ผมเป็นนายทหารเวรของกรมทหารกรมหนึ่ง ในบก.ทหารสูงสุด สนามเสือป่า วันที่เกิดเหตุพอดี ต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ที่จำได้ โดยไม่คิดจะไปเปิดตำราที่ไหน ผิดพลาดเลอะเลือนบ้างก็เป็นไปได้ แต่จะพยายามเอาแต่เฉพาะที่ตัวเองประสบ ช่วงปลาย ๆ ปี 2534 ผมเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงท่าทีของสื่อที่มีต่อ รสช. จากที่เคยเป็นฮีโร่ ชักอึดอัดใจในการทำงาน เพื่อนคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า ในงานเลี้ยงผู้สื่อข่าวต่างประเทศในห้องอาหาร กรป.กลาง คืนหนึ่ง ผู้สื่อข่าวถึงกับปล่อยพิราบเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพทีเดียว ปี 2535 ผมยังเป็นทหารหนุ่มน้อยยศว่าที่ร้อยตรีอยู่เลย แต่ก็ใกล้จะจบปริญญาโทจากธรรมศาสตร์แล้ว เริ่มสังเกตว่า สื่อและกลุ่มมวลชนต่าง ๆ เริ่มเป็นปฏิปักษ์กับทหารมากขึ้นทุกที ข่าวลือไม่งามเกี่ยวกับพลเอกอิสระพงศ์กับพลอากาศเอกเกษตร มีออกมาเรื่อย ๆ ยังดีที่พลเอกสุจินดาเป็นทหารรูปหล่อ เป็นมิตรกับหลายฝ่าย กระแสจึงยังไม่แรงนัก จริง ๆ แล้วพลเอกสุจินดามีพาวเวอร์มาก พ่อค้าวิ่งเข้าหามาก ผมเคยเข้าร่วมประชุมเรื่องกิจกรรมบันเทิงอะไรสักอย่างที่มีท่านเป็นประธาน พ่อค้าพยายามเลียท่านใหญ่ พอจบประชุมก็วิ่งชิงเข้าหาท่าน ชนกันล้มต่อหน้าต่อตาผมเลย ตอนนั้นทหารส่วนใหญ่ยังรักพลเอกสุจินดา แต่ทุกอย่างพลิกกลับ ตอนที่ท่านรับตำแหน่งนายก "เสียสัตย์เพื่อชาติ" นี่แหละ ทหาร 9 ใน 10 คนรับคำนี้ไม่ได้ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันทั่วไป จากนั้นม็อบก็เริ่มก่อตัวขึ้น จำได้ว่าตอนนั้นคนด่าพรรคมาร 5 พรรคกันมาก แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยด่าผู้นำขบวนประท้วง "ไอ้ลอง..ไอ้ลิต" ทหารค่อนข้างมองอย่างวิตกว่าไม่รู้ว่าพลเอกสุจินดา เข้าใจข่าวกรองขนาดไหน ท่านยังรับมือดอกไม้กำลังใจจัดฉาก โดยไม่กล้าออกไปคุยกับม็อบที่ใหญ่ขึ้นทุกวัน ทหารบางคนเคยบอกว่า ถ้าท่านกล้าขึ้นเวทีของพวกประท้วง เรื่องอาจจะไม่บานปลายขนาดนี้ ไม่ต้องไปกลัวเขาจะลอบยิงหรือรุมกระทืบ เพราะเป็นทหารจะกลัวทำไม ท่านดันเล่นบทกร้าวใส่ฝ่ายตรงข้ามดีกรีแรงขึ้นทุกวัน วันเกิดเรื่อง เป็นวันที่ผมเข้าเวรพอดี ในฐานะทหารเวรนั้นพกปืนสั้น 1 กระบอก กระสุนเต็มสายคาดเอว มีลูกน้องเป็นจ่า 1 คน พลขับ 1 คน ผมใจตุ๋มต่อม เพราะเป็นทีไรเกิดเรื่องทุกที เช่น บางครั้งลูกน้องเมาไปตีกับคนข้างนอก บางครั้งลูกน้องขาดเวรต้องรายงาน บางครั้งไฟดับทั้งตึก แต่คงไม่มีครั้งในตื่นเต้นเท่าวันที่ 18 พฤษภาคม ผมเขียนหน้าสุดท้ายวิทยานิพนธ์เสร็จก่อนหน้าวันนั้น 1 วันพอดี เป็นเรื่องการแก้ปัญหาความขัดแย้งฮินดูมุสลิมของมหาตมะคานธี ยังเขียนกิติกรรมประกาศเลยว่า หนังสือนี้ขออุทิศให้กับการแก้ปัญหาในขณะที่สังคมกำลังขัดแย้งรุนแรงสุดขั้ว วันนั้น ทหารมารายงานตัวคึกคักเพราะประกาศภาวะฉุกเฉินด้วย คืนวันที่ 17 มีการตีกันบ้างแล้ว เผานางเลิ้ง