• รวงข้าวล้อลม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : realteacher2528@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-09
  • จำนวนเรื่อง : 345
  • จำนวนผู้ชม : 160443
  • จำนวนผู้โหวต : 515
  • ส่ง msg :
หนังตะลุงไข่นุ้ยสดๆ

หนังตะลุง

View All
<< มกราคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



ชอบอะไรในโอเคเนชั่นมากที่สุด ?
กระทู้การเมืองร้อนๆที่เป็นปัจจุบัน
0 คน
ตอบคอมเมนท์ตามกระทู้ต่างๆ
0 คน
กระทู้กุ๊กกิ๊กเบาๆสมอง
0 คน
กระทู้ท่องเที่ยวในประเทศ
1 คน
กระทู้ท่องเที่ยวนอกประเทศ
1 คน
กระทู้วัฒนธรรมและเอกลักษณ์ไทย
1 คน
เขียนกระทู้หลากหลายแต่ไม่ชอบตอบคอมเมนท์
0 คน
กระทู้ปัญหาในสังคม
0 คน
มิตรภาพการโต้ตอบในกระทู้
4 คน
อย่างอื่นที่นอกเหนือจากเก้าข้อ
3 คน

  โหวต 10 คน
วันพุธ ที่ 30 มกราคม 2551
@...ปัดฝุ่นกระทู้แรก.....@....
Posted by รวงข้าวล้อลม , ผู้อ่าน : 271 , 19:22:42 น.  
พิมพ์หน้านี้


@...กระทู้แรก...เอามาเล่ามาแลกกันดีไหม....@....

วันนี้ว่าง....มานั่งทบทวนสะสางเอ็นทรี่ดู

ย้อนไปดูเอ็นทรี่ตั้งแต่แรกๆ....  ที่เข้ามาบ้านหลังนี้

เลยมานั่งปัดฝุ่น...มาปรับตกแต่งให้ดีขึ้น ....

จากวันนั้นถึงวันนี้ ...ไม่น่าเชื่อว่าตัวเรา

เขียนอะไรได้มากมายขนาดนี้

วันนี้ขอนำเอ็นทรี่แรก  มาแลกกันกับเพื่อนๆนะคะ ...

ของใครเป็นไง  นำมาเล่ากันบ้าง  ดีไหม

............................................................

ขอเชิญชวนฟังการบรรยายเกี่ยวกับศีลธรรมจากหลากหลาย

นานาทัศนะได้ตามลิงค์นี้ วิธีเปิดฟังต้องปฏิบัติดังนี้

คือดับเบิ้ลคลิกที่ตัวภาพที่อยู่เหนือชื่อผู้บรรยายด้านล่าง

คำว่าพุทธทาส ๑0๑ ปี

http://moryoon.tapee.ac.th/index.php?option=com_content&task=blogsection&id=15&Itemid=272

หลักของคนทุกวันนี้

ถ้าเอาเปรียบ เขาไม่ได้ ก็ว่า “ไม่ถูก”
ถ้าจูงจมูก ได้ทุกที ก็ว่า “ดีเหลือ”
ถึงวันดี เกิดมี เกลือจิ้มเกลือ
ร้องว่า “เบื่อ” โลกอะไร? ไม่เป็นธรรม

คนพวกนี้ มีโลก ของตัวเอง
ไปตามเพลง ของกิเลส ที่อุปถัมภ์
ไม่ยอมรับ อะไรหมด แม้กฏกรรม
ความเป็นธรรม นั้นคือ “ได้ ตามใจตัว”

ไกลจากสัตว์ ไปทุกที ที่ว่าเจริญ
หาส่วนเกิน มาเทิดไว้ ใส่เกล้าหัว
ใช้สงคราม ตัดสินความ ไม่คร้ามกลัว
ว่าความชั่ว จะไหม้โลก เป็นโคกไฟฯ

---------------------------------------------------------

การงานคือการปฏิบัติธรรม

อันการงาน คือคุณค่า ของมนุษย์
ของมีเกียรติ สูงสุด อย่าสงสัย
ถ้าสนุก ด้วยการงาน เบิกบานใจ
ไม่เท่าไร ได้รู้ธรรม ฉ่ำซึ้งจริง

เพราะการงาน เป็นตัวการ ประพฤติธรรม
กุศลกรรม กล้ำปนมา มีค่ายิ่ง
ถ้าจะเปรียบ ก็เปรียบคน ฉลาดยิง
นัดเดียววิ่ง เก็บนก หลายพกมา

คือการงาน นั้นต้องทำ ด้วยสติ
มีสมาธิ ขันติ มีอุตสาห์
มีสัจจะ มีทมะ มีปัญญา
มีศรัทธา และ กล้าหาญ รักงานจริง.

