พิมพ์หน้านี้
|
ตลาดสามชุก ๑๐๐ ปี แว่วสำเนียงอดีตริมน้ำท่าจีน เรื่องและภาพโดย ชาธร สิทธิเคหภาค ท่ามกลางท้องทุ่งราบเจ้าพระยาอันกว้างใหญ่ ที่เปรียบเสมือนเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของเมืองไทยมาช้านาน นี่คือดินแดนของผืนนาเขียวขจีและลำคลองน้อยใหญ่หลายสาย ซึ่งหลากไหลหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตผู้คนสองฟากฝั่งให้คงอยู่ วัฒนธรรมที่ผูกพันกับสายน้ำลำคลองได้เอื้อให้เกิดการลงหลักปักฐานตั้งเป็นชุมชนริมน้ำกระจายอยู่ทั่วไป หากเราจะมองย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว นั่นคือยุคที่คำว่า ถนน ยังไม่เป็นที่รู้จักกันดีเท่ากับคำว่า ลำคลอง เพราะสายน้ำได้แสดงบทบาทเป็นพระเอก ของทุกสิ่ง ตั้งแต่แหล่งน้ำกินน้ำใช้ ซักล้าง เส้นทางสัญจร และอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน ตลาดสามชุก แห่งอำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี คือชุมชนริมน้ำที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภาคกลางเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว ในช่วงเวลานั้นเข็มนาฬิกาของคนไทยเรายังเดินเร็วไม่เท่าปัจจุบัน ผู้คนจึงสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเนิบช้าตามจังหวะของสายน้ำที่ไหลไปเอื่อยๆ ที่นี่คือชุมชนชาวจีนอันคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งบนเส้นทางของแม่น้ำท่าจีน หรือที่คนสุพรรณบุรีรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่าแม่น้ำสุพรรณบุรีนั่นเอง กาลเวลาได้ล่วงไป เมื่อการมาถึงของถนนเทียบได้กับการมาถึงของความเจริญ การคมนาคมทางน้ำผ่านตลาดสามชุกก็เริ่มซบเซาลง โชคยังดีที่ตลาดแห่งนี้กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นอีกครั้งเพราะคนในชุมชนรวมตัวกันเข้มแข็ง และไม่ละทิ้งถิ่นฐานของบรรพบุรุษไปเหมือนกับที่อื่น ประกอบกับระยะทางที่อยู่ไม่ห่างจากเมืองหลวงมากนัก ยิ่งสะดวกในการนำนักท่องเที่ยวต่างถิ่นเข้ามาสัมผัสกลิ่นอายของอดีตที่ยังคงอบอวลอยู่ในทุกอณูอากาศของตลาด 100 ปีแห่งนี้ คำว่า ตลาดสามชุก กับคำว่า การท่องเที่ยววันหยุดสุดสัปดาห์ จึงกลายเป็นของคู่กันไปเสียแล้วในปัจจุบัน และหากเราได้เข้าไปเดินเที่ยวตลาดสามชุกกันในวันนี้ ก็จะเห็นความจริงในบางสิ่งว่า มีผู้คนทุกเพศทุกวัยต่างมาเยือนสามชุกเหมือนๆ กัน นั่นอาจเพราะว่าสามชุกมีเสน่ห์ เป็นเสน่ห์ของภาพอดีตอันมีชีวิต และสามารถพาใครหลายๆ คน ย้อนกลับไปนึกถึงวัยเด็กอันแสนสนุกและน่าจดจำ เพียงระยะเวลาขับรถสบายๆจากกรุงเทพฯไม่เกิน 2 ชั่วโมง ผ่านตัวเมืองสุพรรณบุรีมาอีกแค่ 33 กิโลเมตร