| ตัวเป็นๆ... | ||
ตัวเป็นๆ... |
||
|
View All |
||
| หนังตะลุงไข่นุ้ยสดๆ | ||
หนังตะลุง |
||
|
View All |
||
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||
พิมพ์หน้านี้
|
@...กระทู้แรก...เอามาเล่ามาแลกกันดีไหม....@.... วันนี้ว่าง....มานั่งทบทวนสะสางเอ็นทรี่ดู ย้อนไปดูเอ็นทรี่ตั้งแต่แรกๆ.... ที่เข้ามาบ้านหลังนี้ เลยมานั่งปัดฝุ่น...มาปรับตกแต่งให้ดีขึ้น .... จากวันนั้นถึงวันนี้ ...ไม่น่าเชื่อว่าตัวเรา เขียนอะไรได้มากมายขนาดนี้ วันนี้ขอนำเอ็นทรี่แรก มาแลกกันกับเพื่อนๆนะคะ ... ของใครเป็นไง นำมาเล่ากันบ้าง ดีไหม ............................................................ ขอเชิญชวนฟังการบรรยายเกี่ยวกับศีลธรรมจากหลากหลาย นานาทัศนะได้ตามลิงค์นี้ วิธีเปิดฟังต้องปฏิบัติดังนี้ คือดับเบิ้ลคลิกที่ตัวภาพที่อยู่เหนือชื่อผู้บรรยายด้านล่าง คำว่าพุทธทาส ๑0๑ ปี http://moryoon.tapee.ac.th/index.php?option=com_content&task=blogsection&id=15&Itemid=272
หลักของคนทุกวันนี้ --------------------------------------------------------- การงานคือการปฏิบัติธรรม ------------------------------------------------------- ************************************************* ^@^ สมุดเยี่ยม : รวงข้าวล้อลม ----- กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพด้วยค่ะ.. - -
http://blog.360.yahoo.com/blog-nLxJhQ8jdLMVtwLUp3ywoFneCw--;_ylt=An9s3q5kyJBx...
นิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส เรื่อง พ่อ-ลูก นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: มันเป็นการ เหลือวิสัย ในการที่จะให้ พ่อดีใจ จนเนื้อเต้น ในเมื่อ ได้รับปากกา ชนิดนั้น ด้ามหนึ่ง หรือ เมื่อได้ลูกกวาด กระป๋องหนึ่ง แต่ในที่สุด พ่อก็ไม่พ้น จากการที่ต้อง มีใจเต้นรัว มือสั่น ด้วยได้ กระดาษแผ่นเล็กๆ อันหมายความถึง เกียรติ อันหรูหรา จริงอยู่ รูปธรรม เช่น ด้ามปากกา หรือ ลูกกวาด มันไม่เหมือนกับ นามธรรม เช่น เกียรติ หรือ ไม่มีค่าสูง เท่าเทียมกัน แต่เราต้อง ไม่ลืมว่า มันสามารถ เขย่า ตัณหา (ภวตัณหา) ของคนได้โดยทำนองเดียวกัน โดยไม่มีผิด ในฐานะ ที่เป็นวัตถุ อันเป็นที่ตั้ง แห่งความพอใจ จนลืมตัว ได้เท่ากัน แล้วแต่ว่า ความใคร่ ของใครผู้ใด มีอยู่อย่างไร ส่วนความที่ ต้องใจเต้น มือสั่น เหล่านั้น ฯลฯ มันไม่มีผิด กันที่ตรงไหน เพราะฉะนั้น ใครเล่า ที่ควร สมเพชใคร ในระหว่าง พ่อ-ลูก รายนี้ นิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส เรื่อง แม่-ลูก นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: มันเป็นการ สุดวิสัย ที่จะไม่ให้ลูกๆ กลัว สิ่งที่มีลักษณะ และอาการ อย่งภูตผี ปีศาจ กระโดด โลดเต้น เข้ามา ราวกะจะจับ เอาตัวไปกินเสีย ฉะนั้น แต่ทีแม่เอง กลับกลัว กิ้งกือ ตัวนิดเดียว! ทั้งเลื้อยด้วย ท่าทางอันนิ่มนวล อ่อนโยน ราวกะเข้ามาแสดง ความเคารพ หรือ ขอความช่วยเหลือ อะไรสักอย่างหนึ่ง ความกลัวของแม่ ก็กลัวอย่าง จะขาดใจตาย เช่นเดียวกับลูกเหมือนกัน! เมื่อประกอบด้วย อวิชชา อยู่อย่างเต็มที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นภูตผีปีศาจ หรือ เป็นสัตว์ตัวนิดๆ เช่น กิ้งกือไส้เดือน ก็ตาม ย่อมสามารถ ปลุกปั่น ความกลัว (วิภวตัณหา) ได้โดย ทำนองเดียวกัน ในฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความขลาด และวิ่งหนี ได้โดยเสมอกัน ในที่สุด ก็เหลือแต่ สิ่งที่ต้องคำนวณดูว่า ลูกอายุเพียง ๒-๓ ขวบ ส่วนแม่อยู่ในฐานะ ที่เป็นแม่ หรือ ผู้ปกครอง สั่งสอนลูกแล้ว ในกรณีนี้ ใครเล่าที่โง่เขลา น่าสมเพชกว่าใคร ในระหว่าง แม่-ลูก รายนี้ นิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส เรื่อง ศิษย์-อาจารย์ สามเณรจ้อย จึงพาคัมภีร์นั้น เข้าไปหาเจ้าคุณหลวงพ่อ ผู้เป็นสมภาร สอบถามถึงการแปลบาลี ตอนนี้ ก็ได้ความตรงกันว่า สามเณร แปลถูก จึงได้ เรียนถาม ขึ้นว่า จะเป็น พระอรหันต์ กันได้ด้วย เหตุ เพียงเป็นอยู่ โดยชอบ เท่านั้น แลหรือ ท่านเจ้าคุณ ได้ยืนยันว่า เป็นเช่นนั้นจริง เพราะ เป็นอยู่ โดยชอบ นั้น หมายถึง ตั้งอยู่ใน มรรคมีองค์แปด สามเณรจ้อยได้ ถามขึ้นอีกว่า "ก็พระสงฆ์ ทั้งหลายในบัดนี้ ไม่ได้เป็นอยู่กัน โดยชอบดอกหรือ?" นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: มันเป็นการ สุดวิสัย ที่ใครจะตอบได้ เพราะพระบาลีนั้นก็ถูก พระเจ้า พระสงฆ์ ก็เป็นอยู่โดยชอบจริง แต่แล้ว ก็ไม่มีใครเชื่อว่า พระอรหันต์ นั้นมีอยู่ตามวัดวาอาราม ทั่วๆ ไป และ ใครเป็นคนที่น่าสมเพชกว่าใคร ในระหว่าง ศิษย์-อาจารย์ รายนี้ ินิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส เรื่อง คนกับสุนัข แต่สำหรับ เจ้าของ มันเองนั้น อะไรๆ ที่ใดๆ อย่างไหนๆ ระดับไหนๆ ก็ไม่เคย ให้ความเป็นสุข และพอใจ ดิ้นรน จนตาย จิตก็ไม่เคย ประสบ กับภาวะ แห่งความ สะอาด สว่าง และ สงบเย็น ที่แม้เพียงแต่ จะทำให้ หลับสนิทจริงๆ ได้ เขาตกอยู่ในลักษณะ ของสุนัข โรคเรื้อน ชนิดที่ต้องการ ข่วนตัวเองอยู่เสมอ! เขาไม่สามารถ ทำให้เกิดการ โยกย้าย เปลี่ยนแปลง ชนิดที่ค่อยๆ เลื่อนสูงขึ้นไป จนกระทั่ง พบสภาพ อันเป็นที่จุใจ ดังเช่น สุนัขของเขาเอง ซึ่งไม่กี่นาที ก็ค้นพบ ที่นอน