-------------------------------------------------------


">

  Google   212cafe.com ฟรีเว็บบอร์ด สมุดเยี่ยม โพลล์ PHP Script
© 2002-2006 All rights reserved.
>

*************************************************

^@^ สมุดเยี่ยม : รวงข้าวล้อลม -----

กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพด้วยค่ะ.. -

-


Guestbook v.4.00 beta :: Powered by :

[ เขียนสมุดเยี่ยม ]


Total : 0 Comment Page


[ HOME ]

http://blog.360.yahoo.com/blog-nLxJhQ8jdLMVtwLUp3ywoFneCw--;_ylt=An9s3q5kyJBx...

ประณิธาน ๓ ประการ ที่ท่านฝากไว้
||พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาสชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

ปณิธาน ๓ ประการ

คำบรรยายเรื่อง "ปณิธาน ๓ ประการ" ท่านอาจารย์พุทธทาสบรรยายเนื่องในวันล้ออายุ ณ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๙
เป็นวาระที่ท่านมีอายุครบ ๘๐ ปี

โดยท่านอาจารย์พุทธทาสได้บรรยายเป็น ๓ กัณฐ์ ภาคเช้า–ภาคบ่าย–ภาคกลางคืน


http://www.uthaisak.net/buddhadasedu.htm

--------------------------------------------------------------------------------------------------------
นิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส

นิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส เรื่อง พ่อ-ลูก

พ่อ รู้สึกขบขัน แกมสงสาร อย่างไม่น้อย ที่เห็น ลูกชายคนโต ดีใจ จนเนื้อเต้น ในการที่ ได้รับ "ป็ากเก้อร ๕๑" ด้ามหนึ่ง เป็น ของขวัญ วันเกิด และ เห็น ลูกชายคนเล็ก ดีใจ มากไปกว่านั้น อีกหลายเท่า ในการได้รับ ลูกกวาด ของนอก กระป๋องเล็กๆ กระป๋องหนึ่ง เป็นของขวัญ ในโอกาส เดียวกัน แต่พ่อ ไม่รู้สึก ขบขัน หรือ สมเพชตนเอง ในการที่ ตนเอง ตื่นเต้น ยิ่งไปกว่า ลูกทั้งสองอีก ในการที่ได้รับ บัตรเชิญ ไปในงาน มีเกียรติ ชั้นพิเศษ ของเจ้านาย รายหนึ่ง ซึ่งตน ไม่เคยนึกฝัน ว่าจะได้รับ ด้วยอาการ มือสั่น ใจรัว แทบไม่เชื่อตา ตนเอง ว่า บัตรนั้น ส่งมาเชิญตน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: มันเป็นการ เหลือวิสัย ในการที่จะให้ พ่อดีใจ จนเนื้อเต้น ในเมื่อ ได้รับปากกา ชนิดนั้น ด้ามหนึ่ง หรือ เมื่อได้ลูกกวาด กระป๋องหนึ่ง แต่ในที่สุด พ่อก็ไม่พ้น จากการที่ต้อง มีใจเต้นรัว มือสั่น ด้วยได้ กระดาษแผ่นเล็กๆ อันหมายความถึง เกียรติ อันหรูหรา จริงอยู่ รูปธรรม เช่น ด้ามปากกา หรือ ลูกกวาด มันไม่เหมือนกับ นามธรรม เช่น เกียรติ หรือ ไม่มีค่าสูง เท่าเทียมกัน แต่เราต้อง ไม่ลืมว่า มันสามารถ เขย่า ตัณหา (ภวตัณหา) ของคนได้โดยทำนองเดียวกัน โดยไม่มีผิด ในฐานะ ที่เป็นวัตถุ อันเป็นที่ตั้ง แห่งความพอใจ จนลืมตัว ได้เท่ากัน แล้วแต่ว่า ความใคร่ ของใครผู้ใด มีอยู่อย่างไร ส่วนความที่ ต้องใจเต้น มือสั่น เหล่านั้น ฯลฯ มันไม่มีผิด กันที่ตรงไหน เพราะฉะนั้น ใครเล่า ที่ควร สมเพชใคร ในระหว่าง พ่อ-ลูก รายนี้

นิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส

นิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส เรื่อง แม่-ลูก

กระบวนแห่สิงโต ผ่านมาในถนน ประชาชน แตกตื่น พากัน อุ้มลูก จูงหลาน ออกมาดู เด็กอายุ ๓-๔ ขวบคนหนึ่ง ร้องไห้ เพราะความกลัว สิงโตก็ดิ้น อย่างจะสิ้นชีวิตลงไป แม่ต้องอุ้ม พาหนี เข้าไปใน สวนข้างถนน แห่งหนึ่ง พลางบ่นว่า น่าสงสารลูกโง่ๆ คนนี้เหลือเกิน แม่จะได้ดูอะไร สักนิด ก็ไม่ได้ดู ทันใดนั้นเอง แม่ก็ดิ้น และร้อง วิ๊ดว๊าดขึ้น เพราะกิ้งกือ ตัวหนึ่ง เผอิญหล่นลงมา จากต้นไม้ ตกลงไปในเสื้อ ลูกเล็กๆ คนนั้นเอง หัวเราะชอบใจ เมื่อเขาบอกแม่ว่า เขาจะช่วย หยิบออกให้ แล้วก็ช่วย หยิบทิ้งให้จริงๆ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: มันเป็นการ สุดวิสัย ที่จะไม่ให้ลูกๆ กลัว สิ่งที่มีลักษณะ และอาการ อย่งภูตผี ปีศาจ กระโดด โลดเต้น เข้ามา ราวกะจะจับ เอาตัวไปกินเสีย ฉะนั้น แต่ทีแม่เอง กลับกลัว กิ้งกือ ตัวนิดเดียว! ทั้งเลื้อยด้วย ท่าทางอันนิ่มนวล อ่อนโยน ราวกะเข้ามาแสดง ความเคารพ หรือ ขอความช่วยเหลือ อะไรสักอย่างหนึ่ง ความกลัวของแม่ ก็กลัวอย่าง จะขาดใจตาย เช่นเดียวกับลูกเหมือนกัน! เมื่อประกอบด้วย อวิชชา อยู่อย่างเต็มที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นภูตผีปีศาจ หรือ เป็นสัตว์ตัวนิดๆ เช่น กิ้งกือไส้เดือน ก็ตาม ย่อมสามารถ ปลุกปั่น ความกลัว (วิภวตัณหา) ได้โดย ทำนองเดียวกัน ในฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความขลาด และวิ่งหนี ได้โดยเสมอกัน ในที่สุด ก็เหลือแต่ สิ่งที่ต้องคำนวณดูว่า ลูกอายุเพียง ๒-๓ ขวบ ส่วนแม่อยู่ในฐานะ ที่เป็นแม่ หรือ ผู้ปกครอง สั่งสอนลูกแล้ว ในกรณีนี้ ใครเล่าที่โง่เขลา น่าสมเพชกว่าใคร ในระหว่าง แม่-ลูก รายนี้

นิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส

นิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส เรื่อง ศิษย์-อาจารย์

สามเณรจ้อย เป็นเปรียญ ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร วันหนึ่ง อ่านพระบาลี มหาปรินิพพานสูตร ไปจนถึง ภาณวารที่ห้า ได้พบข้อความว่า อิเม จ สุภทฺท ภิกฺขุสมฺมา วิหเรยฺยุ อสุญฺโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺสฺ (ล. ๑๐ น. ๑๗๖ บ. ๑๓๘) แปลเป็นใจความได้ว่า "ดูก่อน สุภัททะ ถ้าภิกษุ ทั้งหลาย เหล่านี้ จะพึง เป็นอยู่ โดยชอบไซร้ โลก ก็จะไม่ว่าง จาก พระอรหันต์" ดังนี้ สามเณรจ้อย เกิดฉงน อยู่ตลอดเวลา ว่า การเป็นพระอรหันต์นั้น เป็นกันได้ง่ายๆ เช่นนี้ หรือว่า ตนแปล พระบาลีนี้ ผิด เพราะไม่รู้ เท่าถึง อย่างใด อย่างหนึ่ง มีความกลัดกลุ้ม เป็นกำลัง

สามเณรจ้อย จึงพาคัมภีร์นั้น เข้าไปหาเจ้าคุณหลวงพ่อ ผู้เป็นสมภาร สอบถามถึงการแปลบาลี ตอนนี้ ก็ได้ความตรงกันว่า สามเณร แปลถูก จึงได้ เรียนถาม ขึ้นว่า จะเป็น พระอรหันต์ กันได้ด้วย เหตุ เพียงเป็นอยู่ โดยชอบ เท่านั้น แลหรือ ท่านเจ้าคุณ ได้ยืนยันว่า เป็นเช่นนั้นจริง เพราะ เป็นอยู่ โดยชอบ นั้น หมายถึง ตั้งอยู่ใน มรรคมีองค์แปด สามเณรจ้อยได้ ถามขึ้นอีกว่า

