พิมพ์หน้านี้
|
ได้ข่าวทหารพรานของเราสังเวยชีวิตไป 11 คนในคราวเดียวแล้วแค้นครับ โมโหคนร้ายก็โมโห แต่ผิดหวังแนวทางปฏิบัติของทางการมากกว่า เชิญมาอ่านบทความนี้กันอีกทีนะครับ พรุ่งนี้ผมจะอัพบทความที่คล้ายกับบทความนี้ แต่ถึงใจกว่าบทความนี้อีก หากไม่แก้ปัญหาด้วยความรุนแรงก็คือหลงกลฝ่ายตรงข้าม บทความชิ้นนี้ผมเขียนลงคมชัดลึกฉบับ 19 มีนาคม ปีนี้ น่าเศร้าใจกับความอดกลั้นของรัฐบาลเสียจริงต่อกรณีที่ยังยึดมั่นกับแนวทางสมานฉันท์ สันติวิธีโดยไม่เปลี่ยนใจ แม้ว่าสถานการณ์ใต้จะล่วงเลยมาถึงขั้นนี้แล้ว การพยายามปฏิเสธการแก้ไขปัญหาบนหลักความจริง แต่ไปฝันถึงสังคมอุดมคติไกลโพ้นนั้นในที่สุดแล้วก็จะไม่ช่วยอะไรเลย ทั้งต่อชาวไทยพุทธ ไทยมุสลิม ข้าราชการ หรือถึงแม้การถูกสาบแช่งประณามที่คนจะมุ่งโจมตีไปที่ความไร้น้ำยาของรัฐ ก็จะหยุดยั้งตรงนี้ไม่ได้เหมือนกัน ความจริง สิ่งที่รัฐทั้งยุคทักษิณและสุรยุทธ์ยึดถือมาแต่แรก คือการพยายามใช้สันติวิธีแยกน้ำออกจากปลา หวังให้ผู้บริสุทธิ์หันมาร่วมมือกับรัฐต่อต้านโจร และพ่อแม่ดูแลลูกไม่ให้เยาวชนหลงผิดเหล่านี้นั้นเป็นแนวคิดที่ดี แต่หากทื่อตรงเกินไป กลายเป็นใช้แบบครอบจักรวาล ประสิทธิผลก็จะไม่เกิด และนี่เองที่ทำให้ต้องมานั่งกลุ้มว่าขนาดขอโทษคนใต้กันขนาดนี้แล้ว ทำไมยังไม่ลดความรุนแรงกันอีก แล้วเมื่อถึงวันที่โจรใต้ลุกขึ้นมาจ่อหัวยิงคนพุทธตาย 9 ศพแบบเดียวกับอิรัก ผู้มีอำนาจก็ยังพูดแบบเดิม ๆ อยู่อีก แล้วจะให้ชาวพุทธผู้เจ็บแค้นเข้าใจประสิทธิภาพและกึ๋นของรัฐว่าอย่างไร ในใจจริงแล้ว ผมก็อยากหลอกตัวเองเหมือนกันว่าขอให้คนไทยใจเย็นรอกันอีกหน่อยเถอะ รัฐกำลังแก้ปัญหาอย่างลับ ๆ อยู่ ที่จะส่งทหารพรานลงไปอีก 20 กองร้อยคงกำลังจะไปเด็ดหัวผู้ก่อการร้ายแน่ ๆ แต่เปิดเผยยุทธวิธีไม่ได้ และที่รัฐบาลไม่พูดเรื่องการใช้ความรุนแรง ก็เพราะกลัวจะถูกเช็คบิลจากนักสิทธิมนุษยชนนานาชาติ แต่รัฐคงไม่นิ่งเฉยหรอก โดยเฉพาะในยามที่ทหารเก่า ๆ รุ่นพี่ที่ผู้นำรัฐบาลและกองทัพยังต้องให้ความเคารพเกรงใจอยู่นั้น ต่างเห็นด้วยกับการใช้ตาต่อตาฟันต่อฟันกับโจรใต้ทั้งนั้น ไม่เชื่อไปถามพลเอกพลโทที่เกษียณแล้วสักคนดูก็ได้ แต่ไม่ว่ารัฐบาลนี้จะพูดอย่างทำอย่าง หรือพูดตรงทำตรง การประกาศว่าจะยึดแนวทางเดิมต่อไปก็คือการหลงกลฝ่ายตรงข้ามชนิดหนึ่งนั่นเอง เพราะขณะที่รัฐบาลเกรงว่าหากใช้กำลังรุนแรงเกินไป ชาวมุสลิมก็จะเจ็บแค้น ยิ่งหนีห่างจากรัฐ ยิ่งจับอาวุธมาสู้กับรัฐมากขึ้น ชาตินี้จะไม่มีวันเยียวยาจิตใจกันได้ แต่รัฐบาลไม่สนใจความจริงที่ว่าหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นอย่างนี้ต่อไป ชาวบ้านทั้งพุทธทั้งมุสลิมก็จะไม่เอารัฐเลย เหมือนที่ทุกวันนี้ก็พึ่งพาความช่วยเหลือแทบไม่ได้แล้ว ชาวพุทธนั้นกำลังทิ้งถิ่นขึ้นเหนือ นี่คือการใกล้จะหมดสิ้นเผ่าพันธุ์ไทยในจังหวัดชายแดนใต้ชนิดหนึ่ง เข้าใจกันหรือไม่ พวกที่เหลืออยู่ ถ้าไม่รอความตายสักวันก็ต้องรวมกำลังลุกขึ้นสู้แบบเดียวกับที่อินโดนีเซีย แล้วรัฐจะห้ามพวกเขาได้หรือ ส่วนชาวมุสลิมนั้นไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าโจรมันชั่ว แต่เมื่อโจรมีอำนาจเหนือรัฐ พวกเขาก็ต้องยอมสยบให้ มันเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษยชาติอยู่แล้ว ถึงยังไงก็เสียอยู่แล้ว ทำไมจึงไม่ลุกขึ้นสู้เล่า มัวมองอยู่แต่สมานฉันท์ในมุมตัดตอน แต่ไม่สนใจมุมที่ว่ากว่ารัฐบาลอังกฤษจะยอมเจรจากับขบวนการกู้ชาติไอริชนั้นเล่นงานพวกไออาร์เอง่อยเปลี้ยไปแค่ไหน กลุ่มคนโปรเตสแตนท์ในพื้นที่มีอิทธิพลแค่ไหนในการคานความฮึกเหิมของพวกคาทอลิก แล้ววันนี้รัฐกำลังทำอะไรกับคนพุทธในพื้นที่ และกำลังทำอะไรกับการหนุนหลังของคนพุทธทั่วประเทศ เคยมีคนถามมหาตมะ คานธี ผู้ยึดมั่นในหลักอหิงสาว่าท่านไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาในทุกเรื่องจริงหรือ แต่ถ้ามีคนใจร้ายมาฆ่าคนต่อหน้าท่าน ท่านจะหยุดยั้งเขาอย่างไร ท่านมหาตมะคานธีก็ตามว่า ถ้าเพื่อรักษาชีวิตตนเอง ท่านจะยึดหลักอหิงสาต่อไป แต่ถ้าเพื่อรักษาชีวิตผู้อื่นอย่างกรณีนี้ ท่านก็จำต้องใช้หิงสาเข้ายับยั้งหิงสาเหมือนกัน ไม่ทราบว่ารัฐบาลคิดอย่างไรกับประโยคนี้
|
| << | พฤษภาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||