พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อ 2 ปีก่อน เกิดเหตุระเบิดทั้งรถไฟทั้งรถยนต์กลางกรุงลอนดอนตายกันกว่าครึ่งร้อย ปลายเดือนที่ผ่านมาก็เกือบจะฌแลมฉลองแห่งความตายซ้ำกันอีก แต่ดวงดีรอดมาได้ เมื่อแผนรถยนต์ระเบิดทั้งที่ลอนดอนและกลาสโกว์ล้มเหลว ไม่รู้ว่าอังกฤษจะเจอแจ๊คพอทอีกทีเมื่อไหร่ ผมขอนำบทความที่เขียนอย่างฉุกเฉินเมื่อ 8 ก.ค.48 ตามคำขอร้องของ บก.กรุงเทพธุรกิจให้รีบลงในวันรุ่งขึ้น ให้ทันต่อกระแสความตกใจต่อการก่อการร้ายที่น่ากลัวที่สุดครั้งหนึ่งของยุโรปในคราวนั้น วินาศกรรมลอนดอน ก่อสำนึกที่ชัดขึ้นแก่ชาวอังกฤษ วันที่ 7 ก.ค.2548 ก็เป็นอีกวัน ซึ่งประเทศมหาอำนาจชาติตะวันตก ต้องเสียท่าการ์ดตก ให้กับผู้ก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ไม่วันใดวันหนึ่ง เรื่องแบบนี้ก็ต้องเกิดขึ้น บนแผ่นดินของมหามิตร อันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เพราะไม่มีใครจะสามารถตรึงกำลัง และเค้นสมองคอยป้องกันการก่อการร้ายได้ตลอดกาล แต่วินาศกรรมกลางลอนดอนคราวนี้ไม่เพียงแต่สร้างความสะเทือนขวัญเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสียหน้าให้แก่ชนชาติอังกฤษ สร้างสำนึกที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับผู้ก่อการร้าย และยังอาจสร้างความมั่นคงทางการเมืองอีกครั้งให้กับโทนี แบลร์ ด้วย ถึงแม้ว่าเหตุวินาศกรรมครั้งนี้ได้ทำให้ผู้คนในอังกฤษต้องสูญเสียชีวิตไปถึง 37 คน และบาดเจ็บอีก 700 คน อิงลิชชนต้องรู้สึกเจ็บช้ำไม่น้อยที่เหตุการณ์ครั้งนี้มีขึ้นในขณะที่กระแสความสุขถึงขีดสูงสุดพอดี การได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิกโดยเฉือนชนะคู่แข่งที่เหนือกว่าอย่างฝรั่งเศส สร้างความปลาบปลื้มอิ่มเอมใจ กระแสชาตินิยมถูกปลุกได้ที่ ก่อนที่จะถูกกระชากพรมล้มลงด้วยน้ำมือผู้ก่อการร้าย พวกเขาอาจพิศวงว่า ทำไมผู้ก่อการร้ายถึงร้ายกาจเช่นนี้ ถูกละ การมุ่งทำลายจุดศูนย์ดุล (Centre of Gravity) ทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในคราวนี้เป็นเป้าหมายที่ผู้ก่อการร้ายรอคอยอยู่แล้ว แต่การที่สามารถโจมตีเป็นระลอกต่อเนื่องกันได้ถึง 4 ครั้งกลางวันแสกๆ นั้นเป็นสิ่งชี้ให้เห็นชัดว่า นายแน่มาก ชาวอังกฤษตระหนักได้ทันทีว่า ขบวนการก่อการร้ายได้สยายปีกเข้าครอบงำทั่วยุโรปแล้ว ที่ถูกจับก็จับไป แต่ผู้ก่อการร้ายรุ่นใหม่ก็ขยายพันธุ์และบ้าบิ่นไม่แพ้ผู้จากไป และเดี๋ยวนี้ไม่ใช่มีศักยภาพแค่ที่สเปน หรือตุรกี เพราะใกล้กับแหล่งบ่มเพาะของพวกหัวรุนแรง แต่พวกนี้อาจเข้ามาอาศัยอยู่ในลอนดอน เบอร์มิงแฮม หรือโคเวนทรี แหล่งรวมคนหลายเชื้อชาติศาสนา ในพื้นที่ที่เขม็งเกลียวไปด้วยความชิงชังกันระหว่างเยาวชนคนขาวผู้ว่างงานกับคนอพยพผู้แห่กันเข้ามาเป็นกลุ่มเป็นก้อน การเกณฑ์สายเลือดก่อการร้ายรุ่นใหม่สามารถทำได้ง่ายมากในใจกลางของอดีตจักรวรรดิที่เกรียงไกรที่สุดในโลกแห่งนี้ แต่ถ้าใครจะคิดว่าวินาศกรรมครั้งนี้ จะทำให้ชาวอังกฤษหันมาโจมตีนายแบลร์ ว่า ชักศึกเข้าบ้าน ควรเลิกคบจอร์จ ดับเบิลยู บุช และจงถอนทหารออกจากอิรักเสีย แบบเดียวกับที่ชาวสเปนคิดเช่นนี้ต่อโฆเซ มาเรีย อาซนาร์ ผู้นำสเปนก่อนเหตุระเบิดมาดริดปีกลาย แล้วละก็ลองคิดอีกมุมว่าเงื่อนไขนั้นต่างกัน ขณะที่กองทัพสเปนไม่ถึงกับร่วมรบเอาเป็นเอาตายในอิรัก และนายอาซนาร์ทำพลาดเองด้วยการใช้สถานการณ์ดังกล่าวใส่ร้ายกลุ่มแบ่งแยกดินแดนบาสก์ เพื่อหวังให้ตนชนะเลือกตั้งอีกสมัย แต่อังกฤษนั้นเป็นคอหอยลูกกระเดือกกับสหรัฐลึกซึ้งกว่าสเปนมากนัก แบลร์ก็พึ่งกู้ชื่อได้มากจากชัยชนะโอลิมปิก การได้เป็นประธาน EU และการล้างหนี้ชาติแอฟริกัน ดังที่บอกแล้วว่ากระแสชาตินิยมอังกฤษกำลังถูกปลุกขึ้นมาแล้ว งานนี้เท่ากับว่า แบลร์ได้เหตุการณ์นี้ไปขยายกระแสหนุนเขาให้สามารถผลักดันนโยบายเดิมๆ แต่เข้มงวดขึ้น โดยอ้างการเอาชนะการก่อการร้ายต่อไป โลกคงต้องได้ดูกันต่อไปว่า อังกฤษ รวมทั้งชาติอื่นๆ ที่ตื่นขึ้นมาเร่งรับมือภัยก่อการร้ายเต็มที่จะรณรงค์แรงแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ คือ การก่อการร้ายก็ยังคงไม่หมดไป มะเร็งร้ายของโรคตัวนี้ก็พัฒนาตนเองอยู่เรื่อยๆ เช่นกัน |