วันพุธ ที่ 30 เมษายน 2551
ขอบฟ้าจาก 5 ทะเล: ฐากูร โกมารกุล ณ นคร
Posted by
รวินทร์
,
ผู้อ่าน : 85
, 22:55:19 น.
พิมพ์หน้านี้
|

หากมีคำถามว่ายามนึกถึงทะเล สิ่งแรกที่เราคิดถึงคืออะไร?
คำตอบของใครหลายคน อาจมีตั้งแต่ฟ้าใส หาดทรายสีขาว ระลอกคลื่นพลิ้วยาว หรือความเหงาที่มากับทะเล
แต่สำหรับเรายามนึกถึงทะเล ทุกครั้ง กลับคิดถึงเสี้ยวหนึ่งจากบทกวีของอังคาร กัลยาณพงศ์ ที่ประภัสสร เสวิกุล อ้างถึงจากเวลาในขวดแก้ว หนังสือที่เราชอบฝังใจสมัยวัยเยาว์
'...ตระการใจอ่าวอ้อมชเลลิบ ใสอย่างแสงพลอยหยิบเล่นได้ น้ำเงินร่วมเทาทิพย์มรกต สดอย่างจิตรกรรมไซร้ โลกไล้สีสรวง'
ในบทกวีมีทะเล หรือในทะเลมีบทกวี? แต่ทั้งสองสิ่งกลับมาผสานกันตรงเส้นขอบฟ้าที่ทะเลทั้ง 5 ของฐากูร โกมารกุล ณ นคร กวีที่มีทะเลในหัวใจ
เคยหลวมตาพาใจไปอ่านสารคดีของฐากูร ในอสท.อยู่หลายครั้งและคิดว่า ทั้งชื่อ นามสกุล สำนวนการเขียน มุมมองต่อการเดินทางอย่างละเมียดละไมและเข้าใจชีวิตที่พบเจอระหว่างทางเช่นนี้ คนเขียนน่าจะอายุประมาณ 40 แต่เมื่อเส้นทางการงานได้ทำให้มาเจอ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นชายหนุ่มอายุเพียง 30 ต้นๆ เท่านั้น
หลังจากเที่ยวทะเลครั้งล่าสุด ได้มีโอกาสหยิบหนังสือเล่มนี้มานอนอ่าน แล้วพบว่าไม่เพียงทำให้รู้ข้อมูลทั้ง 5 ทะเล (เกาะหมาก,เกาะสุรินทร์,เกาะพระทอง,เกาะเสม็ด และเกาสมุย) เพิ่มขึ้นเท่านั้น หากยังเพิ่มมุมต่างผ่านสายตานักโชนทาง ทั้งยังทำให้เรารู้จักฐากูร และมุมมองของต่อทะเลที่เขารักมากยิ่งขึ้น
'บางถ้อยคำของทะเล' ที่ฐากูรได้เล่าถึงทะเลของเขาให้เราฟัง
โดยใดก็ตาม ผมเชื่อว่าทะเลไม่ได้มีเพียงกรวดทราย ริ้วคลื่น และแดดใส...
ผมรู้จักทะเลครั้งแรกก็ด้วยยายจูงมือกระเตงลงเรือข้ามไปเยี่ยมพ่อจากบ้านในเมืองมาอยู่เกาะแห่งหนึ่งกลางทะเลระยอง เวลา 3 ชั่วโมงกว่าๆ บนรถทัวร์จากเอกมัยนั้น เหมือนยาวนานไม่สิ้นสุดสำหรับเด็กที่ไม่เคยจากบ้านและที่สำคัญ ไม่ได้ดตกับพ่อมาตั้งแต่เกิด...
ทะเลสายวันนั้นเหมือนสัญลักษณ์ของความห่างไกล และเด็กคนนั้นก็ไม่เห็นความงามของมันเลยสักนิด ด้วยใจจดจ่ออยู่กับหน้าเข้มๆ ขงงพ่อที่รออยู่บนเกาะ เราข้ามฝั่งราวชั่วโมงกว่า และอยู่ที่อ่าวเงียบๆ แห่งนั้นไม่กี่ชั่วโมง...
แม้พบเจอพูดคุยตามประสาพ่อลูกเพียงไม่นาน แต่ผมก็จำโมงยามเหล่านั้นได้ไม่ลืม ทะเลหน้าหาด ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นในความรู้สึก เมื่อมีคนอย่างพ่อมาอยู่ใกล้ๆ
มองกลับไปจากวันนี้ ผมคิดว่าความคาดหวังนั่นเองที่เรามักตั้งขึ้นก่อนจะทำความรู้จักกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือสถานที่แห่งไหนก็ตาม เมื่อดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง มันก็ไม่เหลือที่ว่างพอจะวางภาพอื่นๆ อันเป็นจริงเป็นจังลงบนความทรงจำ
เติบโตขึ้น ผมเดินทางสู่ทะเลอีกหลาย ๆ ผืน บางแห่งเต็มไปด้วยสีสีนของผู้คนอันน่าหลงใหล ขณะที่อีกหลายแห่ง ความงดงามที่แท้ของทะเลกลายเป็นผู้เล่าเรื่องมากกว่าตำนานคน
ผมเคยเห็นดวงตาอ่อนโรยของลูกเรือหาปลาอันทุกข์ยาก ที่เหน็ดเหนื่อยหลังจากรอนแรมกลางทะเลกว่าครึ่งเดือน
เคยนั่งร่วมวงเบียร์มองน้ำสวยๆ วิบวับแดดบ่ายกับเจ้าของรีสอร์ตแสนเก๋ในเสียงหัวเราะที่มีแต่คำว่ากำไรกับขาดทุน
เคยลอบมองยามเย็นอันโรแมนติกของหนุ่มสาวที่จูงมือเดินเล่นบนหาดทราย ขณะที่บางเช้าก็ตื่นขึ้นมาเพื่อพบว่าใครบางคนนั่งร้องไห้เงียบๆ ทิ้งหยดน้ำตาลงทะเลมาข้ามคืน
เช่นนี้เอง ผมจึงเชื่อว่าทะเลไม่ได้มีเพียงกรวดทราย ริ้วคลื่น และแดดใส...
