พิมพ์หน้านี้
|
วันนี้เป็นวันเกิดผมและเป็นวันที่มีค่าสำคัญที่สุดวันหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาตินักสู้ของราชนาวีไทยด้วย ผมจึงขอนำเรื่องที่มีค่าที่สุดเรื่องหนึ่งที่ผมเคยเขียนมาลงในบล็อกนี้ เพื่อเป็นการสดุดีวีรชนทหารเรือทุกคนที่สละชีพเพื่อธำรงสมุทรธานุภาพของเราไว้ แม้ว่าจะไม่ได้มีโอกาสเห็นหน้าลูกเมียอีกตลอดกาล
การเลื่อนวันยุทธหัตถีหรือวันกองทัพไทยเข้ามาเร็วกว่าเดิมหนึ่งสัปดาห์ตามความถูกต้องทางประวัติศาสตร์นั้นอาจมีส่วนทำให้ความสนใจในวันสำคัญวันหนึ่งของกองทัพต้องถูกแบ่งไป เพราะความใกล้ชิดกันของวัน กระนั้นก็ตาม ทุกวันที่ 17 มกราคมของทุกปีนั้นเป็นวันที่ดวงใจทุกดวงของชาวราชนาวีไม่มีวันลืม ด้วยว่าเป็นวันสดุดีวีรชนกองทัพเรือ เป็นวันที่ทหารเรือทุกนายระลึกถึงคุณความดีของบรรพชนที่สละชีพเพื่อสิ่งที่พวกเขารักยิ่งกว่า นั่นคือชาติและประชาชนที่อยู่ข้างหลัง ทุกวันนี้ประเทศไทยอาจเป็นเพียงประเทศเล็กประเทศหนึ่ง แต่เวลาอวดโอ่ถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตของชาติเราให้เพื่อนต่างชาติฟัง ผมมักจะกล่าวถึง ชัยชนะของไทยต่อฝรั่งเศสในปี 2484 ชิงดินแดนอินโดจีนคืนมาได้ นับเป็นความภูมิใจอย่างวิเศษสุดจริงๆ ก่อนหน้านั้นมีเพียงญี่ปุ่นเท่านั้นที่รบชนะชาติตะวันตกได้ คือสงครามกับรัสเซียในปี 2448 วันที่ 17 มกราคม 2484 ไม่ใช่วันแห่งชัยชนะของกองทัพเรือไทยก็จริง แต่เป็นวันที่สำคัญมาก ถ้าปราศจากยุทธนาวีที่เกาะช้างวันนั้น กองเรือฝรั่งเศสอาจจะระดมยิงชายฝั่งอ่าวไทยแหลกลาญ กองทัพฝรั่งเศสทางบกจะย่ามใจต่อรบกับฝ่ายเราหนักมือขึ้น และไทยอาจจะพ่ายแพ้ในสงครามแย่งชิงอินโดจีนคืนในปีนั้นก็เป็นได้ การท้าสู้แบบยอมตายของเรือหลวงธนบุรี สงขลา และชลบุรี ที่มีต่อกองกำลังที่เหนือกว่าห้าเท่านั้นทำให้กองเรือฝรั่งเศสเข็ดเขี้ยว ไม่กล้ารุกล้ำน่านน้ำเราได้อีกจวบจนสิ้นสงคราม ถึงแม้เรือทั้งสามจะจมทั้งหมดพร้อมผู้กล้าอีกสามสิบหกนาย แต่ยุทธนาวีครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ชาติไทยนี้คือความภูมิใจอันหาที่สุดมิได้ของคนไทยทุกคน และวันที่ 17 มกราคมของทุกปีได้กลายเป็นวันแห่งความหมายสำหรับการระลึกถึงผู้กล้าทัพเรือในสงครามอื่นๆ ด้วย ปัจจุบันการรบครั้งใหญ่ๆ แบบยุทธนาวีไม่มีให้เห็นอีกแล้ว แต่ภารกิจของกองทัพเรือยังมีเรื่องให้ลูกประดู่ได้เสี่ยงชีวิตอยู่เสมอ โดยเฉพาะภารกิจหลักด้านการคุ้มครองเส้นทางส่งกำลังบำรุงทางทะเล ที่ทำให้เรือ ต.98 ปะทะกับเรือประมงติดอาวุธพม่าเมื่อปี 2541 ฝ่ายเราพลีชีพไปสองนาย ส่วนการเข้ารักษาความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่รุนแรงขึ้นทุกปีนั้น นาวิกโยธินก็เสียชีวิตลงอย่างต่อเนื่องปีที่แล้วตายไป 7 นาย ปี 2548 ตายไป 8 นาย รวมทั้งสองนายที่ถูกพวกต่ำช้ารุมทำร้ายที่บ้านตันหยงลิมอ จ.นราธิวาส จนเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ ภารกิจด้านการคุ้มครองเส้นทางส่งกำลังบำรุงทางทะเลนั้นจะเป็นงานที่ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความที่โลกแข่งขันกันมาก ช่วงชิงความได้เปรียบด้านทรัพยากรกันสูง เรื่องความปลอดภัยในพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะจึงสำคัญมากขึ้นทุกขณะ ทะเลก็คือเส้นชีวิตของประเทศที่ต้องรักษาไว้ด้วยชีวิตและยุทโธปกรณ์ที่มี การขึ้นประจำการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง 2 ลำไปแล้วและจะต่อให้เสร็จอีก 3 ลำคงประกันความมั่นใจของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่น่าจะมีบ้างสักลำสองลำก็คือเรือดำน้ำ อาวุธทางยุทธศาสตร์ที่สามารถป้องปรามความขัดแย้งได้เป็นอย่างดี ความไม่สงบในภาคใต้ที่ไม่รู้จะจบเมื่อใดคงเรียกเลือดจากลูกประดู่นาวิกโยธินได้อีกแน่ แต่หลังจากที่ได้ชมพิธีพระราชทานเพลิงศพครูจูหลิงจบแล้วก็ได้คิดว่า ความใส่พระราชหฤทัยของพระบรมวงศานุวงศ์ที่มีต่อข้าราชการรวมทั้งทหารนั้นจะยิ่งเป็นแรงฮึดให้ฝ่ายเราสู้เพื่อชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ถึงตายก็ตายอย่างมีธงชาติคลุมหน้า ได้รับการพระราชทานเพลิงศพ ดีกว่าพวกโจรชั่วที่ตอนมีชีวิตก็ไม่กล้าสู้หน้าใคร หากตายคาสนามก็คงเหมือนหมาข้างถนนเท่านั้น
ภาพทั้งสองมาจากอินเตอร์เน็ต ภาพแรกคือภาพวาดเรือหลวงธนบุรีตอนเปิดศึก ภาพหลังเป็นภาพจริงที่ทหารประจำเรือกำลังช่วยดับไฟ ก่อนที่จะต้องสละเรือ |