พิมพ์หน้านี้
|
ดึงตัวออกมาจากสมการสายล่อฟ้า บทความนี้ตีพิมพ์ในคมชัดลึกเมื่อ 2 เม.ย.50 เหมือนราวกับว่ากงล้อปี 50 กำลังจะเดินย่ำรอยเท้าของเมื่อ 15 ปีก่อนนั้น แม้ว่าวันนี้จะใช้กลยุทธ์ทุกรูปแบบเพื่อที่จะไม่ให้ไปถึงจุดนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นได้แค่การหน่วงสถานการณ์ให้ไปถึงจุดดังกล่าวช้าไปหน่อยไม่เท่านั้น แต่วันใดก็วันหนึ่งก็ต้องไปถึงอยู่ดี เตือนไว้ก่อนแล้วตั้งแต่ปฏิวัติใหม่ ๆ ว่าคณะรัฐประหารต้องเจอกับหลุมพรางดักอย่างน้อยสามบ่วง อย่าให้หล่นไปได้ ก็คือหลุมพรางแห่งผลประโยชน์ หลุมพรางแห่งอัตตาตนเอง และหลุมพรางแห่งระบบการรอมชอมกันไปแบบไทย ๆ เรื่องเหล่านี้ถ้าหากเป็นเมื่อยุคสี่สิบปีก่อน ก็คงพอเอาตัวรอดได้ เพราะกระบวนการตรวจสอบจากหลายส่วนภาค ศรัทธามหาชนที่กระทบเนื่องไปยังเศรษฐกิจ ตลอดจนแรงกดดันจากต่างชาตินั้น ยังไม่มากเท่าทุกวันนี้ กระนั้นก็ตาม คณะรัฐประหารและเครือข่ายก็ติดบ่วงจนได้ ซ้ำร้ายยังยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง จนดูเหมือนถูกผลักดันให้เผชิญหน้ากับฝ่ายที่คิดว่าเป็นศัตรูอย่างเลี่ยงได้ยาก ผู้นำทหารของไทยมักมีจารีตความคิดว่าตนเองคือที่พึ่งสุดท้ายของปวงชน จำต้องออกมาเพื่อแก้วิกฤต โดยไม่มองข้ามช็อตไปว่าตนเองคือสายล่อฟ้า ตนระงับเหตุเฉพาะหน้าได้ก็จริง แต่กลับตกเป็นเป้าใหญ่ให้ฝ่ายต่าง ๆ ที่เป็นปฏิปักษ์กันกลับมาร่วมมือกันฟัดตนเสียเอง รสช. คือตัวอย่างที่ใกล้ที่สุด แล้วดูเหมือนว่า คมช. กำลังจะเข้าสู่จุดถูกรุมฟัดนั้นเหมือนกัน ทหารโบราณมักยึดติดยุทธศาสตร์ที่มีภัยคุกคามเดี่ยวที่จับต้องได้ รู้ตัวชัดเจน การแก้ปัญหาก็มักจะเป็นการดำเนินกลยุทธ์เพื่อเอาชนะให้จงได้ ซึ่งก็หมายถึงถ้าทหารไม่ตาย ไพรีก็ต้องวายวอดไปข้างใดข้างหนึ่ง แต่ในยุคปัจจุบันที่ภัยคุกคามความมั่นคงไม่แจ่มชัด ไม่มีศัตรูชัดเจนแบบพวกคอมมิวนิสต์ มีแต่พวกเห็นต่าง การใช้วิธีจัดการก็ยิ่งซับซ้อน ต้องใช้ความอดทนมาก แต่เท่าที่ติดตามสถานการณ์มา ผู้นำยุคนี้ดูเหมือนจะกำหนดข้างของพวกเห็นต่างเอาไว้แล้ว โดยพิจารณาแค่ว่าพวกนี้เป็นขุมอำนาจเก่าที่มีเอาไว้ไม่ได้ สถานการณ์ 6 เดือนที่ผ่านมาได้สร้างกลุ่มคนจำนวนมากที่มีแนวคิดต่างจากรัฐ ไม่ใช่ว่าพวกเขาถูกซื้อหรือล่อลวงจากกลุ่มอำนาจเก่า แต่เป็นเพราะพวกเขาได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายแบบไม่มีนโยบายของรัฐเสียมากกว่า อุดมการณ์คุณธรรมนั้นเป็นเรื่องนามธรรม แต่เศรษฐกิจที่ย่ำแย่และโอกาสที่สูญเสีย อันเนื่องมาจากการใส่เกียร์ว่าง การมือไม่ถึง หรือผลประโยชน์แอบแฝงอะไรก็แล้วแต่ นั้นต่างหากที่ก่อหวอดคนเหล่านี้ขึ้นมาเป็นหมื่นเป็นแสน เพื่อจะไม่ให้รัฐบาลและ คมช. หลุดจากการเป็นสายล่อฟ้า ก็จะต้องแก้ปัญหาตรงนี้เสียก่อน ด้วยนโยบายที่ยอดเยี่ยมและเร่งให้เกิดผลโดยเร็ว ให้ความยุติธรรมเป็นตัวปฏิสนธิความสมานฉันท์ที่แท้จริง อย่ามัวแต่ไปทำเรื่องรองให้เป็นเรื่องหลัก กระนั้นก็ตาม ถึงขนาดนี้ก็ไม่รู้จะสายไปหรือไม่ เพราะบางเรื่องที่พลาดไปแล้ว ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ การแก้เกมจึงมีลักษณะสู้กันในเชิงยุทธวิธีมากกว่า ซึ่งไม่ว่าจะใช้การผ่อนปรนหรือแข็งกร้าว ก็ดูเหมือนจะยังไม่สามารถสลายมวลชนความเห็นต่างด้วยสันติได้ จุดปะทุของความวินาศนั้นมีหลายเรื่อง แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดในทางยุทธวิธีคือการออกเดินของกลุ่มพลังมวลชน ม็อบจะชนะได้ก็ต้องเคลื่อนไหวพาตัวเข้าสู่ขั้นตอนของการปะทะ ไม่เช่นนั้นต่อให้ปราศรัยคอหอยแตกก็ไม่เกิดเรื่อง ในยุคทักษิณกองทัพเคยกรรเชียงถอยให้กับกลุ่มพันธมิตรมาจนถึงจุดที่จำเป็นต้องชิงปฏิวัติก่อนเพื่อตัดการปะทะมาแล้ว ในทางปฏิบัติของวันนี้นั้น กองทัพก็ถอยให้กับกลุ่มต้านเผด็จการมาจนดูเหมือนจะสุดทางแล้วเหมือนกัน แต่ตราบใดที่ม็อบไม่เคลื่อนไหวออกลูกรุนแรงอื่นนอกเหนือจากวาจา รัฐก็อย่าบ้าจี้ชิงลงมือก่อนเด็ดขาด เพราะนั่นเท่ากับเป็นการจุดระเบิดเหนือฐานที่มั่นของตนเอง พาวายวอดไปด้วยกันทุกฝ่าย |
| << | พฤษภาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||