---------------------------------------------------------
เพียงอ่านถ้อยคำจากบทเสมือนคำนำนี้จบ ก็รู้สึกอิ่มจนแทบไม่ต้องเปิดอ่านเรื่องราวด้านใน (ที่อิ่มเนี่ย เพราะทานขนมไปอ่านไประหว่างอ่าน) แต่เดี๋ยวคนเขียนจะน้อยใจว่าเขียนมาเป็นร้อยหน้า มันอ่าน 3 หน้าแล้วมามุขเลยพลิกหน้าต่อไป จนได้พบกับข้อความละมุนใจหลายบรรทัด เลยนำมาฝากไว้ให้ใจอุ่นกัน
-บางครั้งบางคราแววตาของคนเราก็มีเรื่องราวและความรู้สึกแตกต่าง ใครบางคนบอกว่าหากเราอยากเห็นหัวใจคนอื่น ให้เราใช้แววตาประเภทเดียวกันจ้องมอง...-
จากบทเกาะหมาก ลึกลงไปในแววตาผู้มาเยือน
-บางทีโลกแท้ๆ ก็อาจไม่ต้องการอะไรมาก จะเปลี่ยนแปลง ปะปน หล่อหลอม หรือลบเลือน อาจต้องการแค่ในวันที่ลืมตาแล้วยังได้เห็นว่าแดดจัดจ้า แผ่นฟ้าและผืนน้ำยังเป็นสีเดิม-
จากบท(เกาะ)สุรินทร์ผืนน้ำ แผ่นฟ้า เท่าที่ดวงตามองเห็น
-ความเปลี่ยนแปลงเมื่อมีที่ทางและการดูแลก็อาจเป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับและปรับตัว อาจเพราะโดยแท้โลกนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยเหลี่ยมมุมเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งให้เราเลือกเอง ดีที่สุด คือเราควรยอมรับและมองโลกให้กลมอย่างที่มันเป็น-
จากบทเสม็ด รอยทางระหว่างเรา เคล้าหล่นบนผืนทราย
-จริงๆ แล้วเรามาไกลกันแค่ไหน ทั้งธรรมชาติ ทั้งภายในจิตใจตัวเราต่างก็ต้องการการหันหลังกลับ เพียงสักครู่ หันหลัง นั่งลง หยุดพัก และใส่ใจ เพียงเพื่อจะรับรู้ว่าหนทางที่เราจากมา ยาวไกลเท่ารนั้นอาจไม่สำคัญ แต่มันอยู่ที่ก้าวแรกเช่นกัน ที่จะย้อนกลับไปหาคุณค่าเดียวกันกับตอนที่เราใช้ก้าวแรกย่างเดินจากมา-
จากบทสปาสมุย จุดหมายสู่ภายในอันเปี่ยมพร้อม
แอบได้ยินคนสนิท เรียกฐากูรสั้นๆ ว่า "เล" ไม่รู้ว่ามาจาก ชเล ทะเล มัณฑเลย์?..ชวนให้ลองเข้าไปไถ่ถามเจ้าตัวกันได้ที่ http://mundalayla.multiply.com
หรืออยากพักสายตาอ่านบทกวีของพี่เลในอสท.ก็ที่นี่เลย http://www.osotho.com/th/content/index.php?myGroupID=1&action=cms1&myLeftMenu=1
ยังไม่หมดเท่านี้พี่ชายคนนี้สวมหมวกหลายใบ (แต่ใจเดียวนะคะ) ชอบกินเป็นชีวิตจิตใจ ตามอ่านได้ในคอลัมน์ชวนชิมริมทาง จาก อสท.เช่นเดียวกัน http://www.osotho.com/th/content/index.php?myGroupID=8&action=cms1&myLeftMenu=8
ปัจจุบันพี่เล เป็นนักเขียนประจำที่นิตยสาร อสท. และเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับการเดินทางในนิตยสาร MIX นามปากกาแรมชเล
เป็นช่างภาพ(รัก)อิสระ และอื่นๆ อีกมากมาย ตามแต่ใครจะใช้ให้ทำ มีผลงานเขียนเกี่ยวกับการเดินทาง 2 เล่ม คือเมืองผ่านที่จารจำ และขอบฟ้าจาก 5 ทะเล (จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สายธาร)
ล่าสุดยังเห็นมีความสุขอยู่กับการเดินทาง พูดคุยกับผู้คนระหว่างทางที่เดิน และหน้าบานเสมอเวลาเจอของกิน
กวีของพี่ชเลที่เขียนในอสท.เล่ม 8 มีนา 2548 อ่อนแอและซึมเซา อย่าคาดเดาว่าเดียวดาย แนบซบกับเนื้อทราย คล้ายจุดหมายถูกจอดวาง ละม้ายคล้ายเปล่าเปลี่ยว หันแลเหลียวล้วนที่ว่าง แท้ใจยังเดินทาง อยู่เงียบเงียบสงบงัน
มีหยุดก็มีย่าง ยิ่งเห็นทางยิ่งถักฝัน บนโลกใบเดียวกัน อาจบางคนหยุดเดินทาง หยุดเพื่อจะย่างต่อ หรือคอยรอความเคว้งคว้าง พักพิงเพื่อผ่านทาง หรือปล่อยวางลมหายใจ
|