พิมพ์หน้านี้
|
ดูหมอก หยอกดาว พาสองเท้า ตะลุยเมืองหมอกสามฤดู โรสกีญ่า แดดยามสายส่องประกายเมื่อหมอกสุดท้ายของวันนี้ผ่านพ้นไป ฉันกำลังก้มหน้าก้มตา จิบกาแฟยามเช้าให้ชื่นใจหลังจากที่เมื่อคืนมัวแต่ตื่นเต้นกับการนั่งนับดาวอยู่หน้ารีสอร์ทเล็กๆกลางหุบเขา ใช่แล้วฉันกำลังอยู่ที่ แม่ฮ่องสอน จังหวัดอันไกลโพ้นของใครหลายคน แต่สำหรับฉันแล้ว ที่นี่เป็นแหล่งหลบมาพักฟื้นจิตใจได้เป็นอย่างดี ฉันเดินทางมาจังหวัดนี้หลายครั้งแล้ว แต่ยังเที่ยวไม่เคยหมดสักที มีคนเคยถามฉันว่า หลงเสน่ห์อะไรที่แม่ฮ่องสอน ฉันตอบแบบไม่คิดเลยว่า นอกจากภูเขาที่สุดสวยแล้ว ยังมีผู้คนที่ฉันหลงใหลในวัฒนธรรมแบบไทยใหญ่ที่อยู่แบบสงบเงียบ วิถีชีวิตที่เรียบง่าย ผู้คนดูจะไม่ร้อนรนไปกับวัตถุภายนอกที่เข้ามารุกราน และการเป็นเมืองที่มีชนเผ่ามากมายแต่ทุกคนก็อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่มีอะไรมาขวางกั้น เพราะทุกคนคือคนไทย ส่วนธรรมชาติที่มีคือกำไรที่ฉันได้รับทุกๆครั้งในระหว่างการเดินทาง
แม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดเล็กๆอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย เป็นจังหวัดที่หลายคนมีความใฝ่ฝันว่าสักวันต้องมาสัมผัสให้ได้เพียงสักครั้งในชีวิต ด้วยมนต์เสน่ห์ที่เป็นจุดขายหลักของจังหวัดนี้คือจำนวนโค้งที่มากถึง 1,864 โค้ง เสียงร่ำลือจากนักเดินทางคนแล้วคนเล่า ทำให้หลายคนถึงกับขยาดไม่เคยคิดแม้แต่จะมา แต่นั่นก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับอีกหลายคนเช่นกันที่อยากจะเดินทางเข้ามาสัมผัสกับประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่น่าจดจำ แม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดที่มีภูเขาอยู่รายรอบ ทรัพยากรทางธรรมชาติยังมีความสมบูรณ์และงดงาม จนได้ขึ้นชื่อเป็นเมืองหมอกสามฤดู กองมูเสียดฟ้า ป่าเขียวขจี ผู้คนดี ประเพณีงาม ลือนามถิ่นบัวตอง ที่เป็นคำขวัญประจำจังหวัดนี้ เป็นดินแดนในฝันสวรรค์บนดอยที่สัมผัสได้ง่ายๆ มาคราวนี้ฉันมีโปรแกรมที่จะเดินทางไปดูแกะที่ปางตอง หลังจากที่ฉันเคยไปดูมาแล้วเมื่อสัก 5ปีก่อน ยังติดใจไม่เคยลืม ฉันมุ่งหน้าไปยังศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตอง ตามพระราชดำริ ภายในศูนย์มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจคือ ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าปางตอง โรงไม้ดอกเมืองหนาว และอื่นๆอีกมากมาย แต่ที่ฉันสนใจและตื่นเต้นอยากไปดูอีกครั้งคือการเลี้ยงแกะเพื่อขยายพันธุ์ เป็นโอกาสดีที่ฉันจะได้เห็นแกะเป็นร้อยๆตัวอีกครั้งที่ถูกเลี้ยงบนเนินเขากว้างท่ามกลางอุณหภูมิ10 กว่าองศา เกือบตลอดทั้งปี ทุ่งหญ้าโล่งๆกลางหุบเขา ชวนให้ฉันนึกถึงแดนดินที่มีแต่ภาพฝันอย่างนิวซีแลนด์ ภาพของลูกแกะวิ่งไล่กัน ทำให้ฉันหลงใหลได้ปลื้มกับสัตว์ชนิดนี้ ขนปุกปุยหนานุ่ม ถูกฉันจับซ้ำแล้วซ้ำเล่า แกะที่นี่ถูกเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์ให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงเพื่อนำขนไปแปรรูปเป็นเครื่องนุ่งห่ม ตามพระราชเสาวณีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ที่ช่วยชาวบ้านมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น (ผลิตภัณฑ์จากขนแกะสามารถซื้อหาได้ที่ ศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน โทรศัพท์ 0-5361-1244)
หลังจากที่เดินชมนกชมไม้ชมความน่ารักของแกะแล้วได้เวลาที่ฉันจะต้องออกเดินทางไปยังถ้ำปลา ถ้ำมหัศจรรย์ที่มีปลามาอาศัยอยู่ภายในถ้ำมากมายหลายพันตัว ถ้ำปลา เป็นแหล่งอาศัยของปลามุง หรือปลาคัง เป็นปลาในตระกูลปลาคาร์ฟ ที่อาศัยอยู่ในถ้ำมาหลายร้อยปีแล้ว โดยไม่รู้ว่าปลานั้นมาจากไหน และชาวบ้านเรียกว่า ปลาเทวดา ไม่มีใครกล้าจับไปรับประทานเพราะมีความเชื่อว่าหากใครฆ่าหรือทำร้ายจะมีอันเป็นไป ปากถ้ำปลากว้างประมาณ 2 เมตร ลึก 1.50 เมตร หลังจากที่ชื่นชมพร้อมกับให้อาหารปลาแล้ว ฉันเดินนวยนาดไปตามทางเดินที่ปูลาดยาวเกือบ 500 เมตรเลียบขนานไปกับลำน้ำที่ใสจนมองเห็นดิน ชวนให้นึกถึงว่าความงามของธรรมชาติหากไม่มีใครทำลายทุกอย่างก็น่าจะยังคงความสมบูรณ์ได้ดีแบบนี้ ฉันสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด พร้อมๆกับแอบมองหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่หยอกล้อกันกันอย่างมีความสุขท่ามกลางพรมหญ้าสีเขียว หลังจากที่ทอดน่องได้สักพักถึงเวลาที่ฉันจะต้องขึ้นรถไปยังแหล่งท่องเที่ยวอันลือชื่อแห่งใหม่ของแม่ฮ่องสอน ที่บรรดานักเดินทางบอกว่า เป็นแหล่งท่องสุดยอดแห่งความงาม ปางอุ๋ง หรือหมู่บ้านรวมไทย เป็นหมู่บ้านชาวเขา มีทะเลสาบขนาดใหญ่กลางหุบเขาล้อมรอบไปด้วยสนสองใบ สามใบ บรรยากาศมีความสงบเงียบ อากาศเย็นตลอดทั้งปี เป็นดินแดนที่เรียกขานกันว่า สวิตเซอร์แลนด์ เมืองไทยอีกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว จากปากสู่ปาก ที่ถ่ายทอดกันผ่านรูปถ่ายทั้งนิตยสาร ทีวี โปสการ์ด หรือแม้กระทั่งอินเตอร์เน็ต สื่อไร้สายที่ทรงอิทธิพล ทำให้นักเดินทางต้องดั้นด้นมาให้เห็นกับตาตัวเอง ฉันเคยมาที่ปางอุ๋ง แล้วครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว ความทรงจำครั้งเก่ากลับมาเยือนอีกครั้ง ดอกไม้สีสวย เศษไม้กิ่งสนร่วงหล่นกระจาย ที่วันนี้ถูกเก็บกวาดไม่เหลือแม้แต่คิดจะหล่นลงมา เต๊นท์ มากมายถูกจับจองในมุมเงียบสงบ ลมเย็นๆพัดปะทะใบหน้าให้พอได้รู้สึกถึงความชาขึ้นมาบ้าง น้ำในทะเลสาบยังคงมีสีฟ้า และบางมุมเป็นสีเขียวสะท้อนจากใบไม้มองแล้วสุขใจยิ่งนัก ความเงียบปกคลุมมาในจิตใจอย่างช้าๆ ฉันเดินสำรวจความงดงามที่ยังคงอยู่ ต้นสนยังคงยืนตรงตระหง่านแผ่ร่มเงาให้ผู้มาเยือนได้กดชัตเตอร์อย่างเมามัน แล้วใครล่ะจะไม่หลงรัก ปางอุ๋ง แล้วฉันก็จากมาด้วยสายตากระทบแสงในพื้นน้ำที่ยังคงสงบเงียบอันเป็นมนต์เสน่ห์แห่งปางอุ๋งที่ยังคงอยู่ต้อนรับผู้มาเยือนอยู่ทุกวัน
หลังจากที่สัมผัสสวรรค์บนดอยมาแล้วอย่างหนึ่ง ฉันกำลังจะไปดูพระอาทิตย์ตกดินบนฟ้าที่ วัดพระธาตุดอยกองมู ที่เรียกได้ว่าเป็นจุดสำคัญของเมืองแม่ฮ่องสอน หากใครมาแล้วไม่ได้ขึ้นมาที่วัดแห่งนี้ถือว่ายังมาไม่ถึงแม่ฮ่องสอน วัดพระธาตุดอยกองมู เดิมมีชื่อว่าวัดปลายดอย เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญ ประกอบด้วยพระธาตุเจดีย์ที่สวยงาม2 องค์ พระเจดีย์องค์ใหญ่สร้างโดย จองต่องสู่ เมื่อปี พ.ศ. 2403 เป็นที่บรรจุพระธาตุของพระโมคคัลลานะเถระ ซึ่งนำมาจากประเทศพม่า ส่วนพระธาตุองค์เล็ก สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2417 โดยพระยาสิงหนาถราชา เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก จากวัดพระธาตุดอยกองมูแห่งนี้ สามารถมองเห็นวิวของเมืองแม่ฮ่องสอนได้360องศา โดยเฉพาะบรรยากาศยามเย็นที่ฉันมานั่งเฝ้าชมพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า มองแสงสีทองเปล่งประกายอยู่เหนือทิวเขาส่งแสงระยับทำให้ฉันต้องเคลิ้มดั่งมนต์สะกด ไม่ใช่มีเพียงฉันเท่านั้นที่หลงใหลแต่ยังมีนักท่องเที่ยวจากแดนไกลที่มานั่งทอดอารมณ์มองพระอาทิตย์ตกอย่างมีความสุขเช่นกัน เป็นความสุขเล็กๆที่คนเราสามารถกำหนดให้เป็นวินาทีแห่งความสุขได้เสมอ
แสงสุดท้ายของวันเดินทางไปแล้ว ฉันเดินทางลงจากจุดชมวิว มายังบริเวณพระธาตุเบื้องล่าง ที่ตั้งตระหง่านงดงามยามราตรี มองดาวบนดินกำลังเจิดจรัสไปทั่วเมือง ไม่เว้นแม้รันเวย์สนามบินที่ยังดูงดงามท่ามกลางหมอกบางๆที่เริ่มเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง ฉันเดินไปไหว้พระประจำวันเกิดพร้อมๆกับเสียงท้องร้องที่บอกว่า ได้เวลาอาหารเย็นแล้วนะ ฉันร่ำลาพระธาตุพร้อมๆกับความหิว และแหงนหน้ามองไปบนฟ้า มองดาวดวงเล็กที่กำลังเจิดจรัสมาก่อนดาวดวงใด ในใจก็นึกไปพลันว่า สงสัยคืนนี้ฉันจะต้องมานั่งนับดาว.....คนเดียว .....อีกแล้ว........เหมือนเดิม |