พิมพ์หน้านี้
|
ไม่ต้องไปมองหาใครหรอกครับ ผมนี่แหล่ะ จะเล่าให้ฟังครับ แต่ขอบอกไว้ก่อน ว่าจะเล่าแต่ในเรื่องที่ผมทราบและสัมผัสเรื่องที่เกี่ยวกับเขาในช่วงเวลานั้นเท่านั้น พยายามไม่ใส่อคติลงไปนะครับ ราว ๆ มีนาคม ปี 44 ผมมีหน้าที่อยู่อย่างหนึ่ง คือทุกเช้าต้องไปเล่าข่าวกรองให้กับ คณะโฆษกของกระทรวงกลาโหมฟัง ในที่ประชุมนั้นมีนายทหารผู้ใหญ่หลายท่าน ประธานคือท่านพลเอก พ. มือขวาของรัฐมนตรีกลาโหมตัวใหญ่ชื่อเล็ก ท่านมาจากการเมือง และมีผู้เข้าร่วมทั้งฝ่ายการเมืองและประจำหลายคน ในที่ประชุมนี้จะถกกันทุกเรื่อง เพื่อหาทางชี้แจงเรื่องต่าง ๆ ออกสู่สาธารณชนให้เหมาะที่สุด ดูเหมือนว่ที่ประชุมจะไม่เคยมีความเห็นแย้งกันแต่อย่างใด ยกเว้น 2 เรื่อง คือเรื่องผู้พันตึ๋งที่โดนจับทั้งเครื่องแบบจนนำไปสู่การแก้ข้อบังคับ กห.-ตร. ในเวลาต่อมา กับเรื่องของการรับดวงเฉลิมเข้าเป็นทหาร ประเด็นที่ถกกันในวันนั้นคือ ดวงเฉลิมถูกรับเข้ามาเป็นข้าราชการพลเรือนกลาโหม ในสังกัด สำนักเลขานุการรัฐมนตรี อย่างค่อนข้างพิเศษสุด ๆ คือ รับแล้ว ส่งไปฝึกทหารของกองทัพบกทันที ทั้งที่เขาฝึกกันไปแล้ว 2 อาทิตย์ !!! งานนี้ถ้าไม่เส้นใหญ่จริงๆ ทำไม่ได้ เพราะการฝึกนั้นจะต้องฝึกแต่เริ่มต้น ถ้าจะให้สวยต้องรอฝึกมีนาคมปีหน้า หรือไปฝึกของเหล่าทัพอื่นในเดือนอื่น ในที่ประชุม พลเอก พ.ท่านยืนยันว่าดวงเฉลิมเป็นเด็กดีกว่าพี่น้อง เพระท่านสัมผัสมา แต่พลโท ผ. ซึ่งมีชื่อทางด้านการพูดจาโผงผางกลับบอกขึ้นมาว่า เท่าที่ท่านทราบ เด็กคนนี้แหละเหี้..ที่สุด อ้างว่าท่านก็สัมผัสมาเพราะน้องชายท่านเป็นเสธ.ที่ใหญ่คับฟ้าหรือเสธ. อ. ยังไงเล่า สุดท้ายดวงเฉลิมก็เข้าฝึกทหารจนได้ และได้ที่ 1 ในรุ่นซะด้วย โดยยิงปืนได้ที่ 2 และที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ เมื่อฝึกเสร็จวันพฤหัส วันศุกร์มีคำสั่ง รมว.กห.ให้ดวงเฉลิมติดยศว่าที่ร้อยตรีทันที !!! เร็วขนาดนี้น่าตกตะลึงจริงๆ เพราะปกติข้าราชการพลเรือนกลาโหมฝึกแล้วต้องรอขั้นตอนกว่าจะติดยศอีกราว 1-3 เดือน วันจันทร์ ดวงเฉลิมมาทำงานในตำแหน่งประจำแผนกการเมือง สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี เป็นวันแรก หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายคือ รวบรวมข้อมูลข่าวเปิดจากหนังสือพิมพ์ตอนเช้า ซึ่งต่อมาดวงเฉลิมบ่นให้ผมฟังว่าทำไม่ไหว เพราะต้องรวบรวมตอน 6 โมงเช้า ขณะที่เขาต้องเดินตามผู้ใหญ่ตอนกลางคืนด้วย ผมถูกกำหนดตัวให้เป็นพี่เลี้ยงของดวงเฉลิม เอ จะทำไงดีวะเรา เพราะดวงเฉลิมมาทำงานแบบไม่ใช่ธรรมดา เบ๊นซ์คันเบ้อเร่อมาส่งและรอรับกลับบ้าน ทหารยามเป็นมิตรกับเขาทั้งหมด เพราะพ่อเขามีบารมีกับทหารชั้นผู้น้อยเหล่านี้ มีข่าวลือว่ามีการให้รางวัลเป็นสินน้ำใจจำนวนมากด้วย แต่เมื่อได้สัมผัสจริง ๆ ดวงเฉลิมที่ผอมสูง หน้าตาซื่อ ๆ กลับเป็นคนมารยาทเรียบร้อยถ่อมตน กับผมก็ให้ความนับถือยำเกรง กับหัวหน้าแผนกซึ่งเป็นผู้หญิงดุ ดวงเฉลิมก็แสดงความกลัวอย่างเห็นได้ชัด เราคุยกันไม่บ่อยนัก แต่ผมพาดวงเฉลิมขึ้นตุ๊กตุ๊กไปเลี้ยงที่ท่าพระจันทร์ครั้งหนึ่ง วันนั้นผมพาเขา และนายทหารหญิงน้องใหม่อีกสองคนที่ผมเป็นพี่เลี้ยงด้วยไปทานอาหาร ( ทั้งสองคน เวลานี้เป็นใหญ่เป็นโตยิ่งกว่าดวงเฉลิมเสียอีก ) ที่ร้านอาหารเล็ก ๆ ริมตลิ่งท่าพระจันทร์ ดวงเฉลิมรีบโดดขึ้นตุ๊กตุ๊กทันที โดยไม่เอาบอดี้การ์ดไปด้วย จำได้ว่าอาหารวันนั้นก็พวกหมูสะเต๊ะ ข้าวผัดอะไรพวกนี้ หมดเงินไปสองสามร้อยบาทแค่นั้น ขากลับนั่งแท็กซี่กลับกระทรวง ดวงเฉลิมอยู่ในความดูแลของผมได้อาทิตย์เดียว ก็ขอย้ายไปหน้าห้องรัฐมนตรี อาจเพราะทนทำงาน 6 โมงเช้าไม่ไหว เขาอยู่หน้าห้องเดือนกว่า ผมไม่ค่อยได้เจอเขา แต่จำได้ว่าไปตามเรื่องหน้าห้องรัฐมนตรีที่ล่าช้าครั้งหนึ่ง เขาก็ช่วยตามให้พร้อมกับขอโทษขอโพยที่ทำให้ล่าช้า รู้เรื่องอีกทีเขาก็ย้ายไป ศรภ. ซะแล้ว โยกไปอยู่ บก.สูงสุด นั้นคนละต้นสังกัดกันเลย และไม่ได้เจอกันอีกจนถึงวันนี้ ตอนเขาถูกคดี ผมไม่ได้ไปเยี่ยม แต่ตอนที่ หิมาลัย โดยคดีติดอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม บางเขน ผมเคยพยายามไปเยี่ยมหิมาลัย เพื่อนเสธ.ของผม 2 ครั้ง พร้อมทั้งซื้อมันสมองหมูไปให้เขาและดวงเฉลิมด้วย แต่โชคไม่ดีที่เกิดเรื่องเลยไม่ได้ไปเยี่ยม ครั้งแรกดันไปวันอาทิตย์ เขาห้ามเยี่ยม อีกครั้งรถดันชนซะก่อน ต้องวุ่นเรื่องซ่อมหมดกำลังใจไปเยี่ยม นี่ล่ะครับ ข้อเท็จจริงทั้งหมดเท่าที่ผมเกี่ยวข้อง ส่วนตัวตนที่แท้จริงดวงเฉลิมจะดีหรือเลวอย่างไร ฆ่าดาบยิ้มหรือไม่ ผมไม่อยู่ในฐานะที่จะทราบความจริงหรือวิจารณ์ได้ อย่างไรก็ตาม ชีวิตหนึ่งของเขา ผมถือว่าเคยเป็นน้องผม ผมจะถือเช่นนั้นตลอดไปครับ |