นายกสมัคร สุนทรเวช เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาได้ระยะเวลาหนึ่งแล้วครับ ก่อนที่ท่านจะรับตำแหน่ง ผมเขียนวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของการมีรัฐมนตรีกลาโหมพลเรือนเอาไว้ในคมชัดลึก วันนี้ขอนำลงให้อ่านโดยไม่ตัดทอนนะครับ ขอเชิญวิจารณ์ได้ตามสะดวกทั้งบทวิเคราะห์และการทำงานของท่านรัฐมนตรีครับ
ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในอดีตนั้น ถ้าไม่ใช่นายกรัฐมนตรีผู้เผด็จการซึ่งมีอำนาจล้นฟ้าอยู่แล้วควบเองเพื่อเป็นเกียรติว่าได้ผนึกอำนาจทั้งหมดไว้กับตนแล้ว ก็มักเป็นบำเหน็จให้ทหารเก่าซึ่งเป็นผู้ที่น่านับถือให้ดำรงตำแหน่งที่มีเกียรติแต่ไม่มีอำนาจในมือ มีน้อยครั้งนักที่เจ้ากระทรวงจะเป็นพลเรือน ซึ่งก็ไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรในกองทัพเลย
ทั้งนี้เพราะตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งทางการเมือง ถูกวางไว้เพื่อกำหนดนโยบายทางทหาร แต่ในทางปฏิบัติกองทัพยังคงมีอำนาจของตนเองอยู่ และเป็นกองทัพนั่นเองที่เขียนนโยบายของตนขึ้นไปให้รัฐมนตรีพิจารณาใช้ตาม โดยที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรมาก ความแข็งแกร่งของระบบข้าราชการประจำแบบนี้ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายกลาโหมเท่านั้นที่เป็น ในกระทรวงอื่นก็เป็นเช่นนี้ทั้งนั้น โดยเฉพาะในกระทรวงที่ปลัดกระทรวงหรืออธิบดีเกษียณออกไปเล่นการเมืองแล้วกลับมาเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงเดิมที่ตนเองเชี่ยวชาญมาทั้งชีวิตราชการ
ระบบแบบนี้อาจจะดีในอดีต โดยเฉพาะในแง่ของเสถียรภาพของกองทัพ ฝ่ายการเมืองรู้กันกับฝ่ายข้าราชการประจำ ไม่มีการปรับเปลี่ยนระบบ มีความต่อเนื่องในนโยบายหลัก ต่างคนต่างได้ผลประโยชน์เมื่อเดินไปบนเส้นทางของตัวเอง แต่ข้อเสียที่เดิมทียังไม่เห็นชัดนัก กลับมาชัดเจนมากขึ้นในยุคที่ต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อก้าวเป็นกองทัพยุคใหม่เช่นยุคปัจจุบัน เช่น ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการทหารในห้วงที่ผ่านมานั้นนำไปสู่การปฏิวัติที่ไม่ได้เห็นกันมานานหลายปีแล้ว เป็นต้น
ข้าราชการประจำไม่น้อยที่มักมองนักการเมืองโดยรวมในแง่ลบว่าเข้ามาเพื่อแสวงประโยชน์จากตำแหน่ง ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้หน่วยงาน หนำซ้ำยังอาจแทรกแซงการทำงานของพวกเขาเสียอีก ดังนั้นจึงมักจะพอใจที่มีคนที่คุ้นเคยกับพวกเขาเข้ามาเป็นนาย นี่คือที่มาของเสียงเรียกร้องคนที่เคยเป็นทหารมาก่อนเท่านั้นจึงจะเหมาะสมจะเป็นเสนาบดีควบคุมกระทรวงนี้
ในต่างประเทศนั้น ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่เชื่อในระบบนี้ ใครจะก้าวขึ้นมาคุมกระทรวงนั้นสมควรที่จะไม่เป็นทหารด้วยซ้ำ ควรจะเป็นนักบริหารที่เก่งทั้งกฎหมายและรู้รอบด้าน เพื่อที่จะใช้ "ความต่าง" จากทหารตรงนี้ คานอำนาจกับข้าราชการประจำและสร้างมิติใหม่ที่ความคิดของทหารก้าวไปไม่ถึง โดยไม่ติดกับกรอบเดิมๆ ที่ทหารมีอยู่
เราจึงเห็นสหรัฐและยุโรปใช้พลเรือนมืออาชีพเข้ามาจัดการควบคุมกองทัพ บางครั้งก็เป็นผู้หญิงด้วยซ้ำ เพราะกองทัพมิใช่สมบัติของทหาร แต่เป็นสมบัติของประเทศและเป็นเครื่องมือของรัฐในการดำเนินการต่างๆ วิสัยทัศน์ของมืออาชีพเมื่อบวกกับประสบการณ์ของข้าราชการประจำ จะนำไปสู่ความรุ่งโรจน์ขององค์กรโดยมิได้เป็นการพายเรืออยู่ในอ่างแห่งอนุรักษนิยมที่อาจไม่ทันต่อความท้าทายใหม่ๆ ที่ปรากฏขึ้นในโลกปัจจุบัน
ไทยจะเปลี่ยนเป็นเช่นนั้นหรือไม่ยังตอบไม่ได้ ทั้งนี้เพราะยังมีผู้กังขาต่อคุณภาพและความตั้งใจจริงของพลเรือนที่จะเข้ามาเป็นนายใหญ่อยู่ไม่น้อย ความไม่เคยชินอาจนำมาซึ่งการต่อต้านจากเบื้องล่าง หรือการเมินเฉยจากเบื้องบน จนทำให้สังคมทหารเละกว่าเดิม เข้าเงื่อนไขน่าส่ายหัวที่ว่า "บอกแล้วว่าควรเลือกคนใน ไม่เอาคนนอก" ก็เป็นได้