| เบื้องหลังพุมผ้าป่า51 | ||
เบื้องหลังพุมผ้าป่า51 |
||
|
View All |
||
| เบื้องหลังพุ่มผ้าป่า 51 | ||
เบื้องหลังพุ่มผ้าป่า 51 |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||
พิมพ์หน้านี้
|
... ....กระทู้นี้... ตั้งใจให้เป็นกระทู้เบาๆในวันหยุด พยายามหักใจว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกับการบ้านการเมืองนะ... หัวใจมีความจำเป็นต้องเลือกข้าง ...แต่ ณ วินาทีนี้ การเลือกข้างแบบโจ๋งครึม ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ...เพราะแต่ละข้างก็สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไป.... .. เช้าวันนี้ เข้าไปอ่านบทความหนึ่งในหนังสือพิมพ์มติชน ช่วยกันถนอมสถาบันศาล.... อ่านแล้วได้ข้อคิดอะไรมากมาย จึงเอามาฝากกันในกระทู้นี้ธรรมมีในธรรมชาติ ธรรมคือธรรมชาติ ถ้าเราจะยืนอยู่บนโลกนี้อย่างไม่เชื่ออะไรใครเลย ย่อมเป็นไปไม่ได้แน่นอน ชีวิตที่หวาดระแวง ....หวาดระแวงซึ่งกันและกัน แล้วเราจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร.... .. ในทำนองเดียวกัน เชื่อเสียทุกสิ่งทุกอย่าง เชื่ออย่างปิดหูปิดตา ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ เชื่ออย่างพอดีๆ ...น่าจะเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่ดีที่สุดในยุคนี้นะคะ ประเทศมีขื่อมีแป มีกระบวนการยุติธรรม มีโรงมีศาล ....ศาลคือสิ่งสุดท้ายที่เราจะหวังพึ่งพิงได้ ....สัญลักษณ์ตาชั่งของกระทรวงยุติธรรมย่อมมีคุณค่ามากพอที่เราจะเชื่อถือได้ ..... ... ความพอดีในหัวใจของเรา ... จะทำให้เราอยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุข บ้านเมืองตอนนี้ ถ้าเปรียบเสมือนประเทศเป็นงู เราก็เหมือนอยู่ในปากงู อยู่ท่ามกลางเขี้ยวของงู ... ต้องฉลาด ต้องมีชีวิตให้รอด ไม่ให้งูมาแว้งกัดเราได้ ตรงนี้น่าจะเป็นประเด็นที่สำคัญมากๆ ในตอนนี้นะคะ .... ... ไม่ขอพาดพิงฝ่ายใด ...แค่อยากวางหัวใจไว้บนตาชั่ง .... อยากจะยืนอยู่บนตาชั่งที่มันไม่เอียง ..... มีแต่ความเที่ยงธรรม จะมีความเที่ยงธรรม มากหรือน้อย ....ก็ขอภาวนาด้วยหัวใจของคนไทยคนหนึ่ง ว่า .... ธรรมต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใดค่ะ
ข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือพิมพ์มติชน ช่วยกันถนอมสถาบันศาล http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act05050751&day=2008-07-05§ionid=0130 วิธีที่จะอยู่ในโลกโดยอยู่เหนือปัญหา : มีรูปภาพในตึกโรงมหรสพทางวิญญาณ อยู่ภาพหนึ่งซึ่งมีความหมายมาก ขอให้ทุกคนสนใจ ว่าอยู่ในโลกเหมือนกับลิ้นงูอยู่ในปากงู ไม่ถูกเขี้ยวงู; มันเป็นภาพพจน์หรืออุปมาที่ให้ความหมายดีมากว่า ลิ้นงูอยู่ในปากงู คืออยู่ระหว่างเขี้ยวงู แต่มันไม่เคยถูกกับเขี้ยวงู; เพราะว่าอยู่อย่างมีศิลปะ; จะโดยเจตนาหรือไม่โดยเจตนานั้น เราไม่ต้องไปรู้. เรารู้แต่ว่าลิ้นงูไม่เคยถูกเขี้ยวงู