"ก็พระสงฆ์ ทั้งหลายในบัดนี้ ไม่ได้เป็นอยู่กัน โดยชอบดอกหรือ?"
ท่านเจ้าคุณได้โพล่งออกมา "ก็เป็นกันอยู่โดยชอบซิ" ด้วยน้ำเสียง มีแวว แห่งความขุ่น ที่ไม่ชัดเจน
สามเณร จึงเรียนถาม ต่อไปว่า "ถ้าเช่นนั้น ก็ต้องมีพระอรหันต์ กันอยู่ทั่ว ทุกวัดวาอาราม นะขอรับ?"
เงียบกันไป ขณะหนึ่งแล้ว ก็มีเสียง ซึ่งใครๆ แทบจำไม่ได้ว่า เป็นเสียงของ ท่านเจ้าคุณ ดังลั่นขึ้น แต่เพียงว่า "..อื้อ..อื้อ.. ง่า.. อื้อ..ง่า..อื้อ.. นี่มันยังไงกันนี่หว่า!..ง่า..ไปเถอะ!"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: มันเป็นการ สุดวิสัย ที่ใครจะตอบได้ เพราะพระบาลีนั้นก็ถูก พระเจ้า พระสงฆ์ ก็เป็นอยู่โดยชอบจริง แต่แล้ว ก็ไม่มีใครเชื่อว่า พระอรหันต์ นั้นมีอยู่ตามวัดวาอาราม ทั่วๆ ไป และ ใครเป็นคนที่น่าสมเพชกว่าใคร ในระหว่าง ศิษย์-อาจารย์ รายนี้

นิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส
magnify 

ินิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส เรื่อง คนกับสุนัข

อากาศจะวิปริต เพราะความเปลี่ยนแปลง ไปตามฤดูกาล ของ แดด ลม ฝน หรือสิ่งแวดล้อม จะสับสน เพราะการ โยกย้ายรื้อถอน อย่างชุลมุน วุ่นวายของมนุษย์เอง สักเพียงใด สุนัขของเขา ก็ยังพยายาม ค้นหาจนพบที่หลับนอน อันเป็นสุขสมใจ มันจนได้ มันย้ายที่ ไปลองนอน ตรงนั้นนิด ตรงนั้นหน่อย ลองนอนดู เพียงสองสามนาที เท่านั้น มันก็รู้ว่า เหมาะ หรือ ไม่เหมาะ ถ้าไม่เหมาะ ก็ย้ายใหม่! มันทำดังนี้เรื่อยไป ไม่กี่ครั้ง ก็พบที่อันเป็นสุขจริง และหลับสนิท มันไม่เป็นโรคเรื้อน ชนิดที่ ต้องเกา อยู่เสมอ จนหาที่นอน อันเป็นสุขไม่พบ ในโลกนี้!

แต่สำหรับ เจ้าของ มันเองนั้น อะไรๆ ที่ใดๆ อย่างไหนๆ ระดับไหนๆ ก็ไม่เคย ให้ความเป็นสุข และพอใจ ดิ้นรน จนตาย จิตก็ไม่เคย ประสบ กับภาวะ แห่งความ สะอาด สว่าง และ สงบเย็น ที่แม้เพียงแต่ จะทำให้ หลับสนิทจริงๆ ได้ เขาตกอยู่ในลักษณะ ของสุนัข โรคเรื้อน ชนิดที่ต้องการ ข่วนตัวเองอยู่เสมอ! เขาไม่สามารถ ทำให้เกิดการ โยกย้าย เปลี่ยนแปลง ชนิดที่ค่อยๆ เลื่อนสูงขึ้นไป จนกระทั่ง พบสภาพ อันเป็นที่จุใจ ดังเช่น สุนัขของเขาเอง ซึ่งไม่กี่นาที ก็ค้นพบ ที่นอน อันสุขสงบ ทั้งๆ ที่มัน เป็นเพียง สุนัข แต่เขา ก็ยังเป็นถึง อาจารย์ ที่ทำการ ฝึกสอน อะไรหลายๆ อย่างให้สุนัขของเขา ทุกวัน ด้วยความขยัน และบางครั้ง ยังแถมตีมัน ด้วยเพราะ เขาถือว่า เขาเป็นนายของมัน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: มันเป็นการ เหลือวิสัยของพระเป็นเจ้า หรือ สิ่งใดๆ ทั้งสิ้น ที่จะทำให้สุนัขนั้น เต็มไปด้วย ความดิ้นรน ทะเยอทะยาน และวิตก กังวล นานาประการ จนค้นหา ที่นอนหลับสนิท ไม่ได้ อย่างเจ้าของ ของมันเอง ความอยาก ได้นั่นได้นี่ มีนั่น มีนี่ เป็นนั่น เป็นนี่ อย่าง ไม่มี ขอบเขต ของเขา จนกระทั่ง ได้เป็นเจ้าของ และเป็น ครูบาอาจารย์ ของสุนัข แล้ว ก็ยังหาโอกาส สงบอารมณ์ ให้มาก และให้เหมือน แม้สุนัข ตัวนั้น ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ใครเล่า จะเป็นที่น่า สมเพชกว่าใคร ในระหว่าง สิ่งมีชีวิต ทั้งสอง นี้

ภาพปริศนาธรรมในโรงมหรสพทางวิญญาณ สวนโมกขพลาราม
magnify 
ปริศนาธรรมจาก ทิเบต ที่ จอห์น โบลเฟลด์ นำมาให้อาจารย์พุทธทาส คัดลอก

ภาพปริศนาธรรมในโรงมหรสพทางวิญญาณ สวนโมกขพลาราม
magnify 
ภาพปริศนาธรรม ของ พระภิกษุอีมานูเอล เชอร์แมน
ชื่อ "ตัวกู กับ ตัวกู"

ภาพนี้เป็นรูป ไม้กวาด วางแนวตั้ง มีรูปตุ๊กแก สองตัว หันหัวเข้ากัดกัน เท้าทั้งสี่ ยึดติดกำแพง อย่างเหนียวแน่น

ท่านอาจารย์พุทธทาส ตีความหมาย ภาพปริศนาธรรมนี้ว่า

"ตัวกู กับ ตัวกู"

อัน "ตัวกู" "ตัวสู" มิได้มี
แต่พอโง่ มันเป็นผี โผล่มาได้
พอหายโง่ "กู" "สู" ก็หายไป
พอโง่ใหม่ โผล่ใหม่ ดูให้ดี

แต่ละข้าง ต่างยึด ว่า "ตัวกู"
จึงเกิดการ ต่อสู้ กันอย่างผี
ต่างหมายมั่น แก่กัน ฉันไพรี
ทั้งเปิดเผย ลับลี้ มีทั่วไป

ที่ด้อยกว่า สู้ว่ากู ก็มีดี
ที่เด่นกว่า ข่มขี่ เขาเข้าไว้
ที่พอกัน กันท่า ไม่ว่าใคร
ล้วนแต่ใคร่ โด่งเด่น เป็นธรรมดา

เอาพระธรรม กวาดล้าง อย่างไม้กวาด
สำหรับฟาด หัวสัตว์ ที่ข้างฝา
ตกกระเด็น เป็นเหยื่อ แก่ไก่กา
ที่เก่งกว่า คืออย่าโง่ ให้โผล่เอยฯ

ภาพปริศนาธรรมในโรงมหรสพทางวิญญาณ
magnify 
ภาพปริศนาธรรม ของ พระภิกษุอีมานูเอล เชอร์แมน
ชื่อ
"อยู่ให้เหมือนลิ้นงูในปากงู"

ท่านอาจารย์พุทธทาส ตีความไว้เป็นข้อธรรม คำกลอนว่า

นั่นลูกตา มองเห็น ไม่เป็นหมัน
เขาใช้มัน เล็งแล แก้ปัญหา
อยู่ในโลก อย่างไร ไม่ทรมาน์
พิจารณา ตรองไป ให้จงดี

อยู่ให้เหมือน ลิ้นงู ในปากงู
ไม่เคยถูก เขี้ยวงู อยู่สุขศรี
อยู่ในโลก ไม่เคยถูก เขี้ยวโลกีย์
เป็นเช่นนี้ อุปมา อย่าฟั่นเฟือน

คิดดูบ้าง นั่งได้ ในปากงู
ก็ไม่ถูก เขี้ยวงู อยู่เสมือน
นั่งในห้อง แสนสบาย ภายในเรือน
มีเค้าเงื่อน เหมือนพระ ภควันต์

อยู่ในโลก ไม่กระทบ โลกธรรม
อยู่เหนือกรรม เหนือทุกข์ เป็นสุขสันต์
ใครมีตา รีบเคารพ นอบนบพลัน
รีบพากัน ทำตาม ยามนี้เอยฯ


บ้านเกิดท่านพุทธทาส
magnify 

ปลายรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ วันอาทิตย์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย หรือ วันที่ 27 พฤษภาคม 2449 บุตรชายคนหัวปีของครอบครัว นายเซี้ยง และ นางเคลื่อน พานิช ได้ ถือกำเนิดขึ้น ณ บ้านตลาด พุมเรียง จ.ไชยา (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น จ.สุราษฏร์ธานี) ไม่มีใครในเวลานั้นจะคาดคิดไปถึงว่า เด็กชายที่เรียกชื่อในเวลาต่อมาว่า เงื่อม นั้น จะเติบใหญ่กลายเป็น มหาเถระ ผู้สืบแสงเทียนแห่งพระศาสนา ที่กำลังอ่อนล้า ให้มีพลังเจิดจ้าขึ้นอีกในยุดสมัยต่อมา ในนามของ พุทธทาสภิกขุ

