พิมพ์หน้านี้
|
พรุ่งนี้แล้วครับ ครบรอบ 11 ปีการจากไปของพี่เอกชัย นพจินดา ฮีโร่ในดวงใจวัยเด็กของผม และเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจตลอดกาลของเรือรบ เมืองมั่นคนนี้ คำว่านับถืออย่างเต็มหัวใจนั้นยังน้อยไปกว่าที่ผมจะถ่ายทอดความรู้สึกออกมาในเรื่องเล่าแห่งความทรงจำนี้ได้ ผมรู้จักกับพี่โย่ง ผ่านทางตัวหนังสือเมื่ออายุเพียง 10 ขวบและรอรถพ่อมารับกลับบ้านที่หน้าโรงเรียน ซื้อหนังสือมาอ่านเล่นเล่มหนึ่ง นิตยสารสตาร์ซอกเกอร์เล่มที่ 39 ฉบับกอร์ดอน ฮิลล์ นักเตะแมนยูนั่งยิ้มเผล่ นั้นเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตผมจริง ๆ เพราะลีลาการตอบจดหมายของนักข่าวกีฬาวัยรุ่นในนั้นที่มีฉายาว่า ย.โย่ง นั้นมันโคตรโคตร บางคนบอกว่า ย.โย่ง เก่งที่สุดเรื่องพากย์บอล นั่นไม่จริงหรอกครับ เพราะถึงพี่แกจะรู้เรื่องบอลดี แต่เสียงเหมือนเป็ด สิ่งที่แกเยี่ยมที่สุดคือการตอบจดหมายครับ เหนือชั้นกว่าดาวโรจน์ด้านนี้อย่าง บ.บู๋ เสียอีก ลีลาของแกนั้นผมจำได้ว่าว่าแกเป็นอัจฉริยะด้านนี้ มีมุกตลกมากมาย รู้รอบทุกอย่าง ชอบด่าสมาคมฟุตบอลไทย ( ตกต่ำมานานแล้ว )ที่สำคัญคือมีรักงมงายกับสาวฝ่ายโฆษณาของนิตยสารชื่อคุณโมฬี ซึ่งแกเอามาจีบอย่างสนุกสนาน ผมในวัยเยาว์คลั่งไคล้ ย.โย่งขนาดหนัก และได้ถ่ายทอดแนวทางความเป็น ย.โย่ง เอาไว้ครบถ้วน ไม่ว่าจะสูงโย่ง ผอมก้าง ( ผมจบ ม.ปลายด้วยน้ำหนักแค่ 49 โล เอว 26 นิ้ว เท่านั้น ) บ้าบอลชนิดเตะบอลไว้วันละ 10 ครั้งไม่เว้นแม่แต่พักดื่มน้ำ รู้เรื่องบอลละเอียดยิบชนิดท่องชื่อนักเตะ 22 ทีมดิวิชั่นหนึ่งได้ครบทุกคน และชอบจีบผู้หญิงแบบข้างเดียว ถ้าพิจารณาอีกที แนวทางที่ ย.ฌย่งวางไว้นั้นก็คล้ายกับที่ศุภักษรจัดให้ เยาวชนในยุคนั้นที่ไม่ใช่ฝ่ายซ้ายจะหันมาสนใจเรื่องแบบนี้แทนที่จะหันไปสนใจการเมือง ผมรู้จักพี่โย่งแต่เฉพาะในหนังสือ ไม่ว่าสตาร์ซอกเกอร์จะออกอะไรมา ซื้ออ่านมันทั้งหมด ไม่ว่ามิดวีก ชู้ตโกล์หรือซอกเกอร์รายวัน ดูบอลทุกเทศกาล แม้แต่เป็นวัยรุ่นแล้ว บางทีก็ลาพักร้อน 2 อาทิตย์ดูบอลโลกอย่างเดียวก็ยังเคยทำ ความคลั่งไคล้ในกีฬาประเภทนี้ยาวนานแม้จนจบมหาวิทยาลัย ขณะกำลังเรียนปริญญาโท ผมได้พบกับพี่โย่ง ครั้งแรกแครั้งเดียวในชีวิต เมื่ออยากเป็นนักข่าวกีฬามากจนไปสอบเป็นนักข่าวสยามกีฬาที่สำนักงานพระโขนง ระหว่างที่เรากำลังนั่งเตรียมสอบข้อเขียนกันนั้น พี่โย่งเดินเข้ามาแตะไหล่ผมกับคนเข้าสอบ พร้อมกับพูดว่า "พยายามกันหน่อยนะพวกเรา งานของเราต้องใช้ภาษาอังกฤษ ขอให้โชคดีทุกคน" ง่าย ๆ แต่น่าปลื้มใจ ที่แม้ว่าผมจะไม่ได้ติดตามผลสอบในครั้งนั้นว่าเป็นอย่างไร แต่ผมยังจดจำประโยคนั้นได้ และเป็นประโยคที่ทำให้ผมใช้ภาษาอังกฤษมาเป็นเครื่องมือหากินจนทุกวันนี้ จู่ ๆ พี่โย่ง ก็จากไปกระทันหันกลางดึกคืนนั้นด้วยวันแค่ 44 ปี ผมรู้สึกอึ้ง และวูบแรกคือสงสารภรรยาแกเหลือเกิน แล้วก็สงสารแกที่ต้องจากภรรยาพยาบาลซึ่งเป็นแฟนคนแรกและคนเดียวในชีวิตที่ผิดหวังความรักอย่างต่อเนื่องของแก วันต่อมาช่อง 7 ได้นำภาพเก่า ๆ ของพี่โย่งมาทำเป็นสไลด์ประกอบเพลงที่มีเนื้อหาอำลาดาวน้อยที่ปลายฟ้า ช่างซาบซึ้งและเข้าถึงความรู้สึกของผมที่อยากเอ่ยอำลาตลอดกาลกับวีรบุรุษในดวงใจผู้นี้เหลือเกิน ผมกับเพื่อนไปร่วมงานศพพี่โย่งที่วัด และได้ไหว้ศพขณะที่รถเข็นศพผ่านหน้าพวกเราไปด้วย เป็นความรู้สึกสะเทือนใจจริง ๆ หลังจากนั้นโรงพิมพ์สยามกีฬาได้ย้ายมาอยู่ในซอยบ้านผมเอง ผมได้มีโอกาสคุยกับพี่น้องหนู น้องชายพี่โย่งบางครั้ง ซึ่งก็เป็นเรื่องของพี่โย่งทั้งนั้น ทุกวันนี้โรงพิมพ์นั้นย้ายไปที่อื่นแล้ว ผมก็ไม่ได้คลั่งไคล้ฟุตบอล 100 เปอร์เซ็นต์เหมือนเมื่อก่อน แต่ผมยังจดจำพี่โย่ง และกำลังใจที่พี่มอบแก่ผมในวันนั้น "ขอบคุณครับพี่"
|