เราก็จะมาถึงตลาดสามชุกได้อย่างไม่ยากเย็น ก่อนถึงตัวอำเภอสามชุก ภาพที่เห็นอยู่ดาษดื่นสองฝั่งถนนก็คือท้องทุ่งนาเขียวสด ซึ่งบ่งบอกได้พอเลาๆว่า เมืองสุพรรณฯมีความอุดมของน้ำท่าไม่เคยเปลี่ยน ยิ่งวันนี้มีคลองชลประทานเข้าช่วย หลายท้องที่ของสุพรรณฯ เลยทำนาได้ถึง 3 หนต่อปี จากหน้าที่ว่าการอำเภอสามชุก ซึ่งอยู่ติดกับทางเข้าตลาด เราจะเริ่มสัมผัสได้ถึงโลกอีกโลกหนึ่งซึ่งซ้อนทับอยู่กับมิติแห่งความทันสมัยในปัจจุบัน ที่นั่นมีสภาพเป็นอาคารไม้เรือนแถวตลาดแบบโบราณของชาวจีนอพยพ โดยนิยมปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัยในชั้นบน พร้อมกับเปิดชั้นล่างเป็นร้านขายของ ตามนิสัยขยันทำมาหากิน เรียกว่าเป็นโฮมออฟฟิศยุคแรกๆ เลยกว่าได้ เรือนแถวเหล่านี้ผ่านกาลเวลามาไม่น้อยกว่าสามชั่วอายุคน นั่นคือร่องรอยของอดีตอันเต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวและจิตวิญญาณ ซึ่งคุณปู่ ฃคุณย่า คุณตา คุณยาย ของสามชุกพร้อมจะบอกเล่าให้เราฟังด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ผมเห็นเด็กน้อยน่ารักน่าชังพร้อมแม่ปั่นจักรยานผ่านป้ายตลาดสามชุก 100 ปี เข้าไปในถนนเลียบนที ซึ่งเปรียบเสมือนถนนรับแขกของตลาดสามชุก แต่สิ่งที่ทำให้ต้องหยุดกึก ก็คือกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟโบราณร้าน ท่าเรือส่ง ซอย 1 จึงอดไม่ได้ที่จะต้องเข้าไปขอดื่มคลายร้อนสักแก้ว บรรยากาศภายในร้านเรียกว่าเก่าแก่แต่มีเสน่ห์ โต๊ะทุกตัวเป็นหินอ่อนทรงกลม ขาตั้งทำด้วยไม้ เช่นเดียวกับเก้าอี้ไม้ที่ใช้ติดต่อกันมาตั้งแต่รุ่นเปิดร้าน ที่นี่ลูกค้าจะได้นั่งดูเจ๊ชั่งและเจ๊ม่วยเล็ก เจ้าของร้านรุ่นปัจจุบันผลัดกันชงกาแฟอย่างแคล่วคล่อง ลีลาการลวกน้ำร้อนลงถุงกาแฟผงคั่วนั้นบ่งบอกได้ถึงความชำนิชำนาญ ผมสั่งกาแฟเย็นใส่นม ซดเข้าไปอึกแรกก็รู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด เจ้าของร้านยิ้มหวานแล้วบอกว่าที่อร่อยอย่างนี้ต้องมีเหตุผลสิ นั่นเพราะทางร้านมีการคั่วเมล็ดกาแฟเองด้วยสูตรลับเฉพาะจากรุ่นคุณปู่ จึงทำให้รสชาติและกลิ่นหอมหวนจนยากจะหาที่ใดเทียบ และขายต่อเนื่องกันมากว่า 100 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยอำเภอสามชุกยังเป็นท่าเรือสำคัญในการเดินทางขึ้นล่องแม่น้ำ เจ๊ม่วยเล็กเล่าให้ฟังว่า สมัยเด็กๆ ยังจำภาพยามเช้าที่มีผู้คนแน่นร้าน โดยเฉพาะพวกเซลล์แมนขายยาและสินค้าต่างๆ จากบางกอก ซึ่งพวกนี้ต่างเดินทางมากับเรือเมล์ของบริษัทสุพรรณขนส่ง เป็นเรือเมล์สองชั้น แล่นเสียงดังกระหึ่มขึ้นไปตามสายน้ำท่าจีน และแม้ว่าแม่น้ำสายนี้จะไม่ได้เป็นเส้นทางคมนาคมหลักแล้วก็ตาม