ไม่เคยมียุคสมัยใดที่องค์กรชาวพุทธจะลุกขึ้นมาทวงสิทธิของตนมากเท่านี้ และไม่มียุคไหนที่ความแตกแยกของชาวพุทธจะมากไปกว่านี้ แค่ไม่ว่าพระพุทธศาสนาจะถูกบัญญัติอย่างเป็นทางการให้เป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ รอยบาดหมางในใจระหว่างผู้เรียกร้องกับผู้คัดค้านน่าจะอยู่ในใจไปอีกนาน เป็นคู่ขนานไปกับการรณรงค์สร้างความสะอาดและเข้มแข็งให้กับศาสนาพุทธที่จะเข้มข้นจริงจังขึ้น
เมื่อพิเคราะห์ดูให้ดีแล้ว ไม่น่าแปลกใจที่ชาวพุทธจำนวนมากจะลุกขึ้นมาเรียกร้องสิ่งที่ควรจะเป็นโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ให้ปรากฏขึ้นในกฎหมายอันดับหนึ่งของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เพราะพวกเขาเหลืออดแล้วกับชะตากรรมของไทยพุทธในจังหวัดชายแดนและศักดิ์ศรีของสงฆ์ในสายตาของชาวพุทธด้วยกันเองที่แย่ลงทุกวัน ขืนปล่อยให้เป็นอย่างนี้ อ้างแค่ว่าศาสนาอยู่ในใจ มัวเดินสายกลางนิ่งเสีย อีกหน่อยสถานการณ์พุทธนาวาจะแย่จนกู้ไม่ไหว
ที่น่าแปลกใจกลับเป็นท่าทีของชาวพุทธส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะกับผู้มีบทบาทเด่นในสังคมบางคน ที่มีทั้งการต่อต้านอย่างโจ่งแจ้งต่อการบรรจุถ้อยคำประโยคเดียวไว้ในรัฐธรรมนูญ หนำซ้ำบางคนยังเลยเถิดไปถึงขั้นมีการกระแหนะกระแหนดูแคลนสงฆ์และชาวพุทธด้วยกันเองอย่างไม่เกรงกลัวต่อบาป นี่ถ้าหากเขาไปพูดจาอย่างนี้กับคนในศาสนาอื่นบ้าง ก็อาจถึงขั้นหาความสงบในชีวิตไม่ได้อีกเลย
ชาวพุทธพวกที่ว่านั้นก็เหมือนกับชาวผิวขาวในยุโรปและอเมริกายุคนี้ ก็คือมีปมชนิดหนึ่งติดตัวอยู่ อาจเรียกได้ว่าเป็น ปมความกระอักกระอ่วนของผู้เหนือกว่า (Complex of Awkwardness of Superior) โดยคนเหล่านี้จะรู้สึกว่าตนมีสถานภาพเหนือกว่าคนกลุ่มอื่นของสังคมอยู่แล้ว แต่ไม่มีความสุขในความเหนือกว่านั้น กลับรู้สึกผิดบาปจนต้องพยายามยกระดับกลุ่มคนที่ด้อยกว่าให้ขึ้นมาเท่าเทียมกับตนให้ได้ พร้อมทั้งวางบรรทัดฐานทางสังคมไว้ว่า ใครดูถูกชนกลุ่มน้อยนั้นจะถือว่าผิดมหันต์
ผลก็คือสังคมมีความเท่าเทียมกันในระดับหนึ่ง แต่ก็ถูกชนกลุ่มน้อยบางคนเอาเปรียบจากปมแห่งความกระอักกระอ่วนนี้ เช่น ชาวยิวจะแสวงประโยชน์จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เมื่อ 60 ปีก่อนไม่เลิก หรือมีแต่คนผิวดำที่เหยียดผิวคนผิวขาวได้ แต่คนผิวขาวห้ามเหยียดกลับเด็ดขาด
ปมแบบนี้ในแง่ดี คือทำให้ชาวพุทธมีน้ำใจอารีและเอื้อเฟื้อต่อคนศาสนาอื่น สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข แต่ก็คิดมากจนเกินไปว่า หากจะเรียกร้องเป็นสิทธิควรได้ของตน ก็อาจจะกลายเป็นการกระเทือนจิตใจคนศาสนาอื่น สมัยก่อนที่คนยังนับถือพระมากกว่านี้ การไม่บรรจุพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นไม่เป็นไรหรอก
แต่ในยุคที่ความเสื่อมถอยเข้าเกาะกินพุทธศาสนาในไทยอย่างปัจจุบัน สงฆ์และอุบาสกอุบาสิกากลุ่มหนึ่งจึงเห็นพ้องกันว่า ขืนปล่อยศาสนาไปตามยถากรรม คงจะไม่ไหว หนทางแก้ไขไม่ใช่มัวแต่แก้กันเองภายใน แต่ต้องดึงทั้งสังคมลงมาช่วย ด้วยการกำหนดตัวตนให้ชัดเจนเสียก่อน ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีจะตามมา
สงฆ์กับทหารเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือทุกปัจเจกนั้นเป็นบุคคลที่พร้อมจะเป็นข่าวในทางลบได้เสมอ ต่างจากคนประเภทอื่น เอาแค่สามเณรรูปหนึ่งถูกจับได้ว่านั่งกินเหล้า เณรน้อยนั้นอาจถูกอัญเชิญขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทันทีไม่ว่าจะโนเนมเพียงไร ก็ เพราะสังคมขัดเกลาตนเองเสียแบบนี้เรื่องเลวของคนส่วนน้อยไปขยายเสียจนเหมือนกับเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้คนจำนวนหนึ่งของสังคมดูแคลนพระ พลอยไม่ใส่ใจในกิจกรรมศาสนา เปิดทางให้กับลัทธิบ้าบอเข้าครอบงำ จนไม่รู้ว่าอะไรคือพุทธอะไรคือเพี้ยน
