พิมพ์หน้านี้
|
ตามที่มีเสียงท้วงติงว่า ผมควรจะนำเสนอบทวิเคราะห์หนัก ๆ อย่างที่เคยนำเสนอในช่วงแรก ๆ ของบล็อกมาลงบ้างนั้น ผมมีความเห็นสอดคล้องกับความต้องการดังกล่าว เพราะถือเป็นวัตุประสงค์หลักของบล็อกนี้อยู่แล้ว บทความชิ้นต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ลงตีพิมพ์ในคอลัมภ์ มองมุมใหม่ ของกรุงเทพธุรกิจ เมื่อ 9 มีนาคม 2549 โดยผมได้ไปอบรมด้านข่าวกรองอยู่ที่เพนตากอน ในเวลานั้น ได้สังเกตเห็นวิธีสร้างชาตินิยมของอเมริกาแล้วรู้สึกประทับใจ จึงมาเขียนในเชิงเปรียบเทียบกับไทย เชิญอ่านได้ครับ การสร้างสำนึกร่วมของชนกลุ่มน้อยตามแบบอเมริกัน คิดมานานแล้วว่าประเทศชาติที่จะเจริญก้าวหน้าได้นั้น องค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือชนในชาติต้องมีความรู้สึกชาตินิยม มีความภูมิใจในความเป็นชาติ และพร้อมที่จะปกป้องเกียรติภูมิของชาติ อย่างน้อยด้วยวาจาก็ยังดี ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ประเทศชาตินิยมจัดอย่างเกาหลี และจีน จะประสบความก้าวหน้าอย่างทุกวันนี้ แม้ว่าบางทีชาตินิยมเกินงามจะนำพาชาติพินาศไปห้วงเวลาหนึ่ง แต่ประเทศที่เรื่องของชาตินิยมอยู่ในสายเลือด อย่างเช่นญี่ปุ่นและเยอรมนีก็พร้อมกลับมาเป็นประเทศแถวหน้าของโลกได้เสมอ อเมริกานี่สิแปลก เพราะด้วยองค์ประกอบและข้อจำกัดแล้ว ไม่น่าที่จะมีความเป็นชาตินิยมได้ ประวัติศาสตร์ก็สั้น คนขาวเป็นใหญ่มานาน มีคนต่างเผ่าพันธุ์เชื้อชาติมาก สืบเชื้อสายผู้อพยพ หรือเป็นผู้อพยพเสียเองกันทั้งนั้น แต่พวกเขาก็รักความเป็นอเมริกัน ถ้าความเป็นอเมริกันมีความหมายแค่เสรีภาพ สิ่งเท่านี้จะมีค่าพอแก่การเสียสละชีวิตหรือ แต่การที่ได้มีโอกาสเยี่ยมชมสถานที่ราชการและประวัติศาสตร์ในวอชิงตันและย่านใกล้เคียงหลายสิบแห่งในรอบสองเดือนมานี้ ทำให้เข้าใจได้เองว่าทำไมพวกเขาจึงสร้างสำนึกชาตินิยมได้สำเร็จ เริ่มต้นจากการวางยุทธศาสตร์การสร้างสำนึกเสียก่อน และยุทธศาสตร์นี้ต้องยืนอยู่บนความเป็นจริง นั่นหมายถึงยุทธศาสตร์รักชาติแบบสมัยใหม่ นั้นต่างจากสมัยสงครามโลก ขืนปลูกฝังแบบเดิมก็จะไม่ทันการเปลี่ยนแปลง ทั้งจะเสียหายอีกด้วย ก่อนนั้นอเมริกาเป็นดินแดนของคนขาว ก้าวหน้าได้ด้วยคนขาว การเสียสละของคนขาวทำให้อเมริการุ่งเรือง ขณะที่คนผิวสีและผู้อพยพทำงานรับใช้คนขาวในวิธีอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่นับตั้งแต่ยุค 60 เป็นต้นมา อเมริกาเปลี่ยนไปมาก คนผิวสีเริ่มทวงสิทธิ์ ถึงคนขาวจะพยายามยื้อสิทธิไว้สักเท่าใดก็ไม่เป็นผล ความวุ่นวายเพิ่มขึ้นทุกที ขณะเดียวกัน นโยบายเกี่ยวพันกับโลกของอเมริกาก็ขยายกว้างขวางออกไปกว่าในอดีตมาก อเมริกาเลือกที่จะไม่ทอดทิ้งคนดำ เพราะทิ้งไม่ได้ ประชากรที่โง่เขลาจะพาชาติพินาศ ขณะที่ความเจริญและโอกาสที่ไม่เท่ากันก็รังแต่จะสร้างความไม่สงบ รัฐบาลแอฟริกาใต้กับโรดีเซียพยายามรั้งการเปลี่ยนแปลงไว้ เราก็รู้กันอยู่ว่าเกิดความเสียหายแก่ระบอบการปกครองของคนขาวที่นั่นอย่างไร ในเมื่อทิ้งไม่ได้ก็ต้องนำมาใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด ระบอบคนขาวในอเมริกาเลือกที่จะให้คนดำมายืนเคียงข้าง แม้ว่าเรื่องนี้จะเปลี่ยนโฉมหน้าระบบสังคมอย่างยกเครื่อง จนคนผิวขาวหัวอนุรักษนิยมบางกลุ่มปรับตัวไม่ทัน ก็ทำไงได้ อเมริกาส่งเสริมสิทธิของคนดำเต็มที่ คนผิวสีกลุ่มอื่นพลอยได้อานิสงส์ในเรื่องนี้ไปด้วย สำนึกร่วมของการได้ประโยชน์และอยู่อย่างมีความสุขในชาติจึงเกิดขึ้นในระดับหนึ่ง แต่สำนึกร่วมปรากฏได้จริงก็ด้วยการส่งเสริมมุมมองใหม่ให้สังคม ในเมื่อยอมรับว่าสังคมนี้ไม่ใช่ของคนขาว ทุกเรื่องที่มีคนขาวเป็นตัวเอกจะต้องมีคนดำหรือคนผิวสีเข้าไปแชร์ ถึงจะเป็นเรื่องเล็กน้อยสักเท่าใด ก็จะไฮไลต์ให้เด่นออกมาจนได้ เพนตากอนสละพื้นที่ปีกหนึ่งให้ ขณะที่โรงเรียนนายเรือแอนนาโปลิสสละเกือบครึ่งหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ให้กับเรื่องเหล่านี้ แม้แต่เรื่องที่เคยคิดกันว่ามีแต่คนขาวเท่านั้นที่เป็นตัวเอก เช่นสถานที่ประวัติศาสตร์สมัยอพยพมาตั้งอาณานิคม หรือสงครามกับอังกฤษก็มีคนดำเข้ามาเป็นตัวชูโรง ผลก็คือ คนกลุ่มน้อยในสังคมได้เรียนรู้ความภูมิใจในบรรพบุรุษตนเอง ทั้งที่ได้ทำเพื่อศักดิ์ศรีของกลุ่ม และเพื่อประเทศชาติ ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างเต็มภาคภูมิ พวกเขาไม่ได้ถูกผลักให้เข้าไปสู่มุมของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเฉพาะกลุ่มที่มีบทบาทต่อสังคมเล็กจ้อย หรือมีคุณค่าแต่เฉพาะพวกกันเองเท่านั้น ยิ่งได้สื่อที่ส่งเสริมค่านิยมของคนผิวสีในฐานะค่านิยมของชาติ ไม่ใช่ค่านิยมเฉพาะกลุ่ม ทั้งยังส่งเสริมการเป็นจุดเด่นในสังคมทุกระดับ ตั้งแต่สังคมผู้บริโภค สังคมโรงเรียน ไปจนถึงสังคมไฮโซ โดยมีภาพคนขาวเห็นดีเห็นงามไปด้วยนั้น ความรู้สึกว่าตนเป็นคนชั้นสองของประเทศนี้จึงยากที่จะบังเกิด เมื่อเป็นเช่นนี้การสร้างชาตินิยมจึงเป็นเรื่องง่าย มีการจัดแคมเปญต่างๆ ทางสื่อมากมาย พอสังคมและความคิดของคนผิวสีกลายเป็นเช่นนี้ การสละชีวิตชาวอเมริกันโดยอ้างว่าเพื่อช่วยเหลือชาติอื่นหรือเผ่าพันธุ์อื่นในแบบที่เดิมที่เป็นแค่ภารกิจของคนขาว (whiteman's burden) นั้น กลายเป็นค่านิยมของคนผิวสีกลุ่มอื่นไปด้วย เพราะพวกเขาถือว่าตนเองก็เป็นอเมริกันชนคนหนึ่ง ย้อนมามองไทย พบว่าสภาพสังคมไทยเปลี่ยนไปไม่น้อย คนเชื้อสายไทยไม่ได้เป็นคนกลุ่มเดียวที่อ้างได้ว่าตนเองเป็นคนไทยแท้ๆ หรืออ้างได้ว่าเฉพาะวัฒนธรรมไทยภาคกลางเท่านั้นที่เป็นวัฒนธรรมหลักของชาติ ในห้วงไม่นานมานี้ เราได้เห็นการส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านสื่อมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ได้เห็นความเคลื่อนไหวของวัฒนธรรมคนไทยเชื้อสายจีน ที่พยายามแสดงการมีส่วนร่วมของคนกลุ่มนี้กับสังคมหลักมากขึ้น แต่ที่เห็นน้อยเหลือเกินคือความรู้สึกร่วมในเชิงชาตินิยมของชนกลุ่มน้อย นั่นอาจเป็นเพราะไม่มีใครชี้นำว่าบรรพบุรุษของเขาอยู่ตรงไหนในประวัติศาสตร์ไทย หรือมีความสำคัญด้านบวกอย่างไรต่อประวัติศาสตร์ของชาตินี้ บทความชิ้นนี้ไม่ได้บอกว่าวิธีการสร้างสำนึกชาตินิยมในแบบอเมริกันจะเหมาะกับสังคมที่อนุรักษนิยมมากกว่าอย่างไทย แต่จะบอกว่าถ้าประวัติศาสตร์และสื่อยังให้ความสำคัญแต่เฉพาะวัฒนธรรมกระแสหลัก ไม่สนใจการสร้างทั้งความภาคภูมิใจในบรรพบุรุษของชนกลุ่มน้อยและทั้งการส่งเสริมให้ชนกลุ่มน้อยสำนึกในการเสียสละเพื่อชาติอันเป็นสังคมหลักอย่างได้ดุลแล้ว ถึงสังคมจะเดินหน้าไปได้ แต่ก็ด้วยแอกที่มีแต่เราคนเชื้อสายไทยเท่านั้นที่คอยแบกอยู่ |