พิมพ์หน้านี้
|
กินลม ชมวังที่ บางปะอิน โรสกีญ่า
ขณะที่ฉันยืนเก้ๆกังๆอยู่บริเวณสถานีรถไฟรังสิต ด้วยกำลังคิดว่า อยากจะนั่งรถไฟเที่ยวไปตามอำเภอใจบ้าง ความคิดของสมองสองขั้วกำลังขัดแย้งกันว่า จะเดินทางทางเข้าไปในเมืองโดยมีปลายทางที่ หัวลำโพงหรือ จะออกนอกเมืองไปสูดอากาศบริสุทธิ์ให้ฉ่ำปอดที่พระนครศรีอยุธยาดี สุดท้ายความคิดก็บังเกิดขึ้นว่า เดินทางออกนอกเมืองดีกว่า ฉันเลือกการเดินทางโดยรถไฟชั้น3 ในช่วงสายของวันทำงานกลางสัปดาห์ ผู้คนไม่พลุกพล่านเท่าที่ควร ฉันมีโอกาสได้นั่งมองวิวทิวทัศน์สองข้างตามริมหน้าต่างรถไฟที่กำลังแล่นไปตามรางเหล็ก ความน่าสนใจของแต่ละสถานี และสถานที่ที่นั่งรถไฟผ่านทำให้ฉันได้มองเห็นมุมใหม่ๆ ปกติฉันเดินทางมาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาค่อนข้างบ่อย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นรถประจำทาง ขณะปล่อยใจให้คิดไปกับต้นไม้ใบหญ้าสีเขียว ผสมผสานกับบ้านเรือน ตึก อาคารสนามกีฬาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่มองจากด้านหลังก็แปลกตาไปอีกแบบ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจหลายแห่ง แต่ฉันขอแวะลงกลางทางที่อำเภอบางปะอินดูบ้าง ว่าอำเภอที่เป็นเสมือนทางผ่านนี้มีอะไรซ่อนอยู่บ้าง นอกเหนือไปจากพระราชวังบางปะอินอันงดงาม
จากจุดนัดพบของถนนสองสายชื่อดังอย่างถนนพหลโยธินและถนนสายเอเซีย ที่เป็นเสมือนทางผ่านของใครหลายคน ท่ามกลางนิคมอุตสาหกรรมที่รายล้อมตัวอำเภอเอาไว้ ทำให้ความสนใจในเมืองเก่าอย่างบางปะอินนั้นถูกเลือนหายไป การเลือกเดินทางโดยรถไฟนั้นก็ทำให้มุมต่างๆของอำเภอบางปะอินได้ชัดเจนมากขึ้น จากสถานีรถไฟบางปะอิน ฉันใช้บริการมอเตอร์ไซด์รับจ้างให้มาส่งที่หน้าพระราชวังบางปะอิน ฉันเดินสำรวจรอบๆวัง และตั้งใจแวะไปไหว้พระที่วัดนิเวศธรรมประวัติก่อนโดยการนั่งกระเช้าข้ามแม่น้ำไป ซึ่งเป็นการเดินทางที่ให้ความรู้สึกสดชื่นได้ดีนักแล วัดนิเวศธรรมประวัติ ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านทิศใต้ คนละฝั่งกับพระราชวังบางปะอิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างเลียนแบบโบสถ์ฝรั่ง เมื่อ พ.ศ. 2421 อาคารและการตกแต่งทำแบบโกธิค มีกระจกสีประดับอย่างสวยงาม ภายในเป็นแบบฝรั่ง แม้แต่ฐานที่ประดิษฐานพระประทาน คือ พระพุทธนฤมลธรรโมภาส และพระสาวกก็ไม่ได้ทำเป็นฐานชุกชีอย่างในโบสถ์ทั่วไป แต่ทำเหมือนที่ตั้งไม้กางเขนในโบสถ์คริสต์ ช่องหน้าต่างที่เจาะไว้ก็เป็นหน้าต่างโค้ง ที่ฝาผนังโบสถ์ด้านหน้าพระประธานจะเป็นภาพประดิษฐ์กระจกสี เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 ด้านขวามือของพระอุโบสถนั้น มีหอแห่งหนึ่ง คือ หอประดิษฐานพระคันธารราษฎร์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนปางขอฝน ตรงข้ามกับหอพระคันธารราษฎร์ เป็นหอประดิษฐานพระพุทธศิลาเก่าแก่ปางนาคปรก อันเป็นพระพุทธรูปสมัยลพบุรี ฝีมือช่างขอมอายุเก่าแก่นับพันปี พระนาคปรกนี้อยู่ติดกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ใหญ่ ที่แผ่กิ่งไปทั่วบริเวณหน้าพระอุโบสถ ถัดไปอีกไม่ไกลนักเป็นหมู่ศิลาชนิดต่างๆ ที่มีในประเทศไทย เป็นที่บรรจุอัฐิเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระสนมเอกในรัชกาลที่ 4 เจ้าจอมมารดาของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และราชสกุลดิศกุล หลังจากที่เดินชมนกชมไม้ รวมไปถึงชมพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวมรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ กรุพระเก่า อาวุธยุทโธปกรณ์ในสมัยก่อน ที่แต่ละอย่างมีเรื่องราวความเป็นมาที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