ชาวพุทธยิ่งเศร้าใจหนักกับสถานการณ์ชายแดนใต้ ที่พี่น้องร่วมศาสนาเหมือนกับเป็นชนชั้นสอง ผู้ดูแลบ้านเมืองปกป้องอะไรไม่ได้ ทั้งยังรานสิทธิพวกเขาในหลายอย่าง ดังนั้น ในเมื่อบ้านเมืองแตกแยกเป็นหลายเสี่ยง ใครไม่พอใจรัฐก็ลุกขึ้นปลุกขบวนมาเรียกร้องกันได้ ทำไมพวกเขาจะลุกขึ้นมาบ้างไม่ได้ ยิ่งโดนคัดค้านต่อต้านในลักษณะไม่เห็นหัวกันก็ยิ่งเสมือนเติมเชื้อไฟ
จริงอยู่ที่การบรรจุพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญ จะไม่ทำให้สถานการณ์พุทธศาสนาดีขึ้นทันตา เพราะพุทธศาสนาไม่ใช่ปรัชญาแบบหวังคุณค่าประโยชน์ใช้สอยทางตรง เปรียบได้กับศิลปศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ ซึ่งมีการสอนและแจกปริญญาให้ทั้งที่ผู้จบไม่สามารถเอาบทกวีเพราะๆ หรือเรื่องเล่าประวัติโบราณไปหากินได้เหมือนเรียนสายวิชาชีพ แต่เราก็เรียนไปเพื่อสร้างปัญญาให้เกิด (Enlighten ones mind) เมื่อเกิดพุทธปัญญาแล้ว ก็จะนำไปใช้สอยต่อยอดได้เอง ชนิดที่ว่าวันนี้ยังมองไม่ออก แต่เมื่อเข้าใจธรรมถ่องแท้ขึ้น ก็จะก่อให้เกิดความดีงามเป็นรูปธรรมแก่สังคมไปได้เอง
การให้ค่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาตินั้น จึงควรรับรองอย่างเป็นทางการ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางจิตใจให้กับชาวพุทธว่า นี่คือวิถีที่พวกเขาพร้อมถนอมไว้ให้ลูกหลานไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ไม่ใช่แค่ความเชื่อธรรมดาที่พอเห็นพระไม่ดีสักรูป หรือโดนชักชวนจากลัทธิที่ให้คุณค่าประโยชน์ใช้สอยทางตรงเข้าหน่อยก็ละทิ้งพุทธเสียแล้ว
การเป็นสถาบันที่แท้จริงนั้น จะต้องได้รับการยอมรับในเชิงสัญลักษณ์ ปฏิเสธไม่ได้ว่าสีขาวในธงไตรรงค์ ก็คือพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่อยู่คู่ชาติไทยมาแต่โบราณกาล ถ้าสีขาวนี้คือศาสนาอะไรก็ได้มีไว้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเท่านั้น จะต้องบรรจุไว้ในธงชาติทำไม เพราะคงจะต้องบรรจุสีอีกมากมายจนกลายเป็นธงสีรุ้ง เพราะครอบครัวลูกเมียและทรัพย์สินต่างก็เป็นสิ่งที่เฉพาะตัวทุกคนต้องยึดเหนี่ยวเหมือนกัน เพียงแต่ว่าต่างคนต่างมีครอบครัวลูกเมียทรัพย์สินที่ไม่เหมือนคนอื่น จึงไม่อาจนับพวกเหล่านี้เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้
แต่ในความเป็นจริงธงสามสีของชาติก็คือ ชาติไทย พระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี และพุทธศาสนาเท่านั้น ที่คนไทยพุทธพึงระลึกถึง เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐธรรมนูญก็สมควรรองรับความเป็นสถาบันนี้เสียด้วย
คนต่างศาสนาไม่มีอะไรที่ต้องน้อยเนื้อต่ำใจว่า หากพุทธศาสนาเป็นของประจำชาติไทยแล้ว พวกตนจะถูกลดชั้นลงไปเหมือนที่บางคนกลัว สิทธิการนับถือความเชื่อทางศาสนาเป็นสิทธิส่วนบุคคล ที่ไม่มีใครพรากได้ ดอกราชพฤกษ์ได้เป็นดอกไม้ประจำชาติ แต่ก็ใช่ว่าดอกชบาหรือกุหลาบจะด้อยค่าลงไป ส่วนพวกผู้ก่อการร้ายนั้นถึงศาสนาพุทธจะเป็นศาสนาประจำชาติไทยหรือไม่ มันก็หาทางเล่นงานคนพุทธอยู่ดี จงช่วยกันคิดอ่านตอบโต้พวกมันดีกว่าจะมาต่อต้านคนไทยด้วยกันเอง
ท้ายที่สุดอย่าลืมว่า การเรียกร้องนี้ไม่ใช่แค่กิจของสงฆ์ แต่เป็นกิจของอุบาสกอุบาสิกาด้วย ถ้าพระพุทธเจ้าถือว่าทุกเรื่องที่เกี่ยวกับสังคมเป็นเรื่องสันโดษส่วนตัว พุทธะอยู่แต่ในใจ สมควรปล่อยวางเสียแล้ว ป่านนี้พระองค์ก็เสด็จเสวยพระนิพพานไปแต่องค์เดียว ไม่มาโปรดสัตว์ก่อตั้งพุทธศาสนาให้เผยแผ่สืบมาจนถึงทุกวันนี้หรอก