บ่ายวันที่ผมเข้าเวรพลตรีจำลองโดนจับแล้ว แต่ผู้ประท้วงเรือนหมื่นยังประจันหน้ากับทหารที่กำลังใช้แผนไพรีพินาศอยู่ หลังเที่ยงคืนของ เล็กน้อย ข่าวตีกันเริ่มเข้ามา โดยช่างภาพและหน่วยหาข่าวของกรมเปียกมะล่อกมะแล่กเข้ามาในตึก ผมสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาบอกว่ามียิงกันแล้วที่สะพานผ่านฟ้า เขาต้องโดดน้ำหนีเพราะลูกปืนไม่มีตา นี่รักษากล้องถ่ายภาพของหลวงราคาเป็นแสนไว้ได้ก็บุญแล้ว เขากล่าวว่าทหารกำลังจะสลายผู้ชุมนุมคืนนี้ เพราะเกิดการก่อกวนด้วยมอเตอร์ไซค์และมีการเผาสถานที่หลายแห่งกันแล้ว ด้วยความที่กรมอยู่สนามเสือป่า ใกล้ราชดำเนินพอสมควร ผมโทรไปรายงานนายทหารเวรผู้ใหญ่ซึ่งอยู่บ้าน ท่านว่าให้ใจเย็น มีข่าวอะไรก็บอกมา ไม่ยักมีข่าวทางการอะไรมาถึงผม ผมฟังข่าวจากวิทยุสื่อสารจนเบื่อ รู้สึกว่ามันรุนแรงจริง ๆ มีทั้งจู่โจมโรงแรมรอแยล มีทั้งยิงใส่รถเมล์ที่ถูกผู้ก่อการยึด คืนนั้นผมภาวนาให้ทุกอย่างเข้าสู่ความสงบโดยเร็ว อย่าให้มีคนตายมาก และอย่าให้เกิดเรื่องในพื้นที่ที่ผมดูแลอยู่เลย รุ่งเช้าวันที่ 19 ที่สนามเสือป่ายังสงบเงียบ 9 โมง ไม่มี ผบ.ทหารสูงสุดหรือเจ้ากรม มารับการรายงานจากผมเลย ท่านคงยุ่ง ผมออกเวรแล้วโดดขึ้นเเท็กซี่กลับบ้าน ถนนโล่งยังกะเมืองร้าง ทั้งที่ห่างไปอีกไม่กี่กิโล ผู้คนหลายหมื่นพร้อมทหารหลายกองพันปะทะกันอยู่ที่ราชดำเนิน พักเวรนอนยาว เย็น ๆ ดูข่าวยังอนาถใจกับคนถูกถอดเสื้อมัดแขนเป็นหมื่น ๆ คนลากขึ้นรถ ภาพเผากันยิงกันยังกะบ้านป่าเมืองเถื่อน เหตุการณ์ร้ายจบลงในวันรุ่งขึ้น ผมยกมือท่วมหัวเมื่อเห็นภาพในหลวงพาพลเอกสุจินดาและพลตรีจำลองเข้าเฝ้า แม้ทหารจะกุมสภาพได้ เหลือเพียงผู้ต่อต้านที่รามคำแหง แต่ผมรู้ทันทีว่าฝ่ายพลเอกสุจินดาแพ้แน่ด้วยภาพเช่นนี้ และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ...ทรงพระเจริญพระเจ้าข้า หลังเหตุการณื ที่ธรรมศาสตร์มีเวทีอภิปรายบ่อยครั้ง คนมาฟังมหาศาล ข่าวลือว่ามีคนตายเป็นพันคน มีหลายคนนึกว่าผมรู้ความจริง ทั้งอาจารย์ทั้งเพื่อนนักศึกษามาถามผม แต่ผมไม่ทราบหรอกครับ ท่าทีของอาจารย์หลายคนเห็นผมเป็นทหารก็มึนชา มีพูดเหน็บแนมด้วย ( อาจารญ์ธงชัย วินิจจะกูล ก็คนนึงล่ะ ทั้งที่เราสนิทกันพอสมควรในช่วงนั้น ) ผมเคยเจอรุ่นน้องปิดลิฟท์ใส่หน้าทีนึง แต่ไม่เป็นไร เพราะช่วง มิ.ย.- ก.ค.ผมต้องไปธรรมศาสตร์บ่อย เพื่อตรวจรูปเล่มวิทยานิพนธ์และซ้อมรับปริญญา ซึ่งผมก็ใส่คำนำหน้ายศด้วย กระแสเกลียดทหารช่วงนั้นจางลงไปแล้ว ชัยชนะของประชาชนวันนั้นทำให้ทหารกลับกรมกองไปเป็นทหารอาชีพจริง ๆ นานหลายปี การเมืองเป็นเรื่องประสานประโยชน์ของอมาตยาธิปไตยกับนักการเมืองอีกครั้ง แต่อย่างน้อยประเทศก็เข้าสู่ยุคใหม่ที่มีรัฐธรรมนูญที่คนจำนวนมากแลกมาด้วยเลือด คือ นายกต้องมาจากการเลือกตั้งในอีก 5 ปีต่อมา หวังว่าโศกนาฎกรรมแบบแบบปี 2535 จะไม่เกิดอีกครั้งในปีนี้ แต่จะเป็นไปได้หรือ เพราะฝ่ายที่ฮึ่มฮั่มกันดูกระหายเลือดเหมือนไม่เคยตายมาก่อนทั้งนั้น |