ฉะนั้นเราจึงอยู่ในโลกนี้เหมือนลิ้นงู มันไม่ถูกเขี้ยวงู. เราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยเขี้ยวของโลก, พิษสงอันตรายของโลกนี่เต็มไปหมด แล้วเราก็ไม่ถูกกับเขี้ยวของโลก. นี้เรียกว่าเขี้ยวของโลก อยู่ในระหว่างเขี้ยวของโลกโดยไม่ถูกเขี้ยวของโลก; นี่คือศิลปะแห่งการมีชีวิตอยู่ในโลก. ข้อแรก โดยไม่ต้องถูกเข้ากับเขี้ยวของโลก. คนหนุ่มสาวระวังให้ดี มีโอกาสที่จะถูกกับเขี้ยวของโลกมากกว่า; จะต้องศึกษาให้เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร แล้วก็อยู่อย่างเฉลียวฉลาด, ไม่ถูกกับเขี้ยวของโลก, ไม่ต้องมานั่งร้องไห้ ไม่ต้องไปกระโดดน้ำตาย ไม่ต้องแขวนคอตาย ไม่ต้องยิงตัวเองตาย. นี่เรียกว่ามันอยู่ในโลกอย่างไม่ถูกเขี้ยวของโลก. ท่านไปคิดดูเถอะ จะเห็นได้ว่ามันยิ่งจำเป็นยิ่งขึ้นทุกที สำหรับโลกยุคปัจจุบันนี้ นี่ข้อหนึ่งแล้วเรามีชีวิตอยู่ในโลกโดยไม่ถูกเขี้ยวของโลก. ทีนี้มองดุอีกแง่ถัดไป ข้อที่สอง อยู่ในโลกโดยการกินเหยื่อแล้วไม่ติดเบ็ด; โลกนี้มันเต็มไปด้วยเหยื่อล่อ ให้เกิดความอร่อย ทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางผิวหนังบ้าง ทางจิตใจบ้าง, เต็มไปด้วยความเอร็ดอร่อยที่จะล่อ; แล้วสัตว์เหล่านี้ก็ทนไม่ได้ ก็ไปกินเข้า แล้วก็ติดเบ็ดคือความทุกข์. เราจะทำอย่างไร ที่จะเป็นเหมือนปลาที่มันฉลาดเป็นพิเศษ กินแต่เหยื่อแล้วไม่ติดเบ็ด. เดี๋ยวนี้มันเป็นปลาโง่ทั้งนั้นแหละ ไปกินเหยื่อเหล่านั้นเข้าแล้วก็ติดเบ็ด คือความทุกข์ ไม่มากก็น้อย ไม่ทางกายก็ทางจิต, โดยมากก็คือความระทมทุกข์ เพราะไปเป็นทาสของเหยื่อ คือติดเบ็ด.
ในโลกนี้มี ๓ เรื่อง อาตมาเคยสรุปให้ฟัง ให้จำกันไว้ เป็นหลักง่ายๆ ว่า สาม ก. ก.กิน แล้ว ก.กาม แล้วก็ ก.เกียรติ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นี้เป็นเหยื่อของโลกในโลกได้ทั้งนั้น. เรื่องที่ ๑ เรื่องกิน ก็อย่าให้มันติดเบ็ด เกิดปัญหาขึ้นเพราะการกิน วินาศไปเพราะการกิน; โดยเฉพาะอย่างยิ่งกินที่ไม่ต้องกิน เช่นกินเหล้า หรือกินอะไรที่มันมากเกินความจำเป็น ที่มันไม่ต้องกิน แม้แต่กินอาหารก็กินกันจนเกิน จนเสียนิสัยที่จะต้องกินเกิน, กินแพง จนเงินเดือนไม่พอใช้. นี้ก็อย่าให้มันมีลักษณะเหมือนกับติดเบ็ดในโลกเกี่ยวกับการกิน. เรื่องที่ ๒ เรื่องกาม นี้มันไม่ใช่เรื่องจำเป็น แต่มันก็เกินกว่าที่มนุษย์จะบังคับได้; เพราะธรรมชาติมันเป็นผู้กำหนดมา มันใส่อวัยวะภายในบางอย่างมา, ต่อมแกลนด์ประเภทนั้น ซึ่งจะต้องเกิดความรู้สึกในทางกามหรือทางเพศขึ้นมา อย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วธรรมชาติอันสูงสุด หรือพระเจ้านี้ฉลาดเหนือมนุษย์ ใส่รสอร่อยสูงสุดมาในสิ่งที่เรียกว่ากาม เพื่อให้คนหลง, แล้วก็ตกเป็นทาสของกาม, แล้วก็ทำหน้าที่ที่น่าเกลียดน่าชัง สกปรก เหน็ดเหนื่อยที่สุด คือการสืบพันธุ์. ถ้าไม่มีอะไรมาล่อมาหลอกกันขนาดหนัก คือรสแห่งกามแล้วคนก็ไม่สืบพันธุ์ พันธุ์มันก็สูญ. ธรรมชาติไม่ต้องการให้สูญพันธุ์ หรือพระเจ้าไม่ต้องการให้สูญพันธุ์ ก็ใส่เรื่องกามมาในชีวิตนี้อย่างเหนียวแน่น, อย่างทุกคนก็ตกอยู่ใต้อำนาจ. ฉะนั้นถ้าเราไม่รู้เท่าทัน เราก็ตกเป็นทาสของกาม, มันก็ติดเบ็ดของกาม. ถ้ารู้เท่าทันกินเหยื่อไม่ติดเบ็ด, บริโภคกามโดยไม่ต้องรับโทษทุกข์เพราะกามก็ดี ก็เรียกว่าความงดงามได้. ที่นี้เรื่องที่ ๓ คือเรื่องเกียรติ, คนเราหลงไหล ในเกียรติ. ถ้าเรื่องกินหมดไปแล้ว เรื่องกามหมดไปแล้ว ก็มาติดเรื่องเกียรติ, หลงเกียรติ ยอมตามเพราะเกียรติ; นี้มันก็ไม่งดงาม. ถ้าจะมีเกียรติอย่างที่ไม่ต้องทุเรศตามันก็จะน่าดูและงดงาม. ฉะนั้นกินเหยื่อแล้วก็ไม่ติดเบ็ดของเรื่องกิน เรื่องกาม และเรื่องเกียรติ นี้เป็นศิลปะอย่างยิ่ง ในการที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้. นี้เป็นแง่หนึ่งที่ต้องมองเพื่อดำรงชีวิตอยู่ในโลกให้งดงาม. ที่นี้แง่ถัดไป ข้อที่สาม อยากจะพูดว่า อยู่ในโลกโดยเป็นผู้ชนะโลก. พูดได้ว่า คนในโลกทั้งหมดก็ว่าได้ อยู่ในโลกอย่างผู้พ่ายแพ้, พ่ายแพ้ต่ออำนาจของโลก, สิ่งหลอกลวงยั่วยวน ของโลก, ทนทุกข์งอมแงม กันไปทั้งนั้น. นี้เราจะมีศิลปะอยู่ในโลกอย่างผู้มีชัยชนะเหนือโลกตลอดเวลา, เราก็จะไม่พ่ายแพ้แก่โลก, เราไม่ต้องหนีโลก. คำว่า หนีโลก นั้นเป็นคำพูดที่โง่เขลาที่สุด; เช่นว่า บวชหนีโลก นี้เป็นไปไม่ได้ในทางพุทธศาสนา บวชนี้เพื่อเอาชนะโลก, เพื่อหาวิธีที่จะเอาชนะโลก; ไม่ใช่บวชหนีโลก, บวชหนีโลกนั้นคนโง่พูด พูดตามความคิดของเขาเอง. เดี๋ยวนี้อยู่ในโลกไม่ต้องหนีโลก เพราะว่าอยู่อย่างผู้ชนะโลก, มีชัยชนะเหนือโลกทุกอย่าง: เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เรื่องเป็นอยู่ในแบบไหน, เราก็เป็นผู้ชนะได้. โลกไม่บีบคั้นเราได้; เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องหนีโลกไปบวชดอก. ธรรมะมีไว้สำหรับให้คนอยู่ในโลกอย่างผู้มีชัยชนะ, อยู่ในโลกด้วยชัยชนะ. นี้คือธรรมะของพระพุทธเจ้า ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีวัตถุประสงค์ให้คนอยู่ในโลกโดยมีชัยชนะอยู่เหนือโลก. ฉะนั้นคนที่ไม่รู้จัก มันใช้ไม่เป็น ก็พ่ายแพ้ แล้วก็ว่าหนีโลกไปบวชนี้ยิ่งโง่ ๒ เท่า ๓ เท่า. ธรรมะต้องการให้อยู่ในโลกนี้ เอาชนะทุกอย่าง : เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เรื่องอะไรก็ตามที่มันมีอยู่ในโลก. เราจะต้องอยู่อย่างชนะ; ไม่ใช่ชนะอย่างบ้าบิ่น ชนะอย่างโง่เขลา, อันนั้นมันก็ใช้ไม่ได้. มันต้องชนะจริงๆ คือมันไม่สร้างปัญหาขึ้นมา อยู่ได้อย่างสะดวกสบาย. ถ้าอยู่ในโลกด้วยความพ่ายแพ้ มันก็เหมือนตกนรกแหละ, มันตกนรกอยู่ที่ในโลก ซึ่งอยู่ด้วยความพ่ายแพ้. ถ้าว่าเราอยู่ในโลกด้วยชัยชนะ มีศิลปะ แล้วก็เหมือนกับอยู่ในสวรรค์ ได้เหมือนกัน, มีวิธีกระทำให้จิตใจอยู่ด้วยความพอใจ ความสนุกสนาน เยือกเย็นเป็นผาสุก; นี่ชนะโลก มีหลักธรรมะมากพอที่จะเอามาใช้ให้เป็นผู้ชนะโลก อยู่ในโลก.