ปัจจุบันร้านก็ยังมีลูกค้าแน่นทุกวันไม่เคยเปลี่ยน ทั้งคนในชุมชนเองและนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ เปิดขายกันตั้งแต่เช้าตรู่จรดเย็นย่ำราวๆ 5 หรือ 6 โมงเย็นก็ปิด โดยจะมีการผลัดกันชงกาแฟถึง 3 กะต่อวัน การันตีถึงความอร่อย ร้านท่าเรือส่งจึงเปรียบเหมือนสภากาแฟอันเป็นจุดพบปะของคนในชุมชนมาช้านาน เดิมร้านกาแฟนี้ตั้งอยู่ที่ท่าเรือส่ง แล้วย้ายมาอยู่ ณ ที่ปัจจุบัน ซึ่งเดิมเป็นร้านขายวัสดุก่อสร้าง ครอบครัวนี้ขายกาแฟมาตั้งแต่สมัยเตี่ย คือนายหล่งเสี่ย แซ่ตัน ปัจจุบันลูกหลานที่เรียนจบกันสูงๆ เวลาว่างก็ยังมีแก่ใจกลับมาช่วยที่บ้านขายกาแฟ คั่วกาแฟ และช่วยงานที่ร้านเป็นประจำ สะท้อนความผูกพันเหนียวแน่นของวัฒนธรรมจีน ที่แม้จะย้ายถิ่นฐานไปอยู่มุมใดของโลกก็ตาม เลือดจีนก็ยังเข้มข้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง ออกจากร้านกาแฟเจ๊ม่วยเล็กมาแค่ชั่วอึดใจ ก็จะพบกับแผงขายเป็ดย่างที่อร่อยที่สุดในอำเภอสามชุกตั้งอยู่ เจ้าของแผงกำลังง่วนสับเป็ดใส่ถุงให้ลูกค้าที่เรียงคิวดาหน้ากันเข้ามาอย่างหัวกระไดไม่แห้ง สีของหนังเป็ดย่างช่างเย้ายวนใจ มันมีสีออกส้มแดงชวนให้น้ำลายไหล และดูแห้งกำลังดี กินกับน้ำจิ้มรสเด็ดสูตรดั้งเดิม ตรงข้ามกับแผงเป็ดย่าง คือถาดขนมไทยนานาชนิดนับสิบเรียงรายรอให้ชิม แม่ค้าหน้าตาใจดีชวนให้ลองชิมได้ ไม่ซื้อไม่ว่ากัน ผมเลยจิ้มทองหยอดลูกเหลืองสุกปลั่งขนาดพอดีคำเข้าปาก แหม... หวานอร่อยสะใจจริงๆ มองไปข้างถาดทองหยอด ยังมีขนมชั้นของโปรด แถมด้วยทองหยิบ ฝอยทอง เม็ดขนุน หม้อแกง บ้าบิ่น (คราวนี้ยอมอ้วนล่ะ!) เปียกปูนสีดำที่โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูดฝอยชวนรับประทานยิ่งนัก ยังไม่หมด ยังมีขนมไข่สูตรโบราณ และกระยาสารท ที่เด็กรุ่นใหม่เห็นแล้วอาจทำหน้างงๆ จนต้องถามแม่ว่า นี่ขนมอะไรครับแม่? ซื้อใส่ถุงอย่างละนิดอย่างละหน่อย เดินกินไปเที่ยวไป แค่นี้ก็สุขแล้ว ยังไม่ทันหายตื่นเต้นกับขนมไทยที่ไม่ได้กินมาตั้งนาน ทันใดนั้นก็มาถึงร้านก๋วยเตี๋ยวขึ้นชื่อที่สุดในตลาดสามชุกซึ่งอยู่ติดๆ กันเลย นั่นคือ บะหมี่เจ็กอ้าว มองเข้าไป ลูกค้าแน่นตามเคย ร้านนี้ขายบะหมี่เส้นทำเองนุ่มอร่อย เนื้อเส้นหอมไข่ไม่เน้นแป้ง เปิดขายติดต่อกันมานานกว่า 70 ปีแล้ว โดยเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนถึง 5 โมงเย็น บะหมี่หมูแดงรสเลิศของเจ็กอ้าวอุดมไปด้วยเครื่องที่ใส่กันลงไปแบบไม่หวง ขอให้ลูกค้าอร่อยถูกใจเป็นพอ แถมพี่เขายังมีอัธยาศัยไมตรีดีเลิศ แม้จะหน้ามันอยู่หน้าเตาทั้งวัน ก็ยังยิ้มเก่งและชอบคุยกับลูกค้าทุกคน นี่ยังเดินไม่พ้นซอย 1 เลย ก็อิ่มแปล้ซะแล้ว! สงสัยคนที่กำลังลดน้ำหนักคงไม่อยากมาสามชุกแน่ๆ เพราะคงทรมานใจไม่น้อยหากเห็นเพื่อนที่ไปด้วยได้กินของอร่อยๆ แต่ตัวเองต้องกลืนน้ำลายเอื้อกๆ! งั้นหยุดเรื่องกินๆ เอาไว้ก่อน จากร้านบะหมี่เจ๊กอ้าว เหลียวมองไปทางซ้ายก็ถึงปากทางเข้าซอย 2 พอดี โดยตรงหัวมุมนั้นเป็นที่ตั้งของบ้านไม้สักสามชั้นอันใหญ่โตโอ่โถงหลังหนึ่ง ป้ายติดไว้ว่า พิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงจีนารักษ์ หลายคนอาจเดินผ่านบ้านนี้ไปอย่างไม่ใยดี แต่ผมขอแนะนำให้เข้าไปสักหน่อย เพราะจะได้รับรู้ถึงประวัติความเป็นมาของชุมชนซึ่งเรากำลังย่างเหยียบเข้ามาเยือนอยู่ ท่านขุนจำนงจีนารักษ์เป็นเจ้าของตลาดแห่งนี้และเป็นนายภาษีอากร คนแรกของตลาดสามชุก บ้านหลังนี้สร้างขึ้นด้วย ไม้สักทั้งหลังมี 3 ชั้น ปัจจุบันยังมีสภาพสมบูรณ์และแข็งแรงมั่นคงมาก โดยสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2459 ปัจจุบันได้รับการบูรณะจนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ของชุมชน รวบรวมอดีตความเป็นมาอันยาวนานของตลาดสามชุกไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา และเป็นเสมือนศูนย์บริการข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวผู้มาเยือนตลาดสามชุก 100 ปี ที่ชั้นล่างสุดมีป้ายนิทรรศการบอกเล่าประวัติของร้านค้าสำคัญๆแต่ละแห่งในตลาด เมื่อเดินขึ้นสู่ชั้น 2 และ 3 จะได้ชมการแต่งเรือนตามแบบดั้งเดิมพร้อมเครื่องเรือนโบราณสมัยท่านขุนยังมีชีวิตอยู่ ตามฝาผนังมีกรอบรูปท่านเจ้าของเรือนหลายคน ดูเคร่งขรึมดีแท้ เรือนไม้นี้มีสถาปัตยกรรมอันประณีตงดงาม โดยเฉพาะงานฉลุและแกะสลักไม้อันแสนอ่อนช้อยตามชายคา ส่วนลายกระเบื้องที่พื้นนั้นก็แสนคลาสสิก สั่งทำเป็นพิเศษเพื่อเรือนหลังนี้เพียงแห่งเดียว จึงมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ภายในห้องนอนที่ชั้นสอง มีโต๊ะเครื่องแป้ง เตียงมุ้งสายบัว และหีบเหล็กโบราณให้ชม นอกจากนี้ยังมีช่องลับเปิดปิดได้สำหรับขึ้นไปยังชั้นสาม แถมมีช่องเล็กๆ สำหรับแง้มแอบดูชั้นล่างได้อีกด้วย เดินดูเสร็จแล้วอย่าลืมเซ็นสมุดเยี่ยมฝากข้อคิดเห็นไว้ให้ชุมชนด้วยล่ะ อ้อ... ลืมบอกไปว่าที่นี่มีแผ่นพับแผนที่ของตลาดสามชุกแจกด้วย เที่ยวตามแผนที่นี้จะได้เห็นของเด่นดีครบถ้วน เมื่อทราบความเป็นมาของชุมชนแล้ว ทีนี้ก็เดินเที่ยวไล่กันไปตั้งแต่ซอย 1 ถึงซอย 8 เลยก็ได้ หรืออีกวิธีจะเดินเลาะเที่ยวริมน้ำตามถนนเลียบนที แล้วค่อยเดินลดเลี้ยวเข้าไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ ก็ได้ สำหรับที่ถนนเลียบนทีนั้น หากเดินตรงไปจากร้านบะหมี่เจ๊กอ้าว ซ้ายมือจะพบกับ ศาลเจ้าพ่อสามชุก อันศักดิ์สิทธิ์ แวะสักการะขอพรคงดีไม่น้อย ตรงข้ามศาลเป็นตรอกเล็กๆ แคบๆ นำลงไปสู่ทางเดินปูนเลียบแม่น้ำท่าจีน มองไปฝั่งตรงข้ามเห็นแนวกอไผ่และไม้ใหญ่ร่มครึ้ม ตอนเย็นๆ คนสามชุกนิยมมาเดินหรือวิ่งออกกำลังกายกัน แต่วันนี้เราจะไม่เห็นเรือน้อยใหญ่วิ่งขึ้นล่องดังในอดีต มีเพียงเรือประมงหาปลาลำน้อยพายไปวางแหอวนเท่านั้น จริงๆ ทุกซอยก็น่าเดินเที่ยวไม่แพ้กัน แต่ร้านเด่นๆ ซึ่งไม่ควรพลาดชมอยู่ที่ซอย 1 ซอย 2 ซอย 3 ซอย 4 และซอย 8 ส่วนซอยอื่นๆ หากเราเดินเล่นเตร็ดเตร่ไปแบบไม่โหวกเหวกโวยวาย ให้ความเคารพชุมชน ก็จะได้เห็นภาพการดำเนินชีวิตจริงๆของคนสามชุก ที่อยู่กันอย่างสงบงาม ไม่เร่งร้อน น่าอิจฉามากๆ ที่ซอย 1 มีร้านอยากพาไปเที่ยวอยู่สองร้าน คือ ร้านรัชพร และ ร้านบุญช่วยหัตถกิจ สองร้านนี้มีเสน่ห์ตรงเป็นแหล่งรวบรวมนาฬิกาโบราณหลายหลากรุ่น เปิดขายติดต่อกันมานานกว่า 50 ปีแล้ว โดยเฉพาะที่ร้านรัชพรนั้นบรรยากาศในร้านมีการประดับตกแต่งด้วยนาฬิกาลูกตุ้มแขวนผนังรุ่นคุณปู่หลายสิบเรือน ดูแล้วคลาสสิกมาก โดยเฉพาะ นาฬิกาลอนดอนระฆัง ยี่ห้อสิงโต ซึ่งเหลือใช้งานได้จริงอยู่เพียงไม่กี่เรือนในเมืองไทย นาฬิการุ่นนี้มีอายุเก่าแก่กว่า 80 ปีแล้ว นำเข้ามาจากประเทศเยอรมนี ท่านเจ้าของร้านรู้สึกภาคภูมิใจมาก เพราะนอกจากจะเป็นการอนุรักษ์ของเก่าแก่ไว้ให้ลูกหลานดูแล้ว ที่พิเศษสุดคือ เวลามันตีบอกเวลาเสียงจะดังกังวานใสมากกว่านาฬิการุ่นอื่นๆ มีหลายคนเคยมาขอซื้อให้ราคาสูงลิ่ว แต่ก็ต้องผิดหวังกลับไป มาร้านนี้แล้วคุณอาจปันใจให้นาฬิกาเข็มเดินเสียงดังติ๊กต๊อกๆ แบบเก่า มากกว่านาฬิกาตัวเลขดิจิตอลยุคใหม่ก็เป็นได้ เมื่อสุดซอย 1 แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนมิตรสัมพันธ์ ตรงหัวถนนปากทางเข้าซอย 2 เราจะได้พบกับ ร้านศิริทรัพย์เครื่องหวาย บ้านเลขที่ 639/1 แม้จะเป็นห้องแถวไม้เล็กๆ แต่หน้าร้านกลับละลานตาไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่ทำด้วยหวายและไผ่ ซึ่งยังคงใช้งานเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของเราคนไทย ทั้งฝาชีครอบกับข้าว กระบุง กระจาด กระด้ง กระชอน กระติ๊บข้าวเหนียว เชี่ยนหมากคุณยาย ตะกร้า ตะกร้อสอยมะม่วง สุ่มจับปลา งอบ และอื่นๆ คุณตาเจ้าของร้านท่าทางใจดี มักเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชมการผลิตสิ่งต่างๆเหล่านี้ด้วยวิธีโบราณ คือใช้มือมากกว่าใช้เครื่องจักร แม้จะผลิตได้ช้า ทว่าทุกชิ้นล้วนบรรจุล้นไปด้วยความตั้งใจ ความประณีต และประสบการณ์ ในภาวะที่โลกกำลังร้อนขึ้นเรื่อยๆ และขยะพลาสติกกำลังจะล้นโลกอยู่แล้ว การหันกลับมาใช้ตะกร้าหวายแบบของร้านศิริทรัพย์ จึงย้ำเตือนสัจธรรมข้อหนึ่งว่า