พิมพ์หน้านี้
|
อีกเพียงอึดใจเดียวครับ คงจะได้รู้กันว่าจะเกิดความวุ่นวายหรือไม่ และทหารควรดำเนินการอย่างไร ตอนนี้ประชาธิปัตย์รอดไปแล้ว ลองมาดูกันว่าไทยรักไทยจะได้รับความยุติธรรมหรือไม่ อะไรจะเกิดขึ้นตอนกลางคืน ฝนจะตกลงมาช่วยกรุงเทพหรือไม่ บทความชิ้นนี้ของผม เขียนลงกรุงเทพธุรกิจเมื่อ 1 มิถุนายน 49 หรือ 1 ปีพอดี ตอนนั้นรัฐบาลทักษิณยังกุมอำนาจ ทหารยังไม่ปฏิวัติ ม็อบพันธมิตรเดินขบวนอย่างต่อเนื่อง ผมได้เขียนเตือนสติเพื่อนทหารเอาไว้ว่าควรจะทำยังไงหากสถานการณ์จะถึงขั้นนองเลือด มาวันนี้สถานการณ์ใกล้จะเหมือนกับวันนั้นทุกทีแล้ว แต่ผมก็เชื่อว่าบทความนี้ยังมีความทันสมัยอยู่จำนวนมาก จึงขอเอามานำลงในบล็อกนี้โดยรักษาต้นฉบับเดิมไว้ทุกประการ ไม่ตัดทอนแต่อย่างใด ขอให้ท่านผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณกันเอาเองครับ วิเคราะห์หนทางปฏิบัติของกองทัพหากเกิดวิกฤตทมิฬ
ข่าวลือเลอะเทอะเรื่องของการพยายามก่อรัฐประหารเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมนั้นทำให้สถาบันทหารถูกคาดหมายอีกครั้งว่าจะขยับอะไรที่เป็นรูปธรรมต่อการแก้ไขวิกฤติการเมืองเวลานี้บ้าง แต่ท้ายที่สุดทหารยุคนี้ยังเลือกที่จะถนอมท่าที ต่างจากที่เคยเป็นมาเมื่อ 14 ปีก่อน กระนั้นก็ตาม คนจำนวนไม่ใช่น้อยที่เชื่อว่ากองทัพจะไม่นิ่งเฉยไปจนเรื่องคลี่คลายไปเอง เพียงแต่ว่ายังเดาไม่ออกว่าทหารจะอยู่ข้างประชาชนพวกไหนเท่านั้น ท่าทีของผู้นำเหล่าทัพนั้นชัดเจนว่าไม่อยากพากองทัพไปเกี่ยวข้องกับความวุ่นวายแบ่งข้างของสังคม มีการยืนยันอย่างหนักแน่นว่าไม่มีปฏิวัติแน่ ทั้งยังจะทำตามกระแสรับสั่งในหลวงด้วย แต่ไม่สามารถบอกให้ชัดเจนไปได้ว่าจะทำให้พระองค์สบายพระทัยขึ้นอย่างไร การโยนทุกอย่างให้ศาลนั้นเป็นวิธีที่ดีอยู่ แต่ทหารทำได้เพียงเท่านี้หรือ คำตอบคือทั้งใช่และไม่ใช่ ที่ใช่ก็คือทหารนั้นก็เป็นประชาชนอยู่ภายใต้กฎหมายเหมือนชาวบ้านอื่น หน้าที่หลักของทหารอาชีพ คือการเตรียมความพร้อมไว้รบกับอริราชศัตรูของประชาชน การเตรียมความพร้อมนั้นมีหลายอย่าง รวมทั้งการช่วยเหลือประชาชนด้วย แต่ไม่รวมถึงการเข้าไปหนุนข้างทางการเมืองให้ใครเหนือกว่าใคร แต่ที่ไม่ใช่ก็คือ ทหารนั้นนับเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน ในยามที่สังคมโกลาหล คนธรรมดามือเปล่าย่อมเรียกหาคนที่มีอำนาจ ( หรืออาวุธ ) ที่จะมาช่วยให้พวกเขาพ้นจากภัยคุกคามที่เกินกำลังตำรวจหรือข้าราชการเหล่าอื่นจะยั้งไหว