เด็กชาย เงื่อม มีน้องอีก 2 คน คนรองเป็นชายชื่อ ยี่เกย พานิช ซึ่งเติบใหญ่กลายเป็นคู่คิด ผู้ร่วมอุดมคติแห่งการจรรโลงพระศาสนา ร่วมกับพี่ชายในนาม ธรรมทาส และน้องสุดท้องเป็นหญิงชื่อ กิมซ้อย พานิช (เหมาะกุล) พี่น้องทั้งสามคนใกล้ชิดสนิทสนม และเติบโตมาในครอบครัวที่เลื่อมใสใน พระพุทธศาสนา


http://www.rosenini.com/suanmokkh/pumriang/pr06.htm

สวนโมกข์อยู่ที่ไหน
magnify 
ท่านพุทธทาส หรือ พระมหาเงื่อม ในเวลานั้น พร้อมด้วยโยมน้องชาย คือ นายยี่เกย หรือ คุณธรรมทาส พานิช และ เพื่อนในคณะธรรมทานประมาณ 4 - 5 คน เท่านั้น ที่ร่วมรับรู้ถึงปณิธานอันมุ่งมั่นในการปฏิบัติธรรม ตามรอยพระอรหันต์ ของท่าน ทุกคนเต็มอกเต็มใจ ที่จะหนุนช่วยด้วยความศรัทธา โดยพากันออกเสาะหาสถานที่ ซึ่งคิดว่ามี ความวิเวก และ เหมาะสมจะเป็นสถานที่ เพื่อทอลองปฏิบัติธรรม ตามรอยพระอรหันต์ สำรวจกันอยู่ประมาณเดือนเศษ ก็พบ วัดร้าง เนื้อที่ประมาณ 60 ไร่ ชื่อ วัดตระพังจิก ซึ่งรกร้างมานาน บริเวณเป็น ป่ารกครึ้ม มีสระน้ำใหญ่ ซึ่งร่ำลือกันว่ามีผีดุอาศัยอยู่ เมื่อเป็นที่พอใจแล้ว คณะอุบาสก ดังกล่าว ก็จัดทำเพิงที่พัก อยู่หลัง พระพุทธรูปเก่า ซึ่งเป็น พระประธาน ใน วัดร้าง นั้น แล้วท่านก็เข้าอยู่ใน วัดร้างแห่งนี้ เมื่อวันทื่ 12 พฤษภาคม 2475 อันตรงกับ วันวิสาขบูชา โดยมี อัฐบริขาร ตะเกียง และ หนังสืออีกเพียง 2 - 3 เล่ม ติดตัวไป เท่านั้น



เข้าไปอยู่ได้ไม่กี่วัน วัดร้าง นาม ตระพังจิก นี้ ก็ได้รับการตั้งนามขึ้นใหม่ ซึ่งท่านเห็นว่า บริเวณใกล้ที่พักนั้น มี ต้นโมก และ ต้นพลา ขึ้นอยู่ทั่วไป จึงคิดนำคำทั้งสองมาต่อเติมขึ้นใหม่ ให้มีความหมายใน ทางธรรม จึงเกิดคำว่า
สวนโมกขพลาราม อันหมายถึง สวนป่าอันเป็นกำลังแห่งความหลุดพ้นทุกข์ ขึ้นในโลกตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา


ดูภาพเคลื่อนไหวได้จากเวบนี้


http://www.rosenini.com/suanmokkh/pumriang/


พุทธศาสนา กับ วิทยาศาสตร์

คือ ท้าให้ใครพิสูจน์ได้ทุกอย่าง จนผู้พิสูจน์ พ่ายแพ้ภัยตัวเอง หมดมานะ กลับใจ ยอมนับถือ พุทธศาสนา คำที่กล่าวกันว่า พุทธศาสนา เหมือนกัน หรือเข้ากันได้ กับ วิทยาศาสตร์นั้น มีผู้ตีความกันว่า เพราะพุทธศาสนา แยกสังขาร ร่างกาย ออก วิเคราะห์ หาความจริง เช่นเดียวกับ วิทยาศาสตร์ แผนปัจจุบัน แยกธาตุต่างๆ ออกหา คุณสมบัติ ชั้นละเอียด ข้าพเจ้าเห็นว่า คำกล่าวนั้น ยังไม่เพียงพอ กับคุณค่า อันสูงสุดแท้จริง ของพุทธศาสนา เพราะถ้า กล่าวเช่นนั้นแล้ว วิชา สรีรศาสตร์ หรือ แพทย์ศาสตร์ อันเกี่ยวกับการแยกตรวจร่างกาย ก็จะกลายเป็น พุทธศาสนาไปส่วนหนึ่งด้วย ที่แท้ ควรกล่าวว่า เหมือนกันโดยที่ หลักวิทยาศาสตร์ ก็ทนต่อการพิสูจน์ อาจทำการ พิสูจน์ให้ดูเอง หรือยอมให้ใครพิสูจน์ ได้ทุกท่า ทุกทาง จนเขาหมดท่าจะพิสูจน์ เพื่อโต้แย้งอีกต่อไป และหมดความสงสัย เช่นเดียวกับพุทธศาสนา ยอมให้ใครเพ่งพิสูจน์ซักไซร์อย่างไร ก็ได้ ยอมทนอยู่ได้ จนเขาหมดวิธีพิสูจน์ และต้องเชื่อ สัจจะย่อมไม่ตาย! คำว่า วิทยาศาสตร์ ในที่นี้ หมายถึง วิชา (Science) ที่แท้จริง ทุกๆ อย่าง ไม่เฉพาะแต่การแยกธาตุ (Chemistry) เท่านั้น แม้คณิตศาสตร์ (Mathematics) ก็เป็นวิทยาศาสตร์ ในที่นี้ด้วย ถ้าท่านสงสัยว่า วิชาเลข หรือ คณิตศาสตร์ จะทนต่อพิสูจน์ ได้เหมือน พุทธศาสนา อย่างไร ก็จงลองคิดดูอย่างง่ายๆ ที่สุดว่า ๒+๓=๕ เป็นต้นนี้ มันเป็นความจริงเพียงไร มีใครบ้างที่อาจพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า ๒ บวก ๓ ได้ผลเป็นอย่างอื่นนอกจาก ๕ ใครจะพิสูจน์ โดยวิธีไร กี่ร้อยกี่พันเท่า ก็ตาม มันยังคงเป็น ๒+๓=๕ อยู่เสมอ เป็นหลักที่แข็งแรง ยิ่งกว่าภูเขาหินแท่งทึบ อันอาจหวั่นไหวได้ โดยธรรมชาติ หรืออุตุนิยมแปรปรวน หลักความจริง แห่งวิทยาศาสตร์ เหล่านี้มั่นคง มีอุปมาฉันใด พุทธศาสนา ก็มีหลักแห่งความจริง หนักแน่นมั่นคง ฉันนั้น แม้จะขนเอาการแยกธาตุ และตรวจค้นพิสูจน์ อย่างที่เรียกว่า วิทยาศาสตร์แผนใหม่ ทั้งหมดมาเป็นเครื่องมือพิสูจน์ ก็ไม่อาจ พิสูจน์ พุทธศาสนา ให้เศร้าหมองไปได้ เช่น พิธีต่างๆ เป็นต้น มาพิสูจน์ในนามว่า พุทธศาสนา ก็แล้วกัน ความจริง หรือพุทธศาสนา จะยังคงอยู่ชั่วโลก ไม่มีสมัย หรือขีดขั้น กำหนดเวลาอายุ เพราะเป็นการเรียนรู้ธรรมชาติ เพื่อชำนะ ธรรมชาติด้วยความจริง เช่นนี้ ยังมิเป็นเครื่องชี้ อันเด่นชัดว่า พุทธศาสนา เข้ากันได้กับ วิทยาศาสตร์ ซึ่งโลกปัจจุบัน ย่อมบูชาอย่างสนิททั่วหน้า โดยลักษณาการอย่างไรเจียวหรือ? และข้อสำคัญที่สุด ก็คือ เมื่อมีแต่พุทธศาสนาเท่านั้น ที่เข้ากันได้กับวิทยาศาสตร์ของโลกแล้ว จะยังมีศาสนาไหนอีกเล่า ที่จะเป็นศาสนาแห่งสากลโลก นอกจากพุทธศาสนา ?"

หลักแห่งพุทธศาสนา แปลกจากศาสนาอื่น ทั้งหลาย โดยเป็น ศาสนา แห่งวิชาความรู้ ที่ทนต่อการพิสูจน์ ของใครๆ ได้ทั้งสิ้น ดังที่ตรัสไว้ว่า ธรรม ในพุทธศาสนา ย่อมทนต่อการพิสูจน์ได

โมกขพลาราม


ข่าวเด่นประจำวัน อ่านได้ตามลิงค์นี้

http://g1.buildboard.com/viewforum.php/6/7682/0/

ประวัติ


พระธรรมโฆษาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) เดิมชื่อเงื่อม เกิดวันอาทิตย์ที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ที่ ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นบุตรคนแรกของนายเซี้ยง และนางเคลื่อน พานิช มี

น้องชายชื่อนายยี่เกย (นายธรรมทาส พานิช) และน้องสาวชื่อนางกิมช้อย เหมะกุล ครอบครัวมีอาชีพค้าขาย ส่วนนามสกุล "พานิช" เป็นนามสกุลที่นายอำเภอตั้งให้ เนื่องจากมีอาชีพค้าขาย อายุได้ ๘ ขวบ เรียนหนังสือ



โดยหัดอ่านจากทางบ้าน อายุ ๙ ขวบ เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียน โพธิพิทยากร วัดโพธาราม จนจบชั้นมัธยมปีที่ ๒ แล้วไปต่อมัธยมปีที่ ๓ ที่โรงเรียนมัธยมประจำอำเภอไชยา (สารภีอุทิศ) จบการศึกษา



มัธยมต้นในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ แล้วลาออกมาช่วยบิดาค้าขาย และได้ศึกษาด้วยตัวเองตลอดเวลา เมื่อบิดาถึงแก่กรรมในปี ๒๔๖๕ ก็ได้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการร้านเมื่ออายุครบ ๒๐ ปี ได้อุปสมบท เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ มีฉายาว่า "อินทปัญโญ" หลังจากบวชได้ ๒ พรรษา ก็สอบนักธรรมโทได้ จากนั้นได้ไปศึกษาธรรมที่วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ สอบได้

นักธรรมเอก และภาษาบาลีได้เปรียญธรรมสามประโยค แล้วเดินทางกลับพุมเรียง เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๔๗๕ งานศึกษาค้นคว้าเริ่มแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ท่านเขียนบทความชิ้นแรกชื่อ "ประโยชน์แห่งทาน" ต่อมา


ได้เขียนบทความ บทวิจารณ์สภาพพุทธศาสนาและพระสงฆ์ เขียนเรื่องปฏิบัติธรรม พูดเรื่องธรรมะให้ผู้สนใจ

ฟัง ท่านได้ทำงานหนักขึ้นทั้งงานเขียนและงานแปล ได้สร้างสวนโมกข์ที่ไชยาเป็นสถานปฏิบัติธรรม และเผยแพร่พุทธธรรม จนเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวางทั้งในหมู่คนไทยและชาวต่างชาติท่านพุทธทาสได้มรณภาพเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ.


http://www.siamsouth.com/snikaji3.htm

Map IP Address
Powered byIP2Location.com

สวัสดีค่ะ เพื่อนชาวไร้พรมแดนทุกท่าน

ในยุคปัจจุบันนี้ เราเน้นดัชนีความสุขกัน

ความสุขที่เกิดจากใจ

การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง รวงข้าวล้อลม จึงน่าจะเป็น

นามแฝงที่ควรนำมาใช้ในยุคนี้มาก เพราะว่า พื้นฐานเดิมแท้ของ

คนไทยมักนิยมอาชีพเกตรกรรม อนุรักษ์นิยม เจ้าของบลอกเล็งเห็น

ความสำคัญอันนี้จึงขออนุญาตมุ่งเน้น นำเสนอ เนื้อหาที่เป็นไทยๆในด้าน

ศาสนา ประเพณีวัฒนธรรมและอื่นๆอีกที่เป็นไทยๆๆ ถ้ามีสิ่งใดขาด

ตกบกพร่อง ขอรบกวนแวะเวียนเข้าไปติชมได้นะคะ

ที่สมุดเยี่ยม ด้านบนขอขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ

รวงข้าวล้อลม


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 30/01/2008 เวลา : 21.47 น.
http://www.oknation.net/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

คุณนอสคะ โทษทีค่ะ พยายามเต็มที่แล้ว

ได้เท่านี้ค่ะ พอดีตอนทำครั้งแรก เอ็นทรี่แรกไม่ค่อยจะเข้าใจอะไรมากนักเก้ๆกังๆ เลย ตอนนี้ปรับยามากกค่ะ
ความคิดเห็นที่ 2
Nozz วันที่ : 30/01/2008 เวลา : 21.32 น.
http://www.oknation.net/blog/nozzila
http://www.oknation.net/blog/xinchaovietnam

ตัวหนังสืออ่านยากครับ ช่วยชิดซ้ายหน่อยได้มั้ยครับ
ความคิดเห็นที่ 1
AJ.p วันที่ : 30/01/2008 เวลา : 20.03 น.
http://www.oknation.net/blog/TheTaleOfFourTribes
- - กระต่ายตัวนี้...มิมีพิษมีภัยนะจ๊ะ!!! - -

แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น: