พิมพ์หน้านี้
|
เริ่มมาจากบทสนทนาที่คุยถึงรุ่นพี่คนหนึ่งในคณะเมื่อนานมาแล้ว “ไอ้นี่มันหลานหมอบุญส่ง เลขะกุลนะ” รุ่นพี่อ้างถึงรุ่นพี่อีกคนหนึ่ง “เอ๊ะ หมอบุญส่ง ชื่อคุ้นๆ ใครนะพี่” ฉันถาม “ที่เค้าเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติไง เขีียนหนังสือดูนกน่ะ” พี่ตอบ ![]() ภาพหนังสือ Bird guide Thailand เล่มนี้ฉายพรึ่บในหัวทันที ก็จำมันได้ตั้งแต่ตอนที่บิดาของฉันได้แสดงความสนใจในกิจกรรมดูนก สมัยฉันยังเรียนมัธยมอยู่ บ้านเราจึงมีของอย่าง กล้องส่องทางไกลรุ่นใหม่ ทั้งแบบสองตา และแบบเป็นท่อยาวๆ ซึ่งเวลาไปวางที่ไหน ชาวบ้านจะสนใจเป็นอย่างมากและถามว่าทำอะไร จนบางครั้งบิดาต้องตอบแกมตลกว่า ส่องทำถนนครับ (ถ้าตอบว่าดูนก จะมีคำถามต่ออีกไม่รู้จบ…ดูทำไม ดูนกอะไร) แล้วก็มีเทปบันทึกเสียงนกร้องและเสียงธรรมชาติประเภท “Nature sounds” จำนวนมาก (ไว้ฟังแทนเพลงในรถ) มีหนังสือเกี่ยวกับนก รวมทั้งเจ้าเล่มข้างๆนี่ แล้วก็สัญลักษณ์ของหน่วยงานที่ชื่อว่า “ชมรมดูนกกรุงเทพฯ” (ภายหลังเปลี่ยนเป็น สมาคมอนุรักษ์นกแห่งประเทศไทย) เริ่มปรากฏบนสิ่งของจำพวก เป้สะพายหลัง หมวกของบิดา และในรูปแบบสติกเกอร์ เสาร์อาทิตย์ไหนที่ฉันติดตามบิดาไปด้วย ก็จะได้ไปสถานที่อย่างบางปู ชานเมืองที่มีหนองน้ำ จนไปถึงการเดินทางไปเขาใหญ่กับชมรมฯ ฉันเริ่มได้ยินชื่อพันธุ์นกต่างๆ เมื่อท่านได้ยินเสียงนก หรือเห็นนกแว้บๆ หรือใช้กล้องส่องดู เมื่อทบทวนสิ่งต่างๆ ที่เชื่อมโยงต่อมาจากชื่อ ของหมอบุญส่ง เลขะกุล ได้แล้ว ฉันก็ตอบกลับรุ่นพี่คนนั้นในทันใดว่า “อ๋อ หนังสือดูนกที่มีรูปนกทั้งประเทศเลยใช่มั้ยพี่” ฉันตอบ ปิดการสนทนา จากการรำลึกถึงหมอบุญส่งแบบผิวเผินบางเบามากครั้งนั้น จนมาถึงเดือนธันวาคมปีที่แล้ว(น่าจะประมาณสิบปี) นิตยสารสารคดีหน้าปก 100 ปี นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าฉันบนแผง ฉันรีบ แสดงความจำนงในการเป็นเจ้าของมัน ด้วยสิ่งสมมติที่เรียกว่าเงินตราโดยฉับพลัน ฉันนำมันติดตัวไปอ่านในร้านนำ้ชาแห่งหนึ่งและตั้งหน้าตั้งตาอ่าน บทความเล่าถึงความเป็นมาของหมอบุญส่ง ผ่านความทรงจำของคนหลายๆคน รอบๆตัวท่านเป็นข้อมูลที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อน ทุกหน้าที่อ่าน สร้างความอึ้ง ทึ่ง และศรัทธาในตัวท่านเป็นอย่างมาก ![]() ท่านคือคนที่"อยาก" "กล้า" และ"ได้" สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ให้กับสังคมไทย ในด้านทรัพยากรส่ิงแวดล้อมเป็นอย่างมาก ฉันไม่เคยสนใจจะรู้เรื่องพวกนี้มาก่อนเลย... จากนายแพทย์ที่มีกีฬาโปรด "ล่าสัตว์" ซึ่งเป็นกีฬาที่ฉันจัดว่าป่าเถื่อน