรืองได้ใหม่ แต่สำหรับแผ่นดินแล้ว เสียแล้วเสียเลย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงเรื่องนี้กันให้ดี และจำต้องแสดงให้เห็นว่า ไทยเรามีท่าทีอย่างไรกับปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งต้องให้ประชาคมโลกรับรู้และเข้าใจด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นด้วย ต้องยอมรับว่า ในปัจจุบันเราอยู่อย่างโดดเดี่ยวจากประชาคมโลกไม่ได้ เราเองไม่ใช่ชาติมหาอำนาจ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราต้องอิงกับประเทศอื่น จนกระทั่งถึงขนาดเกรงใจ ในกรณีกำลังจะเสียดินแดน(หรือเสียไปแล้ว)อย่างที่เกิดขึ้น บางครั้ง ความเกรงใจ หรืออิงติดกับกฎกติกาขององค์กรโลกจนเกินไป กลายเป็นว่า เราต้องเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ ผมได้ข่าวแผนการ หรือโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยแหล่งข่าวเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงความชัดเจนในเรื่องเขตแดน นี่เห็นแต่จะมีไทยเพียงประเทศเดียวที่คิดอย่างนี้ได้ เพราะในประเทศอื่นๆ สำนึกเรื่องชาติ และความมั่นคงของประเทศต้องมาก่อนอย่างอื่น บางทีอาจเป็นยุคที่วัฒนธรรมค้าขาย หรือวัฒนธรรมมองเงินทองเป็นใหญ่กำลังบูม ผู้ที่มีแนวคิดแบบนี้ก็เลยมองผ่านเรื่องอธิปไตยของชาติไป สำหรับวัฒนธรรมด้านนี้ ในอเมริกา หากจะว่าไปแล้ว แม้ประเทศนี้จะเป็นเจ้าแห่งทุนนิยม แต่ระบบจิตสำนึกของอเมริกันเกี่ยวกับชาติ แรงกว่าในเรื่องเศรษฐกิจอย่างมาก ดังกฎหมายหลายฉบับ และนโยบายของรัฐบาลที่ออกมา อย่างในช่วงสัปดาห์ที่แล้วร่างกฎหมายดักฟังโทรศัพท์ หรือ Foreign Intelligence Surveillance Act.-FISA เนื่องจากอาการหวั่นวิตกเกี่ยวกับการก่อการร้ายของคนอเมริกัน ก็ผ่านการอนุมัติจากทั้งสองสภา และประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ก็เซ็นอนุมัติ มีผลไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่หลายฝ่ายในอเมริกาเกรงไปขัดแย้งกับการแทรกแซงในเรื่องสิทธิเสรีภาพของการพูด การสื่อสารส่วนตัว หรือให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐมากเกินไป การผ่านกฎหมายฉบับนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในอเมริกา เพราะจะกระทบโดยตรง ไว้มีเวลาผมจะอธิบายอีกครั้ง ในส่วนของปรากฏการณ์ปราสาทพระวิหารที่เกิดขึ้น ยังสะท้อนถึงความไม่ประสาและหละหลวม ทั้งประมาทในวิถีการทูตของไทยในช่วงที่ผ่านมาอีกด้วย หมายถึง "ความสัมพันธ์อย่างมีเป้าประสงค์"(เพื่อชาติ)ของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ไม่ได้ทำการบ้าน และแทบไม่มีคอนเน็กชันกับเจ้าหน้าที่ และนักการเมืองของประเทศมหาอำนาจในหลายๆ เรื่อง ซึ่งส่งผลต่อความล้มเหลวของกระบวนงานล็อบบี้ในช่วงที่ผ่านมา แถมยังใช้เงินเพื่อการนี้ออกไปโดยได้ประโยชน์น้อยมาก เรื่องนี้ผมคิดว่า จะอธิบายต่อไปเช่นเดียว |
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||