อยู่ใต้อำนาจโลกธรรม ๘ ก็แพ้แก่โลก ที่เราจะพ่ายแพ้ก็คือสิ่งที่มันมีคุณค่าในทางหลอกลวง ยั่วยวน ที่หลอกลวงนี้ก็มี, และที่เป็นสภาวะตามธรรมชาติมัน ก็มี, ท่านรู้ไว้เถิดว่ามันมีอยู่ ๒ ฝ่ายที่เราจะแพ้มัน. ฝ่ายที่ ๑ ก็คือที่มนุษย์สมมติ หลงยึดถือปฏิบัติกันขึ้นมาเอง เขาเรียกกันว่า โลกธรรม-ธรรมที่มีอยู่ในโลก, คือสิ่งที่มีอยู่ในโลก เรียกว่าโลกธรรม. ยกตัวอย่างไว้เป็นเรื่อง ได้ลาภแล้วก็เสื่อมลาภ, ได้ยศได้เกียรติแล้วก็เสื่อมยศเสื่อมเกียรติ, ได้สรรเสริญแล้วก็ได้นินทา, แล้วก็ได้สุขได้ทุกข์, ก็แยกเป็น ๔ คู่ รวมเป็น ๘ เรียกว่า โลกธรรม ๘. ใครบ้างที่ไม่กระทบกันเข้ากับโลกธรรม? ถ้าอยู่ในโลกมันต้องกระทบกันเข้ากับโลกธรรม; เพราะว่าในโลกมันมีสิ่งนี้เป็นลักษณะของมัน. เราได้ลาภแล้วเสื่อมลาภ; คนโง่มันแพ้ทั้งขึ้นทั้งล่อง. เมื่อได้ลาภมันก็เอามาสำหรับเป็นบ้าเป็นหลัง, ไปยึดมั่นถือมั่นหึงหวง อิจฉาริษยาอะไร เพราะการได้ลาภ, แล้วก็วิตกกังวลในลาภที่ได้มา แล้วมันก็เป็นโรคประสาทเพราะลาภที่มันได้มานั้นเอง นี่มันพ่ายแพ้แก่การได้ลาภ. ที่นี้พอเสียลาภ มันก็มาร้องไห้ร้องห่ม ตีอกชกหัว เป็นทุกข์ทรมาน ไปฆ่าตัวตายเพราะการเสียลาภก็มี เป็นทุกข์อย่างยิ่ง. นี้มันก็แพ้แก่โลกในการเสียลาภ. ได้ลาภมาก็แพ้ เสียลาภไปก็แพ้ แพ้ทั้งขึ้นทั้งล่อง; นี้เป็นเรื่องของคนโง่. ที่ได้ยศแล้วเสื่อมยศ มันก็เหมือนกันอีก. ได้ยศสำหรับมาโง่มาหลง มาเป็นสุนัขบ้า, แล้วก็เสื่อมยศเสียยศไป มันก็มาเป็นทุกข์ทรมานอยู่ นี้เรียกว่าแพ้ทั้งขึ้นทั้งล่อง. นี้ได้สรรเสริญได้นินทา เขาสรรเสริญมันก็เหลิงเจิ้ง โง่กว่าเดิม, เขานินทาว่าร้ายมันก็โกรธแค้นเป็นทุกข์ มันแพ้ทั้งขึ้นทั้งล่อง. ได้ความสุขความทุกข์ ได้สุขมาสำหรับโง่, ได้ความทุกข์มาสำหรับทนทรมาน. ฉะนั้นเราจะรู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ไม่มาทำให้เกิดแพ้ทั้งขึ้นทั้งล่องอย่างนี้ได้; อย่างนี้เรียกว่าเราชนะโลก ในแง่ของการปรุงแต่งในโลก หรือที่มนุษย์ทำขึ้นมา สมมติขึ้นมาบัญญัติขึ้นมา อย่าไปแพ้มัน. ฝ่ายที่ ๒ ที่ว่าในแง่ของธรรมชาติ สภาวะธรรมตามธรรมชาตินี้ ก็อย่าไปแพ้มัน; เช่นว่า ต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บต้องตาย อย่างนี้ อย่าต้องไปร้องไห้เป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้นมันจะโง่, มันเป็นของธรรมดาที่ว่าจะต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย หรือมีอะไรแทรกอยู่ในระหว่างนั้นอีกมากมาย อย่าไปแพ้มัน. วิชชาของพระพุทธเจ้าได้ทรงประทานมาให้ครบถ้วนแล้ว สำหรับจะเอาชนะความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย คือข้อที่พระพุทธองค์ทรงกำชับอย่างยิ่งว่า พวกเธอจงไปประกาศพรหมจรรย์ ให้มีความงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และ เบื้องปลาย นั่นแหล่ะ. ถ้าภิกษุเหล่านั้นไปประกาศพรหมจรรย์ ได้ตามนั้นจริง ก็คือการไปแจกยาหรือเครื่องคุ้มกัน ให้มนุษย์ไม่ต้องเป็นทุกข์เพราะการเกิด แก่ เจ็บ ตาย, แล้วก็รับเอาพรหมจรรย์หรือยาอันวิเศษนี้ เอามาใช้ประจำชีวิตของเรา; เราก็ไม่ต้องแพ้แก่โลก ในสภาวะธรรมชาติ เช่นการที่ต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย. เดี๋ยวนี้อะไรนิดหนึ่งก็เป็นทุกข์เดือดร้อน ร้องห่มร้องไห้ เพราะความเจ็บไข้, แม้แต่เพราะความชรา ก็ดิ้นรนทนทรมานอยู่ ต่อสู้อย่างโง่เขลา มันก็ยิ่งมีปัญหามาก; แม้ความตายนี้มันก็ไม่ควรจะมีปัญหามาก ให้เดือดร้อนกระวนกระวาย ควรจะตายอย่างมีศิลปะ. พูดแล้วมันก็จะน่าหัว. คนบางคนคงจะนึกหัวอยู่ในใจ ว่าให้ตายอย่างมีศิลปะ. คือตายอย่างชนิดที่ไม่มีความหมายอะไรมาขู่เข็ญจิตใจของเราให้เป็นทุกข์. เราสามารถจะหัวเราะเยาะความตาย หรือพูดอีกทีหนึ่งก็ว่า กวักมือเข้ามาๆ มาต่อสู้กัน; นี่ตายอย่างมีศิลปะ. ถ้ามีธรรมะจริง มันตายเสร็จแล้วก่อนแต่ร่างกายตาย, ตัวกู ตัวตน นี้มันตายเสร็จแล้วก่อนแต่ร่างกายตาย; นั้นคือผลของการปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า. ฉะนั้นความตายเลยไม่มีความหมาย; เอาชนะความตายได้ เอาชนะมัจจุราชได้ เพราะการปฏิบัติธรรมะสูงสุดในพระพุทธศาสนา คือเรื่องสุญญตา เรื่องอนัตตา นั่นเอง. รูปภาพที่น่าดูที่สุด ในตึกหลังนี้ก็มี คือภาพเรื่อง หนวดเต่า เขากระต่าย นอกบ แต่ว่าคนโง่ดูไม่รู้เรื่องแน่; เพราะคนโง่ไม่อยากจะดูเรื่องนี้ด้วย พอได้ยินก็สั่นหัวเสียแล้ว, เพราะเขาทำไว้ให้คนฉลาดดู. ขอร้องไห้ดูกันเสียใหม่อีกทีว่า เรื่องหนวดเต่า เขากระต่าย นอกบ นั้นมันเป็นอย่างไร; นั่นแหละ คือเรื่องชนะความตาย. เอาละ, เป็นอันว่าเราดำรงชีวิตอยู่ในโลก โดยมีชัยชนะอยู่เหนือโลกตลอดเวลา, ไม่ต้องแพ้แก่โลก ไม่ต้องหนีโลก ซึ่งมันหนีไปไหนไม่ได้ มันพูดแต่ปาก, ทั้งในแง่ของการปรุงแต่งโดยมนุษย์, กระทั่งในแง่ของการเป็นไปเองตามธรรมชาติของสิ่งที่มันเป็นธรรมชาติ. นี้คือการดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ไม่พ่ายแพ้แก่โลก อยู่เหนือโลก อยู่อย่างไม่ถูกเขี้ยวของโลก อยู่อย่างกินเหยื่อแล้วไม่ติดเบ็ด อยู่อย่างที่ว่า ชนะปัญหาทุกอย่างในโลก อย่างที่กล่าวมาแล้ว. http://www.uthaisak.net/buddhadasedu.htm
|