ท่านกลายเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติคนแรกของประเทศ และบัญญัติคำว่า Conservation เป็นภาษาไทยได้อย่างไรกัน? มีบทความเล่าเรื่องของท่านโดยละเอียดอยู่มากมายหาอ่านได้ในอินเตอร์เน็ท ที่ฉันอยากให้คุณๆได้อ่านกัน หากสนใจ แต่ฉันสรุป ย่อ เติม และคัดลอกย่อหน้าเพื่อให้ได้ใจความคร่าวๆ รวมลงในเอ็นทรี่นี้ แม้จะยาว แต่ก็อยากให้คุณๆได้อ่านอย่างผ่านๆก็ยังดี ไม่อยากให้ละเลยไป เหมือนกับที่คนส่วนมาก(อาจจะคนรุ่นใหม่ๆ) ไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับตัวท่าน รวมทั้งฉัน ... เมื่อยุคก่อนสงครามโลก ความคิดที่ว่า "ป่าไม้มีวันหมด" เป็นประโยคที่ไม่เคยมีอยู่ในหัวและไม่มีใครคิดว่ามันจะเป็นไปได้ในสมัยนั้น ส่วนการนิยมไพรและล่าสัตว์ ก็มีกฏกติกาที่เป็นสากลและใช้กันอย่างเคร่งครัด เช่น ล่าได้แต่ตัวผู้ที่เต็มวัยเท่านั้น ห้ามล่าตัวเมีย หรือลูกสัตว์เป็นอันขาด และล่าแต่สัตว์ที่สมบูรณ์(โดยเฉพาะเขา) เพื่อนำสัตว์ไปศึกษา ผู้ล่าจึงต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ป่า ต้องตามรอยเท้าสัตว์เป็นเวลานาน (และสมัยนั้นการเข้าป่าก็มิได้สะดวกสบายเช่นทุกวันนี้) กว่าจะรู้ตัวของสัตว์และเข้าใจพฤติกรรมของมัน เมื่อล่าแล้วสัตว์บาดเจ็บ ผู้ล่าต้องล้มสัตว์ให้ได้ มิใช่ยิงทิ้งยิงขว้าง การล่าผิดเช่นโดนตัวเมีย หรือล้มสัตว์ไม่ได้ เป็นความผิดที่มีระดับการ “ยอมรับไม่ได้” อย่างสูงในสังคมล่าสัตว์ (แม้ว่าแม้จะโดยกติกาแล้ว…มันก็คือการตัดชีวิตผู้อื่นอยู่ดีล่ะน่า!) อีกประการหนึ่ง ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ป่า ก็ต้องระวังชีวิตตนและบ้านเรือนจากสัตว์ป่า การพึ่งนายพรานให้ล่าสัตว์ได้จึงอยู่ในวิสัยเพื่อความปลอดภัย (สัตว์ตัวสุดท้ายที่ หมอบุญส่งต้องล้ม คือช้างพลายตกมัน ที่เหยียบชาวบ้านตายไปสองคน ท่านใช้เวลา หลายวัน ตากแดดตากฝนนอนอยู่กับมัน กว่าจะล้มมันได้-ด้วยความเศร้าใจเป็นอย่างยิ่ง) ![]() ![]() ![]() ความชำนาญอันเกิดจากการเที่ยวป่าและติดตามสังเกตพฤติกรรมของสัตว์ป่า มานานปี ประสบการณ์ ตรงที่หมอบุญส่งได้รับจากการเที่ยวป่าและล่าสัตว์ ต่อมาภายหลังได้เกิดเป็น ตำราสัตวศาสตร์ที่ท่านเขียนขึ้นไว้มากมายอย่าง ที่ไม่เคยมีใครเขียนมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในเมืองไทย (Mammals of Thailand) คู่มือดู นก (Bird Guide of Thailand) ที่ได้รับความเชื่อถือ และยอมรับจากทั่วโลก - เวอร์ชั่นแรกท่านเป็นคนวาดรูปนกเองทั้งหมดด้วย รวมทั้งบทความเชิงวิชาการเกี่ยวกับป่าไม้ และสัตว์ป่าอีกจำนวนมาก ... จะมีใครเล่าที่รู้เรื่องกระทิงได้ดีไปกว่าผู้ที่เฝ้าติดตามรอยของมันไปเป็นวันๆ? ผ่านทั้งป่าโปร่งและดงดิบกว่าที่จะเข้าถึงตัวกระทิงได้ ใครจะได้เห็นพฤติกรรม ของฝูงนกเขาเปล้านับร้อยนับพันที่ลงกินน้ำกลางโป่งน้ำซับ นอกจากคนผู้ซุ่มซ่อนในพุ่มไม้ริมโป่งอย่างเงียบกริบ? แล้วการล่าสัตว์ก็เปลี่ยนไปหลังสงครามโลก เมื่อมีอาวุธ และพาหนะที่เหลือจาก สงคราม ถนนที่เพ่ิมขึ้นหลายสายในประเทศ... หมอบุญส่ง สังเกตดูด้วยความเป็นห่วง ![]() ![]() ท่านและนักนิยมไพรอีกหลายท่านได้ก่อตั้ง "นิยมไพรสมาคม" ด้วยจุดยืนส่งเสริมและเรียกร้องให้มีการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ในยุคสมัยที่ทรัพยากรธรรมชาติทั้งป่าและล่าสัตว์ยังคงอุดมสมบูรณ์ การพูดถึงการรักษาป่า รักษาสัตว์ จึงกลายเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระที่ไม่มีหน่วย งานใดให้ความสนใจ ตัวคุณหมอบุญส่งเองก็ถูกค่อนแคะวิพากษ์จากกลุ่มพราน คนเมืองผู้นิยมการล่าสัตว์เป็นชีวิต รวมทั้งผู้ที่ เกรงว่าจะสูญเสียผลประโยชน์ ชีวิตวัยหนุ่มเมื่อครั้งออกเที่ยวป่าล่าสัตว์ กลายเป็นที่มาของคำโจมตีว่าคุณหมอ รักษาสัตว์ป่าเอาไว้ให้พวกเดียวกันเอง รวมไปถึงการตราหน้าว่าเป็นนักบุญใจบาป การต่อสุู้ในเชิงอนุรักษ์ของคุณหมอเป็นไปอย่างโดดเดี่ยว ทว่าเสียงวิพากษ์ วิจารณ์ความไม่เข้าใจของผู้คน ตลอดจนการทำงานที่ขาดความร่วมมือจากรัฐ ก็ไม่ได้ทำให้คุณหมอบุญส่งหมดกำลังใจหรือท้อแท้แต่อย่างใด กลับยิ่งกระตุ้นเตือน ให้คุณหมอเร่งปูพื้นฐานงานอนุรักษ์ และสร้างกระแสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าใจ ถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ เข้าใจถึงคุณค่าของป่าและสัตว์ป่าเพิ่มมากขึ้น ![]() ห้องโถงขนาดใหญ่ในบ้านพักของคุณหมอบุญส่งเองได้กลายเป็นสำนักงานของ นิยมไพรสมาคม รวมทั้งจัดแต่งห้องขึ้นในลักษณะของพิพิธภัณฑ์ทางธรรมชาติวิทยา กิจกรรมของนิยมไพรสมาคม เกิดขึ้นอย่างมากมาย ท่านออกเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ ธรรมชาติของป่าและสัตว์ป่า เพื่อปลูกฝังนิสัยรักและหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติให้ แก่ประชาชนทั่วไป เดินทางไปบรรยายประกอบการฉายสไลด์หรือภาพยนตร์ชีวิตสัตว์ ที่ถ่ายทำเองตาม ตามโรงเรียน มหาวิทยาลัย วัด ทั่วทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด (หลายๆสมาคมที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ รวมทั้ง "ชมรมดูนกกรุงเทพ" ก็คือการก่อตั้ง ของลูกศิษย์หมอบุญส่งและสมาชิกนิยมไพรสมาคมนั่นเอง) บทความของท่านก็กระตุ้นให้สังคมและรัฐบาลยุคนั้นเห็นความสำคัญ ของการสงวนรักษาธรรมชาติเช่นในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ นิตยสารชัยพฤกษ์ โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่า ฯลฯ แม้ว่าการทำงานของท่านจะอยู่ในสมัยที่บ้านเมืองตกอยู่ในระบบเผด็จการ และอำนาจมืด ท่านก็ยังคงปฎิบัติหน้าที่ของนักอนุรักษ์อย่างเต็มกำลัง ท่านได้นำคณะกรรมการของนิยมไพรสมาคมเข้าพบนายกรัฐมนตรีถึง 2 ครั้ง 2 คน ใน 2 รัฐบาล ทั้งจอมพลสฤษดิ์ และจอมพลถนอม และท่านได้เข้าไปพูดต่อส.ส. ขอให้นักการเมืองเหล่านั้นช่วยกันสนับสนุน พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า กับ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติให้ออกมา หลังจากการรณรงค์เรียกร้องในรูปแบบต่างๆ ด้วยความอุตสาหะครั้งแล้วครั้งเล่า เช่นลากเขาสัตว์อันเบ้อเร่อเข้าไปเคาะประตูสภา ("กระไดไปล่อ"ประธานสภา ของ ส.ว.การุณ เมื่อปี 49 กระจอกไปเลย) ความสำเร็จก้าวแรกของนิยมไพรก็บังเกิดขึ้น เมื่อสภาผู้แทนได้ผ่าน พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าออกมาในปี พ.ศ. 2503 และในปีถัดมาก็ออกพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติตามมาอีก 1 ฉบับ ผลที่ตามมาก็คือ มีการประกาศพื้นที่บางแห่งให้เป็นป่าอนุรักษ์ ในรูปของอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า รวมทั้งวนอุทยานและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอีกมากมาย ที่รู้จักกันอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่หมอบุญส่งเป็นคนขีดเส้นกำหนดเขตเอง โดยรวมพื้นที่ส่วนตัวของท่านเองให้อยู่ในเขต ให้ตกเป็นสมบัติของชาติไปด้วย (ตรงข้ามกับเขายายเที่ยงเสียนี่กระไร!) ถ้าสัตว์ป่ายังล่าได้ตามใจปรารถนา พื้นที่ป่าไม่มีการสงวนไว้ (อย่างน้อยก็ด้วยกฏหมายระดับพระราชบัญญัติ) ลองจินตนาการดูว่าประเทศไทยจะมีสภาพเป็นเช่นไรในปัจจุบัน นอกจากกฏหมายสองฉบับที่ท่านได้ฟันฝ่ามาให้คนไทยด้วยความยากลำบาก "สำนึกในการอนุรักษ์" ก็คือมรดกยิ่งใหญ่ ที่ท่านได้มอบไว้ให้กับเรา (ถ้ายังมีกันอยู่) http://www.boonsongconservationthailand.com/ Tag ขอเชิดชูสามัญชน ... คนที่เราเคารพ ศรัทธา ได้อย่างเต็มหัวใจของฉัน ตอบ คุณปฏิจจชน http://www.oknation.net/blog/patijjachon/2008/02/10/entry-1 (เกือบลืม) ส่ง Tag ต่อ missnorah และ hesse04 ค่ะ เรื่องจาก นิตยสารสารคดี / http://www.thailandoutdoor.com/JungleandSea/Boonsong/boonsong.html ภาพทั้งหมดจากเว็บทางการของนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ์ |