พิมพ์หน้านี้
|
พิจารณายุติธรรมไทยยุคตุลาการภิวัตน์แล้วได้คิด เลยงัดภาพตอนที่ไปเยี่ยมเมืองไคฟง คารวะเปาบุ้นจิ้นมาให้ชม เพื่อเป็นการเทียบเคียงว่ายุติธรรมสมัยโน้นของจีนเมื่อพันปีก่อนนั้นเป็นอย่างไร ภาพแรกก็เบลอเลย เพราะเป็นยามเช้าตรู่ เมืองไคฟง เคยเป็นนครหลวงของราชวงศ์ซ้องตอนใต้ ถึงจะมีกษัติรย์ครองอยู่ แต่งานเวียงนั้นบัญชาการโดยผู้ว่าราชการ ซึ่งก็คงเทียบได้กับอภิรักษ์ปัจจุบัน ผู้ว่านั้นมีสิทธิ์ตัดสินคดีความไปด้วยเลยมีอำนาจล้นเหลือชนิดฮ่องเต้ก็เกรงใจ แต่ไม่รู้เกรงใจอีท่าไหน ในรอบร้อยปีที่เป็นเมืองหลวง เปลี่ยนผู้ว่าไปร้อยหกสิบคน คนที่อยู่นานสุดก็แค่สามปีกว่า ท่าจะทุจริตกันมากมั้ง
ทะเลสาบหน้าศาลาว่าการไคฟง มีคนกำลังจับปลากันอยู่
อาหมวยคนนี้ยืนอยู่หน้าซุ้มประตูหน้าทะเลสาบ ที่ยังมีหมอกระเรื่อ
แล้วเธอก็มาซบอกผม หน้าเมืองจำลองที่เราจะเข้าไปชมกัน อิอิ
ข้างในเมืองจำลองหรือศาลาว่าการของเปาบุ้นจิ้น บรรยากาศดีมาก ของจริงสูญสลายไปแล้ว แต่ทางการจีนต้องการเงินจากนักท่องเที่ยวเลยสร้างเมืองนี้ขึ้น ตี๊ต่างว่าเป็นที่ทำงานของท่านเปา
จะไปหาท่านก็ต้องลั่นกลองร้องทุกข์กันหน่อย
เครื่องประหารหัวต่าง ๆ ทุกท่านคงทราบดี ทางขวานั่นหัวหมา เอาไว้หั่นคอไพร่ราษฎณธรรมดา พวกที่ชอบปลุกระดมสร้างความวุ่นวายแก่บ้านเมืองจะโดนอันนี้ ตรงกลางนั้นเอาไว้ให้เชื้อพระวงซ์ พวกท่านอ๋องทั้งหลาย อันซ้ายเป็นหัวเสือ มีไว้ฉับฉับพวกขุนนางฉ้อราษฎร์ โกงชาติโกงแผ่นดิน
อย่างที่บอก ผู้ว่ามีหลายคน คนนี้ชื่อโอวหยาง เป็นคนที่ใจดีที่สุด คืออยู่บนบัลลังก์ปีกว่าไม่เคยประหารใครเลย นักโทษยิ้มกริ่ม ผมก็ยิ้ม
ยิ้มไม่นาน นี่ ต้องเจอคนนี้ ภายในสองปีกว่า ท่านประหารไปหลายร้อย เปาบุ้นจิ้นผู้ซื่อสัตย์
มีพระอาทิตย์ทรงกลดนอกตำหนักเสียด้วย เป็นสัญลักษณ์ให้เห็นว่าที่นี่เที่ยงธรรมจริง
อาคารในเมืองจำลองมีหลายหลัง สวยด้วยสถาปัตยกรรมทั้งนั้น
ภาพนี้มาจากเรื่องเด่นของนิทานเปาบุ้นจิ้น คืออาม่าหอบเสื้อเปื้อนเลือดผัวที่ตายมาร้องเรียนความยุติธรรมจากท่านเปา
เวลา 9 โมงตรง ผมขึ้นไปบนเชิงเทิน เพื่อชมพิธีเปิดศาลธงทิวไสว
เปาบุ้นจิ้นรับสาส์นตราตั้งเป็นเจ้าเมืองไคฟง จากมหาขันทีเสนาบดีของฮ่องเต้
รับยังไม่ทันหายดีใจ อ้าวทางด้านซ้ายมือ มีหญิงสาวนำลูกมาร้องเรียนให้ชำระคดีความเสียแล้ว
ท่านเปาบุ้นจิ้น ก็เลยต้องเดินกลับศาล เพื่อว่าการให้ความยุติธรรมสถิตย์อยู่คู่โลกา |