คนยุคโบราณที่เทคโนโลยีล้าหลัง เขายังรักโลกมากกว่าคนรุ่นปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีสูงส่งเสียอีก ชวนให้คิดว่า ถ้าวันไหนไม่มีคุณตาร้านศิริทรัพย์ ภูมิปัญญาทำเครื่องหวายด้วยมือคงไม่มีใครสืบทอด ร่องรอยอดีตอันรุ่งเรืองอีกแห่งหนึ่งในซอย 2 ปรากฏอยู่ ณ โรงแรมอุดมโชค ซึ่งแม้ปัจจุบันจะปิดตัวไปแล้ว แต่ก็พอทำให้เราจินตนาการย้อนไปถึงห้วงเวลาครั้งอดีตที่เซลล์แมนขายของหลายยี่ห้อจากบางกอกเดินทางมากับเรือเมล์สินค้า แล้วพากันเข้าพักในโรงแรมไม้ 2 ชั้น ขนาด 12 ห้องนี้จนเต็มทุกวัน ทำให้สามชุกกลายเป็นหมุดหมายหนึ่งในแผนที่การเดินทางตามสายน้ำขึ้นไปถึงชัยนาทหรือแม้กระทั่งอุทัยธานีนั่นเชียว พอเล่ามาถึงตอนนี้ก็อยากจะเพิ่มเติมเกร็ดความรู้ให้นิดหนึ่งเกี่ยวกับแม่น้ำท่าจีน ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นแม่น้ำที่มีหลายชื่อที่สุดในเมืองไทยแล้ว โดยเรียกตามพื้นที่ที่ไหลผ่าน คือเริ่มแตกสาขาออกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดอุทัยธานี เมื่อไหลผ่านจังหวัดชัยนาทเรียกว่าแม่น้ำมะขามเฒ่า ผ่านจังหวัดสุพรรณบุรีเรียกว่าแม่น้ำสุพรรณบุรี ผ่านจังหวัดนครปฐมเรียกว่าแม่น้ำนครชัยศรี และผ่านจังหวัดสมุทรสาครเรียกว่าแม่น้ำท่าจีน แล้วไหลออกสู่อ่าวไทยไปในที่สุด นี่คือสายน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตนับล้าน ฤ มิใช่ หากลูกหลานไม่ช่วยกันรักษา คนรุ่นต่อๆไปคงลำบากแย่ มาเดินเที่ยวกันต่อที่สามชุกซอย 3 ดีกว่า ซอยนี้ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางตลาด จึงถือเป็นหัวใจหรือไฮไลต์ของตลาดร้อยปีก็ว่าได้ ร้านเด่นๆก็คือร้านขายยาร้านแรกของตลาดสามชุก คือร้านยาจีน ฮกอันโอสถสถาน ซึ่งขายกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษเมื่อ 70 กว่าปีมาแล้ว โดยมีนายเสี่ยง แซ่เตี่ย ผู้เชี่ยวชาญวิชาแพทย์จีนและยาสมุนไพรไทยเป็นผู้ก่อตั้ง บรรยากาศในร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรนับพันๆชนิด มีครกตำยา มีดหั่นยาโบราณอายุเกือบ 100 ปี เครื่องชั่งยา ลูกคิดจีน ลิ้นชักไม้ใส่ยาเรียงรายนับร้อยๆ โดยเฉพาะที่หน้าร้านมีเครื่องบดยาโบราณที่ยังใช้การได้ดีเหมือนใหม่วางโชว์อยู่ พร้อมให้ผู้มาเยือนทดลองบดยาด้วยตนเองอีกด้วย ฝั่งตรงข้ามเยื้องกับฮกอันโอสถสถาน คือร้าน คูเซ่งฮวด หรือร้านนายไผ่ (คุณลุงสุวรรณ คูหาพัฒนกุล) ซึ่งขายพวกถ้วยชามตราไก่ ตะเกียงทำจากกระป๋องนม ตะเกียงโป๊ะ บัวรดน้ำสังกะสี โหลแก้วใส่ของ หม้อเคลือบแบบโบราณ ฯลฯ เปิดขายกันมาตั้งแต่สมัยเตี่ย โดยที่หน้าร้านนั้นคุณลุงสุวรรณได้นำรถหัดเดินแบบโบราณเรียกว่า หมก