อันสุขสงบ ทั้งๆ ที่มัน เป็นเพียง สุนัข แต่เขา ก็ยังเป็นถึง อาจารย์ ที่ทำการ ฝึกสอน อะไรหลายๆ อย่างให้สุนัขของเขา ทุกวัน ด้วยความขยัน และบางครั้ง ยังแถมตีมัน ด้วยเพราะ เขาถือว่า เขาเป็นนายของมัน นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: มันเป็นการ เหลือวิสัยของพระเป็นเจ้า หรือ สิ่งใดๆ ทั้งสิ้น ที่จะทำให้สุนัขนั้น เต็มไปด้วย ความดิ้นรน ทะเยอทะยาน และวิตก กังวล นานาประการ จนค้นหา ที่นอนหลับสนิท ไม่ได้ อย่างเจ้าของ ของมันเอง ความอยาก ได้นั่นได้นี่ มีนั่น มีนี่ เป็นนั่น เป็นนี่ อย่าง ไม่มี ขอบเขต ของเขา จนกระทั่ง ได้เป็นเจ้าของ และเป็น ครูบาอาจารย์ ของสุนัข แล้ว ก็ยังหาโอกาส สงบอารมณ์ ให้มาก และให้เหมือน แม้สุนัข ตัวนั้น ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ใครเล่า จะเป็นที่น่า สมเพชกว่าใคร ในระหว่าง สิ่งมีชีวิต ทั้งสอง นี้ ปริศนาธรรมจาก ทิเบต ที่ จอห์น โบลเฟลด์ นำมาให้อาจารย์พุทธทาส คัดลอก ภาพปริศนาธรรม ของ พระภิกษุอีมานูเอล เชอร์แมน ชื่อ "ตัวกู กับ ตัวกู" ภาพนี้เป็นรูป ไม้กวาด วางแนวตั้ง มีรูปตุ๊กแก สองตัว หันหัวเข้ากัดกัน เท้าทั้งสี่ ยึดติดกำแพง อย่างเหนียวแน่น ท่านอาจารย์พุทธทาส ตีความหมาย ภาพปริศนาธรรมนี้ว่า "ตัวกู กับ ตัวกู" อัน "ตัวกู" "ตัวสู" มิได้มี แต่ละข้าง ต่างยึด ว่า "ตัวกู" ที่ด้อยกว่า สู้ว่ากู ก็มีดี เอาพระธรรม กวาดล้าง อย่างไม้กวาด ภาพปริศนาธรรม ของ พระภิกษุอีมานูเอล เชอร์แมน ชื่อ "อยู่ให้เหมือนลิ้นงูในปากงู" ท่านอาจารย์พุทธทาส ตีความไว้เป็นข้อธรรม คำกลอนว่า นั่นลูกตา มองเห็น ไม่เป็นหมัน อยู่ให้เหมือน ลิ้นงู ในปากงู คิดดูบ้าง นั่งได้ ในปากงู อยู่ในโลก ไม่กระทบ โลกธรรม ปลายรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ วันอาทิตย์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย หรือ วันที่ 27 พฤษภาคม 2449 บุตรชายคนหัวปีของครอบครัว นายเซี้ยง และ นางเคลื่อน พานิช ได้ ถือกำเนิดขึ้น ณ บ้านตลาด พุมเรียง จ.ไชยา (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น จ.สุราษฏร์ธานี) ไม่มีใครในเวลานั้นจะคาดคิดไปถึงว่า เด็กชายที่เรียกชื่อในเวลาต่อมาว่า เงื่อม นั้น จะเติบใหญ่กลายเป็น มหาเถระ ผู้สืบแสงเทียนแห่งพระศาสนา ที่กำลังอ่อนล้า ให้มีพลังเจิดจ้าขึ้นอีกในยุดสมัยต่อมา ในนามของ พุทธทาสภิกขุ เด็กชาย เงื่อม มีน้องอีก 2 คน คนรองเป็นชายชื่อ ยี่เกย พานิช ซึ่งเติบใหญ่กลายเป็นคู่คิด ผู้ร่วมอุดมคติแห่งการจรรโลงพระศาสนา ร่วมกับพี่ชายในนาม ธรรมทาส และน้องสุดท้องเป็นหญิงชื่อ กิมซ้อย พานิช (เหมาะกุล) พี่น้องทั้งสามคนใกล้ชิดสนิทสนม และเติบโตมาในครอบครัวที่เลื่อมใสใน พระพุทธศาสนา ท่านพุทธทาส หรือ พระมหาเงื่อม ในเวลานั้น พร้อมด้วยโยมน้องชาย คือ นายยี่เกย หรือ คุณธรรมทาส พานิช และ เพื่อนในคณะธรรมทานประมาณ 4 - 5 คน เท่านั้น ที่ร่วมรับรู้ถึงปณิธานอันมุ่งมั่นในการปฏิบัติธรรม ตามรอยพระอรหันต์ ของท่าน ทุกคนเต็มอกเต็มใจ ที่จะหนุนช่วยด้วยความศรัทธา โดยพากันออกเสาะหาสถานที่ ซึ่งคิดว่ามี ความวิเวก และ เหมาะสมจะเป็นสถานที่ เพื่อทอลองปฏิบัติธรรม ตามรอยพระอรหันต์ สำรวจกันอยู่ประมาณเดือนเศษ ก็พบ วัดร้าง เนื้อที่ประมาณ 60 ไร่ ชื่อ วัดตระพังจิก ซึ่งรกร้างมานาน บริเวณเป็น ป่ารกครึ้ม มีสระน้ำใหญ่ ซึ่งร่ำลือกันว่ามีผีดุอาศัยอยู่ เมื่อเป็นที่พอใจแล้ว คณะอุบาสก ดังกล่าว ก็จัดทำเพิงที่พัก อยู่หลัง พระพุทธรูปเก่า ซึ่งเป็น พระประธาน ใน วัดร้าง นั้น แล้วท่านก็เข้าอยู่ใน วัดร้างแห่งนี้ เมื่อวันทื่ 12 พฤษภาคม 2475 อันตรงกับ วันวิสาขบูชา โดยมี อัฐบริขาร ตะเกียง และ หนังสืออีกเพียง 2 - 3 เล่ม ติดตัวไป เท่านั้น เข้าไปอยู่ได้ไม่กี่วัน วัดร้าง นาม ตระพังจิก นี้ ก็ได้รับการตั้งนามขึ้นใหม่ ซึ่งท่านเห็นว่า บริเวณใกล้ที่พักนั้น มี ต้นโมก และ ต้นพลา ขึ้นอยู่ทั่วไป จึงคิดนำคำทั้งสองมาต่อเติมขึ้นใหม่ ให้มีความหมายใน ทางธรรม จึงเกิดคำว่า สวนโมกขพลาราม อันหมายถึง สวนป่าอันเป็นกำลังแห่งความหลุดพ้นทุกข์ ขึ้นในโลกตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ดูภาพเคลื่อนไหวได้จากเวบนี้ http://www.rosenini.com/suanmokkh/pumriang/ คือ ท้าให้ใครพิสูจน์ได้ทุกอย่าง จนผู้พิสูจน์ พ่ายแพ้ภัยตัวเอง หมดมานะ กลับใจ ยอมนับถือ พุทธศาสนา คำที่กล่าวกันว่า พุทธศาสนา เหมือนกัน หรือเข้ากันได้ กับ วิทยาศาสตร์นั้น มีผู้ตีความกันว่า เพราะพุทธศาสนา แยกสังขาร ร่างกาย ออก วิเคราะห์ หาความจริง เช่นเดียวกับ วิทยาศาสตร์ แผนปัจจุบัน แยกธาตุต่างๆ ออกหา คุณสมบัติ ชั้นละเอียด ข้าพเจ้าเห็นว่า คำกล่าวนั้น ยังไม่เพียงพอ กับคุณค่า อันสูงสุดแท้จริง ของพุทธศาสนา เพราะถ้า กล่าวเช่นนั้นแล้ว วิชา สรีรศาสตร์ หรือ แพทย์ศาสตร์ อันเกี่ยวกับการแยกตรวจร่างกาย ก็จะกลายเป็น พุทธศาสนาไปส่วนหนึ่งด้วย ที่แท้ ควรกล่าวว่า เหมือนกันโดยที่ หลักวิทยาศาสตร์ ก็ทนต่อการพิสูจน์ อาจทำการ พิสูจน์ให้ดูเอง หรือยอมให้ใครพิสูจน์ ได้ทุกท่า ทุกทาง จนเขาหมดท่าจะพิสูจน์ เพื่อโต้แย้งอีกต่อไป และหมดความสงสัย เช่นเดียวกับพุทธศาสนา ยอมให้ใครเพ่งพิสูจน์ซักไซร์อย่างไร ก็ได้ ยอมทนอยู่ได้ จนเขาหมดวิธีพิสูจน์ และต้องเชื่อ สัจจะย่อมไม่ตาย! คำว่า วิทยาศาสตร์ ในที่นี้ หมายถึง วิชา (Science) ที่แท้จริง ทุกๆ อย่าง ไม่เฉพาะแต่การแยกธาตุ (Chemistry) เท่านั้น แม้คณิตศาสตร์ (Mathematics) ก็เป็นวิทยาศาสตร์ ในที่นี้ด้วย ถ้าท่านสงสัยว่า วิชาเลข หรือ คณิตศาสตร์ จะทนต่อพิสูจน์ ได้เหมือน พุทธศาสนา อย่างไร ก็จงลองคิดดูอย่างง่ายๆ ที่สุดว่า ๒+๓=๕ เป็นต้นนี้ มันเป็นความจริงเพียงไร มีใครบ้างที่อาจพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า ๒ บวก ๓ ได้ผลเป็นอย่างอื่นนอกจาก ๕ ใครจะพิสูจน์ โดยวิธีไร กี่ร้อยกี่พันเท่า ก็ตาม มันยังคงเป็น ๒+๓=๕ อยู่เสมอ เป็นหลักที่แข็งแรง ยิ่งกว่าภูเขาหินแท่งทึบ อันอาจหวั่นไหวได้ โดยธรรมชาติ หรืออุตุนิยมแปรปรวน หลักความจริง แห่งวิทยาศาสตร์ เหล่านี้มั่นคง มีอุปมาฉันใด พุทธศาสนา ก็มีหลักแห่งความจริง หนักแน่นมั่นคง ฉันนั้น แม้จะขนเอาการแยกธาตุ และตรวจค้นพิสูจน์ อย่างที่เรียกว่า วิทยาศาสตร์แผนใหม่ ทั้งหมดมาเป็นเครื่องมือพิสูจน์ ก็ไม่อาจ พิสูจน์ พุทธศาสนา ให้เศร้าหมองไปได้ เช่น พิธีต่างๆ เป็นต้น มาพิสูจน์ในนามว่า พุทธศาสนา ก็แล้วกัน ความจริง หรือพุทธศาสนา จะยังคงอยู่ชั่วโลก ไม่มีสมัย หรือขีดขั้น กำหนดเวลาอายุ เพราะเป็นการเรียนรู้ธรรมชาติ เพื่อชำนะ ธรรมชาติด้วยความจริง เช่นนี้ ยังมิเป็นเครื่องชี้ อันเด่นชัดว่า พุทธศาสนา เข้ากันได้กับ วิทยาศาสตร์ ซึ่งโลกปัจจุบัน ย่อมบูชาอย่างสนิททั่วหน้า โดยลักษณาการอย่างไรเจียวหรือ? และข้อสำคัญที่สุด ก็คือ เมื่อมีแต่พุทธศาสนาเท่านั้น ที่เข้ากันได้กับวิทยาศาสตร์ของโลกแล้ว จะยังมีศาสนาไหนอีกเล่า ที่จะเป็นศาสนาแห่งสากลโลก นอกจากพุทธศาสนา ?" หลักแห่งพุทธศาสนา แปลกจากศาสนาอื่น ทั้งหลาย โดยเป็น ศาสนา แห่งวิชาความรู้ ที่ทนต่อการพิสูจน์ ของใครๆ ได้ทั้งสิ้น ดังที่ตรัสไว้ว่า ธรรม ในพุทธศาสนา ย่อมทนต่อการพิสูจน์ได้ โมกขพลาราม ข่าวเด่นประจำวัน อ่านได้ตามลิงค์นี้ ประวัติ
สวัสดีค่ะ เพื่อนชาวไร้พรมแดนทุกท่าน ในยุคปัจจุบันนี้ เราเน้นดัชนีความสุขกัน ความสุขที่เกิดจากใจ การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง รวงข้าวล้อลม จึงน่าจะเป็น นามแฝงที่ควรนำมาใช้ในยุคนี้มาก เพราะว่า พื้นฐานเดิมแท้ของ คนไทยมักนิยมอาชีพเกตรกรรม อนุรักษ์นิยม เจ้าของบลอกเล็งเห็น ความสำคัญอันนี้จึงขออนุญาตมุ่งเน้น นำเสนอ เนื้อหาที่เป็นไทยๆในด้าน ศาสนา ประเพณีวัฒนธรรมและอื่นๆอีกที่เป็นไทยๆๆ ถ้ามีสิ่งใดขาด ตกบกพร่อง ขอรบกวนแวะเวียนเข้าไปติชมได้นะคะ ที่สมุดเยี่ยม ด้านบนขอขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ รวงข้าวล้อลม |