เดินทางจากวัดมาไม่ไกลเท่าไหร่ได้เวลาที่ฉันจะเข้าไปเยี่ยมชมความงดงามของพระราชวังบางปะอิน ที่เป็นจุดสำคัญของการมาเที่ยวอำเภอบางปะอิน หากมาเที่ยวแล้วเราก็ต้องรู้จักประวัติในแหล่งท่องเที่ยวบ้าง จะทำให้เราได้อรรถรสในการชมได้มากขึ้น พระราชวังบางปะอิน มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน ตามพระราชพงศาวดารบอกว่า พระเจ้าปราสาททองเป็นผู้สร้างพระราชวังแห่งนี้ เนื่องจากบริเวณเกาะบางปะอินเป็นที่ประสูติของพระองค์และเป็นเคหสถานเดิมของพระมารดาซึ่งเป็นหญิงชาวบ้านที่สมเด็จพระเอกาทศรถทรงพบเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินโดยเรือพระที่นั่งแล้วเรือเกิดล่มตรงเกาะบางปะอิน พระเจ้าปราสาททองทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างวัดขึ้นบนเกาะบางปะอินตรงบริเวณเคหสถานเดิมของพระมารดาในปี พ.ศ. 2175 พระราชทานชื่อว่า วัดชุมพลนิกายาราม และให้ขุดสระน้ำสร้างพระราชนิเวศน์ขึ้นกลางเกาะเป็นที่สำหรับเสด็จประพาส แล้วสร้างพระที่นั่งองค์หนึ่งที่ริมสระน้ำนั้นพระราชทานนามว่า พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน ได้รับการบูรณะฟื้นฟูอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระที่นั่งองค์หนึ่งสำหรับเป็นที่ประทับ มีเรือนแถวสำหรับฝ่ายในและมีพลับพลาริมน้ำ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างพระที่นั่งและสิ่งก่อสร้างต่างๆขึ้น ดังที่ปรากฏให้เห็น ปัจจุบันยังคงใช้เป็นที่ประทับและต้อนรับพระราชอาคันตุกะและพระราชทานเลี้ยงรับรองในโอกาสต่างๆเป็นครั้งคราว พระราชวังบางปะอินแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เขตพระราชฐานชั้นนอกและเขตพระราชฐานชั้นใน เขตพระราชฐานชั้นนอกใช้เป็นที่สำหรับการออกมหาสมาคมและพระราชพิธีต่างๆ ส่วนเขตพระราชฐานชั้นในใช้เป็นที่ประทับส่วนพระองค์
สิ่งที่น่าสนในเขตพระราชฐานชั้นนอกคือ หอเหมมณเฑียรเทวราช เป็นปรางค์ศิลาจำลองแบบจากปรางค์ขอม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2423 เพื่อทรงอุทิศถวายแด่พระเจ้าปราสาททองกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระรูปฉลองพระองค์สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ เป็นพระที่นั่งปราสาทโถงทรงจตุรมุขอยู่กลางสระน้ำ รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2419 โดยจำลองแบบมาจากพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาทในพระบรมมหาราชวังที่กรุงเทพฯและพระราชทานนาม ไอศวรรย์ทิพยอาสน์ ตามพระที่นั่งองค์แรกซึ่งพระเจ้าปราสาททองโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เดิมพระที่นั่งสร้างด้วยไม้ทั้งองค์ ต่อมารัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนเสาและพื้นเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมด ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปหล่อสัมฤทธิ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในฉลองพระองค์เต็มยศจอมพลทหารบก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น