พิมพ์หน้านี้
|
การเป็นครูบาอาจารย์ในยุคสมัยที่ใคร ๆ ก็ใคร่จะมีวิชา มีปริญญาประดับกาย ( แม้ว่าตนเองจะโง่สักเพียงไร ) ทำให้ ผู้ที่เกาะกุม Supply ของการศึกษา มีอิทธิพลอย่างล้นหลามต่อชีวิต ต่ออนาคตของลูกศิษย์ และอำนาจนี้เอง จึงเกิดการเหลิงอำนาจ นำไปสู่การที่มีครู/อาจารย์บางคน ก่อเรื่องแบบที่เกิดที่ธรรมศาสตร์ และ ม.อุบล ขึ้น ถ้าเทียบอาชีพอื่น ที่คนนึกว่ามีอิทธิพลมากนั้น ครูอาจารย์มีอิทธิพลต่อศิษย์มากกว่าหลายเท่า หมอ อาจมีอิทธิพลเหนือกว่าคนไข้ แต่ถ้าคนไข้นั้นเปลี่ยนหมอ ก็จบกัน ทหารชั้นผู้ใหญ่อาจมีอิทธิพลเหนือชั้นผู้น้อย แต่ยังไงก็ไล่ออกเขาไม่ได้ ยิ่งกับพลทหารที่เกณฑ์มา ยิ่งไม่กล้าเล่นงานเขา เพราะเดี๋ยวโดนร้องเรียน ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็เหมือนกับทหารชั้นผู้ใหญ่ ถึงจะข่มเหงชั้นผู้น้อย แต่จะข่มเหงได้สักกี่คน ครูอาจารย์นี่สิ หากเลวขึ้นมา อยากข่มเหงลูกศิษย์ ก็สามารถข่มเหงได้ไม่อั้น กี่คนก็ได้ โดยมีเกรดเป็นเครื่องมือ นักศึกษาแต่ละคนถึงแม้จะมีการศึกษาสูง มีครอบครัวดี ฐานะการเงินดี ต่างก็กลัวครูทั้งนั้น หากขัดขืนไม่โอนอ่อน เดี๋ยวก็ดดนกดเกรด กดคะแนน สอบตกโดนรีไทร์ ครั้นจะลาออกก็ไม่ใช่ง่าย ๆ เสียอนาคต เสียเงิน อีกมาก พ่อแม่ก็พลอยวิตกไปด้วย ในยุคสมัยนี้ ครูอาจารย์ยิ่งมีอิทธิพลมาก แต่ความเครียดสูง ปัญหาต่าง ๆ รุมเร้า ไม่รู้จะหาทางออกยังไง เห็นลูกศิษย์เซ็กซี่ แถมเป็นลูกไล่ ก็เลยใช้อำนาจที่มีข่มเหงมากขึ้น เริ่มตั้งแต่เรื่องเบา ๆ เช่น นักเรียนทุกคนต้องเรียนพิเศษเสียเงินให้ตน ไม่งั้นตก เลื่อนขั้นไปจนถึงเป็นข่าวเป็นคราวงามหน้าอย่างที่เรารู้กันดีอยู่ ผู้บริหารหรือครูที่พอจะทัดทานครูหื่นได้ ก็ไม่อยากจะเอาตัวไปยุ่ง หาเงินดีกว่า ความเห็นอกเห็นใจในสิทธิแบบครูบาอาจารย์สมัยก่อนนั้นแทบไม่ค่อยมีเพราะขาดความใกล้ชิดกับเด็ก ทางป้องกันนั้นพอมี เช่น ห้องพักครูต้องไม่ใช่ที่ลับตา หรือครูห้ามตัดเกรดเอง มีคณะกรรมการตรวจข้อสอบอิสะ ส่งนทางแก้นั้น ต้องฟ้องอย่างเดียว ทั้งฟ้องตำรวจและฟ้องสื่อ สมัยก่อนฝ่ายเด็กมักไม่กล้า แต่สมัยนี้ต้องกล้า เพื่อโอกาสที่ดีกว่า และจรรโลงสังคม |