ไม่ว่าภัยคุกคามนั้นจะมาจากในหรือนอกประเทศ หากทหารนิ่งเฉย แล้วจะเป็นทหารไปทำไม แต่เงื่อนไขที่ทหารต้องเลือกแสดงนั้นขึ้นอยู่ที่การประมาณสถานการณ์ของผู้บังคับบัญชาว่าถึงเวลาแล้วหรือยัง และเมื่อถึงเวลานั้นเลือกที่จะอยู่ข้างไหน ด้วยเหตุผลอะไร ผู้บังคับบัญชาที่ฉลาดจะต้องเผื่อการเอาตัวรอดของตนและกองทัพไว้เสมอด้วย กองทัพมืออาชีพนั้นย่อมไม่ใช่กองทัพส่วนตัวของใคร สถาบันทหารในประเทศประชาธิปไตยแท้อย่างสหรัฐ ฯ หรืออินเดีย นั้นการเมืองไม่ต้องเข้าไปแทรกมาก และทหารก็ไม่ล้ำเส้นให้สัมภาษณ์ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตน หรือข่มขู่คุกคามใคร ต่างจากประเทศที่สถาบันทหารมีบทบาทสูงในอดีตไม่ว่าด้านดีหรือร้าย ที่ยังพยายามรักษาอิทธิพลไว้ในปัจจุบัน ทั้งที่บริบทโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว จนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับประชาชน ( civil-military relation ) ที่เคยชื่นชมต้องเปลี่ยนไปเป็นแง่ลบ น่าดีใจที่ทหารไทยพอศอนี้มิได้เล่นบทเดียวกับเมื่อปี 34-35 อีกแล้ว การเสียรู้ทางการเมืองให้กับเหล่าพรรคเทพพรรคมาร โดยเชื่อโดยสุจริตใจว่าทำลงไปเพราะรักชาติรักประชาชนนั้น ได้ทำให้ทหารยุคนั้นเสียหาย เป็นฝ่ายเดียวที่ถูกสังคมรุมด่า ทหารไม่เพียงแต่ปรับตัวโดยเอารถถังเข้ากรมกอง แต่เปิดตนเข้าหาสังคมเมือง และเปิดค่ายให้สังคมตรวจสอบด้วย กองทัพจึงกลับมาเป็นที่ศรัทธาของประชาชนอีกครั้ง เหมือนที่เป็นหลักชัยสมัยรบคอมมิวนิสต์เมื่อก่อน ทหารทุกวันนี้พยายามรักษาพื้นที่ในสังคมของตนแบบที่ว่านี้ ดุลภาพของสังคมจึงอยู่ได้ด้วยการที่มีโอกาสให้ตัวแปรมากมายได้เล่นเกมนำพาชาติเจริญ ไม่ใช่ทหารชี้นำอย่างแต่ก่อน ซึ่งก็ไปได้สวยจนถึงวันนี้ที่บริบทเปลี่ยนไปอีกครั้ง รัฐบาลสมัยไหนก็โดนด่า โดนต่อต้านจากผู้มีอิทธิพลทางการเมืองฝ่ายที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลทุกสมัยนั่นแหล่ะ แต่รัฐบาลทักษิณถือว่าพิเศษหน่อย ความตึงเครียดและการเอาจริงเอาจังของฝ่ายล้มล้างนั้นจะเป็นรองก็แต่เหตุการณ์ทมิฬวิปโยค 3 ครั้งที่คนไทยไม่มีวันลืมเท่านั้น จึงมีเสียงเรียกร้องทหารจากหลายฝ่ายให้ลงมือทำอะไรบ้าง ซึ่งก็คืออยากให้ทหารไปเล่นงานอีกฝ่ายที่ตนเห็นว่าเป็นผู้ทำลายชาตินั่นเอง แต่ทหารมีทางเลือกมากกว่าบ้าจี้ทำปฏิวัติแล้วรับก้อนอิฐทั้งหมดไว้เพียงฝ่ายเดียว หรือนิ่งเฉยไปจนเกมจบ ถ้าเงื่อนไขสำคัญ คือการปะทะกันของชนในชาติเกิดขึ้นลุกลามจนนำไปสู่การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมากในเวลาอันสั้น ทหารย่อมต้องออกโรงกู้วิกฤต ไม่ว่าจะผิดหรือถูกกฎการปะทะ ( rules of engagement ) กองทัพเป็นเครื่องมือของรัฐก็จริง แต่รัฐบาลใช่ว่าจะสั่งทหารได้ตลอด ผู้นำทหารมีสิทธิเฉพาะตัวอยู่เหมือนกันที่จะนำพาสถาบันที่ทรงพลังนี้เคลื่อนย้ายไปเป็นดุลให้ข้างไหน นายพลฟิเดล รามอส เป็นมิตรกับประธานาธิบดีเฟอร์ดินาน มาร์คอส มาจนตลอดชีวิตจนถึงวันที่ประมาณสถานการณ์ว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์ปี 29 คงไม่อาจหยุดพลังประชาชน ( peoples power ) ได้ จึงสั่งทหารเปิดทางให้ประชาชนบุกเข้าทำเนียบมาลากันยัง มาร์คอสต้องลี้ภัยไปตายในต่างแดนอีกไม่ถึง 3 ปีต่อมา บางทีการวัดความถูกต้องของการตกลงใจของผู้บังคับบัญชานั้นมาจากการวัดความสำเร็จ กองทัพเวเนซุเอล่าปี 45 ทำอย่างเดียวกับรามอส คือถอนการสนับสนุนประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ โดยมั่นใจว่าทำตามกระแสสังคมที่ถูกต้อง ชาเวซต้องไปแน่ แต่กลับผิดคาด ชาเวซไม่เพียงแต่อยู่รอด ทั้งยังมีอำนาจมากขึ้นในปัจจุบัน ส่วนผู้นำกองทัพเวเนซุเอล่าก็ต้องหมดอนาคตไปอย่างแน่นอนอยู่แล้ว แต่หากกองทัพสำนึกว่าเป็นเครื่องมือของรัฐ และรัฐบาลเป็นผู้สั่งใช้ดังที่เป็นตามหน้าที่ ประวัติศาสตร์ก็มีผลสำเร็จและล้มเหลวโชว์ให้ดู ขณะที่พฤษภาทมิฬถือเป็นบทเรียนผิดพลาดของทหารไทยในการทำตามบัญชานาย แต่กองทัพจีนที่ล้อมปราบจตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อปี 32 ทำให้ฝ่ายตรงข้ามแหยง สามารถค้ำบัลลังก์คอมมิวนิสต์ให้อยู่รอดอย่างแข็งแกร่งมาจนทุกวันนี้ ถ้าวันนั้นกองทัพจีนปล่อยให้ประชาชนเข้ายึดทำเนียบได้ ก็ไม่รู้ว่าจีนจะเป็นมหาอำนาจอย่างเช่นวันนี้ได้หรือไม่ หรืออาจจะต้องปรากฏพีเพิลพาวเวอร์กันอีกหลายครั้งแบบฟิลิปปินส์ ดูไปไม่ง่ายเลยหากวันนั้นมาถึง แต่หากไม่ถึงขั้นนั้นจริง ๆ ทหารอยู่อย่างนี้ก็เหมาะสมแล้ว ถ้าทุกอย่างคลี่คลายไปเองหลังเลือกตั้งใหม่ หรือคนชั่วตัวจริงถูกฟ้าดินหรือศาลลงโทษ แล้วทุกฝ่ายยอมรับ เรื่องก็ไม่ถึงมือทหาร การรอจังหวะของกองทัพก็จะถูกประเมินค่าว่าเป็นความสำเร็จ กระนั้นก็ตาม เมื่อมองถึงความอาฆาตในแววตาและการไม่เลือกฝีมือวิชาที่ฝ่ายปฏิปักษ์กำลังห้ำหั่นกันแล้ว ประมาณได้ว่าเวลาที่ทหารจะลอยตัวอยู่เหนือความขัดแย้งนั้นเหลือน้อยลงทุกวัน |