พระที่นั่งวโรภาษพิมาน อยู่ทางตอนเหนือของ สะพานเสด็จ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2419 เดิมเป็นเรือนไม้สองชั้นใช้เป็นที่ตั้งประทับและท้องพระโรงร่วมกันต่อมาโปรดเกล้าฯให้รื้อสร้างใหม่ตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก ก่อด้วยอิฐ ทรงวิหารกรีกแบบคอรินเธียรออร์เดอร์ มีมุขตอนหน้า ใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับเสด็จออกขุนนางในงานพระราชพิธี และเคยเป็นที่รับรองแขกเมืองหลายครั้ง สิ่งที่น่าชมภายในพระที่นั่งวโรภาษพิมานได้แก่ อาวุธโบราณ ตุ๊กตาหินสลักด้วยฝีมือประณีตและภาพเขียนสีน้ำมันเป็นเรื่องราวภาพชุดพระราชพงศาวดาร อีกทั้งภาพวรรณคดีไทยเรื่องอิเหนา พระอภัยมณี สังข์ทอง และจันทรโครพ ตลอดจนเป็นที่เก็บเครื่องราชบรรณาการต่างๆ สภาคารราชประยูร เป็นตึกสองชั้นริมน้ำ ตรงข้ามพระที่นั่งวโรภาษพิมาน สร้างเมื่อ พ.ศ. 2422 ในรัชกาลที่ 5 สำหรับใช้เป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายหน้า และข้าราชบริพาร
ส่วนเขตพระราชฐานชั้นในเชื่อมต่อกับเขตพระราชฐานชั้นนอกด้วยสะพานที่เชื่อมจากพระที่นั่งวโรภาษพิมานกับประตูเทวราชครรไลซึ่งเป็นประตูทางเข้าพระราชฐาน สะพานนี้มีลักษณะพิเศษคือ มีแนวฉากคล้ายบานเกล็ดกั้นกลางตลอดแนวสะพานเพื่อแบ่งเป็นทางเดินของฝ่ายหน้าด้านหนึ่งและฝ่ายในอีกด้านหนึ่งซึ่งฝ่ายในสามารถมองลอดออกมาโดยตัวเองไม่ถูกแลเห็น บริเวณพระราชฐานชั้นในประกอบด้วยที่ประทับ พลับพลาและศาลาต่างๆสิ่งที่น่าสนใจได้แก่ พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร อยู่ทางทิศตะวันออกตรงข้ามกับสระน้ำ เป็นพระที่นั่งเรือนไม้ สองชั้นตามแบบชาเลต์ของสวิส คือมีเฉลียงชั้นบนและชั้นล่าง ทาสีเขียวอ่อนและสีเขียวแก่สลับกัน ภายในประดับตกแต่งด้วยเครื่องเรือนไม้มะฮอกกานีจัดสลับลายทองทับที่สั่งจากยุโรปทั้งสิ้น นอกนั้นเป็นสิ่งของหายากในประเทศอันเป็นเครื่องราชบรรณาการจากหัวเมืองต่างๆ ทั่วราชอาณาเขตรอบๆ มีสวนดอกไม้สวยงาม เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรได้เกิดเพลิงไหม้ขณะที่มีการซ่อมแซมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2481 ทำให้พระที่นั่งเสียหายไปกับกองเพลิงหมดสิ้นทั้งองค์คงเหลือแต่หอน้ำลักษณะคล้ายหอรบของยุโรปเท่านั้น ต่อมาในปีพ.ศ.2531 สำนักพระราชวังได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตสร้างขึ้นใหม่ตามแบบเดิมทุกประการแต่เปลี่ยนวัสดุจากไม้เป็นอาคารคอนกรีตแทน
สวนเล็กๆหน้าอนุสรณ์สถานที่เป็นสถานที่ประทับชั่วนิรันดร์กาล ฉันยืนไว้อาลัย พร้อมกับยืนมอง อนุเสาวรีย์ที่ทำมาจากหินอ่อนที่งดงามดั่งภาพฝัน พร้อมๆกับจินตนาการถึงความสูญเสียที่ไม่มีวันกลับมา คงเหลือไว้แต่ความดีที่รอคอยให้คนรุ่นหลังได้นึกถึง ฉันเดินทางกลับออกมาสู่พระราชฐานด้านนอก พร้อมกับหยิบหนังสือเล่มโปรดที่พกเอาไว้ ว่าหากเจอสถานที่ที่ถูกใจ จงเปิดอ่านเสีย แล้วฉันก็นั่งอ่านหนังสือเล่มนั้นให้จบ ด้วยความอิ่มใจ............. บางปะอินแม้ด้านหน้าจะถูกปิดด้วยโรงงานอุตสาหกรรม แต่ด้านหลังก็ยังมีแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยังอยู่เป็นฉากแห่งความงดงาม สงบเงียบ รอคอยนักเดินทางให้มาค้นหาความสุขกันทุกวันอยู่เสมอ ลองหาโอกาสมาเที่ยวกันบ้างนะคะ |
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||