ที่ท่านใช้ในวัยเด็กออกมาตั้งแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันเป็นบุญตาด้วย ใกล้ๆ กันนั้นคือที่ตั้งของร้าน ศิลป์ธรรมชาติ อันเป็นร้านซึ่งนักท่องเที่ยวรู้จักดีที่สุดในสามชุกก็ว่าได้ เพราะเขายังมีบริการรับถ่ายรูปขาวดำแบบโบราณไว้เป็นที่ระลึก ด้วยกล้องนำเข้าจากประเทศเยอรมนีซึ่งมีอายุกว่า 50-60 ปี ทว่ายังถ่ายภาพออกมาได้ชัดแจ๋ว แถมสภาพของตัวกล้องยังดีอย่างน่าอัศจรรย์ พร้อมมีบริการส่งภาพถ่ายนั้นให้ถึงบ้าน ปัจจุบันคุณสุรีย์ เอี่ยมพิชัยฤทธิ์ เจ้าของร้านยิ้มง่ายใจดี มีชุดหญิง-ชายแบบย้อนยุคให้ใส่ถ่ายภาพกันอย่างมีเสน่ห์ นอกจากนี้ภายในร้านยังมีตู้โชว์กล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพโบราณมากมายหลายชิ้น ทั้งฟิล์มขาวดำกระจกรุ่นเก๋ากึ๊ก (สมัยก่อนแผ่นฟิล์มโพลารอยด์เป็นม้วนๆแบบปัจจุบันยังไม่มีใช้ ช่างถ่ายภาพต้องใช้แผ่นฟิล์มกระจกสี่เหลี่ยม ซึ่งอาบน้ำยาไวแสง ถ้าไม่ระวังแผ่นกระจกนี้อาจแตกได้ เห็นไหมว่า ช่างภาพรุ่นคุณปู่ต้องใจเย็นและประณีตขนาดไหน!) ภายในตู้โชว์ยังมีกล้องบ็อกส์ (Box Camera) อายุไม่ต่ำกว่า 60-70 ปี ที่มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมสีดำ และมีรูบรรจุเลนส์กระจกเล็กๆ พร้อมช่องใส่ฟิล์มภายใน สะท้อนปรัชญาการถ่ายภาพอันแสนเรียบง่าย และที่เด็กรุ่นนี้อาจไม่เคยเห็นเลยก็คือกล้องกระโปรง (Folding Camera) ที่เวลาถ่ายภาพต้องยืดส่วนที่เป็นบานพับสีดำออกมาจากตัวกล้อง โดยบานพับนั้นมีลักษณะเป็นจีบทำจากผ้าใบทึบแสง สำหรับร้านนี้ ใครไม่ถ่ายภาพ แต่จะเข้าไปนั่งสนทนากับเจ้าของร้าน ท่านก็ยินดีต้อนรับด้วยรอยยิ้ม ผมเดินวนมาสุดที่ซอย 8 ก็ใกล้จะหมดแรง พอดีมาพบกับร้านชื่อแปลก หยองกระดุม โชคดีได้พบกับคุณสิริ เจ้าของร้านรุ่นปัจจุบันกรุณาเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเมืองไทยเรายังไม่มีกระดุมพลาสติกสำเร็จรูปเป็นเม็ดๆวางขายเช่นทุกวันนี้ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆก็ยังไม่มี มีเพียงห้องตัดเสื้อน้อยใหญ่ที่เปิดให้บริการหญิงชายได้เข้ามาวัดตัวตัดชุดกัน (ลองนึกถึงชุดในละครย้อนยุคบ้านทรายทองนั่นไง) และร้านหยองกระดุมก็ทำหน้าที่ปั๊มกระดุมเสื้อเพื่อใช้ประกอบการตัดชุดเหล่านั้น ซึ่งบางคนก็นิยมนำเศษผ้าที่เหลือจากการตัดเสื้อหรือกระโปรง มาปั๊มเป็นกระดุมให้เข้าชุดกัน โดยวิธีการแบบนี้ปัจจุบันก็แทบจะลืมเลือนไปหมดแล้ว และเครื่องปั๊มกระดุมโบราณก็ถูกเก็บเข้ากรุหรือพิพิธภัณฑ์กันไปเสียเป็นส่วนใหญ่ ทว่าที่ร้านหยองกระดุม คุณสิริยังคงยืนยันหนักแน่นที่จะรักษาวิธีการอันแสนคลาสสิกนี้เอาไว้ ใครมีเศษผ้าสีสวยเป็นลายดอกต่างๆ จะนำไปให้ทางร้านปั๊มเป็นกระดุมผ้าเก็บไว้ ก็คิดค่าบริการไม่แพง แถมบรรยากาศร้านเล็กๆแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยมิตรไมตรี ลองนั่งพักผ่อนกันที่หน้าร้านแล้วสนทนากัน คุณสิริอาจนำกีต้าคลาสสิกคู่ใจออกมาบรรเลงให้ฟัง หรือถ้าครึ้มอกครึ้มใจหน่อย วันนั้นเราอาจได้ฟังเสียงนุ่มๆจากเพลงของเอลวิส เพรสลี่ ด้วยแผ่นเสียงหรือเทปคาสเส็ตของคุณสิริก็เป็นได้ จะเห็นว่าทุกย่างก้าวในตลาดสามชุกล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราว นี่ถ้าเสาไม้เก่าๆ หรือแม้กระทั่งตะปูสักตัวกลับมีชีวิตพูดได้ขึ้นมา เราคงจะได้รับฟังเรื่องราวไม่รู้จบของคนหลายรุ่น ซึ่งเกิด เติบโต อาศัย และเรียกที่นี่ว่า บ้าน แต่ตอนนี้ผมเริ่มหมดแรงแล้ว เลยเดินวนย้อนกลับออกมาตรงซอย 1 ถนนเลียบนที พอดีวันนี้เป็นวันเสาร์ ข้าวห่อใบบัวร้านหรั่ง เลยเปิดขาย ได้หลบร้อนเข้ามาพักร่มเติมเต็มพลังอีกครั้ง กับเมนูเด็ดที่เลื่องลือไปไกล ใครมาก็ต้องแวะชิม ขอแอบกระซิบว่าข้าวห่อใบบัวร้านนี้ยังคงปรุงด้วยสูตรดั้งเดิมที่หาชิมได้ยากมากในปัจจุบัน โดยคัดสรรข้าวหอมมะลิพันธุ์ดีมาอย่างพิถีพิถัน บวกกับเครื่องปรุงตามตำรับเก่าแก่ ส่วนวันธรรมดาขายข้าวแกงอย่างเดียว นั่งกินอาหารอร่อยไป ชมสายน้ำท่าจีนไหลเอื่อยๆไปด้วย ช่วยให้ใจสงบเย็น บางครั้งก็จะมีเด็กๆมาเล่นน้ำ นั่งตกปลา และมีเรือแจวผ่านไป นำภาพวิถีไทยกลับมาให้เราได้ชมอีกครั้ง ทุกวันนี้ตลาดสามชุกเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เริ่มมีความใหม่เข้าไปผสมผสานกับความเก่า ห้องแถวหลายคูหาเปลี่ยนถ่ายมือจากเจ้าของเดิมเป็นผู้เช่าหน้าใหม่ ซึ่งเปิดหน้าร้านขายของแบบเมืองๆกันมากขึ้น แต่ถ้าลองเดินไปแถบซอยท้ายๆตลาด ประมาณซอย 4-7 สิ่งใหม่เหล่านี้ก็ยังรุกเข้าไปไม่ค่อยถึง ก็เพราะเจ้าของดั้งเดิมท่านยังคงรักถิ่นฐานและพำนักอยู่ในนิวาสสถานซึ่งบรรพบุรุษได้ริเริ่มก่อร่างสร้างไว้ให้ ในวันธรรมดาจันทร์-ศุกร์ หากมีโอกาสไปเยือนเหมือนที่ผมทำบ่อยๆ ก็จะไม่ต้องผจญกับคลื่นนักท่องเที่ยวแบบวันเสาร์-อาทิตย์ อีกทั้งยังได้เห็นภาพการดำเนินชีวิตแท้จริงของคนสามชุก เราอาจมีโอกาสเห็นภาพอาม่าผมสีดอกเลานั่งสนทนากันด้วยภาษาจีนอยู่หน้าห้องคูหาของตนอย่างไม่เร่งร้อน ภายในบ้านก็มีลูกๆหลานๆ วิ่งเล่นกันอยู่ เป็นครอบครัวที่เรียบง่าย ไม่ต้องรวย แต่ยิ้มได้อย่างเป็นสุข ร้านรวงที่น่าสนใจยังมีอีกมากนัก ต้องลองมาค้นหาด้วยตนเอง แล้วจะหลงรักที่นี่เหมือนกับผม อดไม่ได้ที่จะกล่าวถึง ร้านของชำป้านา (ป้าสันทนา ลอยจินดารัตน์) ซอย 3 บ้านเลขที่ 417 ซึ่งยังคงเปิดขายของชำ ของกิน และของทำขนมต่างๆ คุณป้านาแกเป็นหลานสาวของเถ้าแก่เนี้ยม แซ่โค้ว กับคุณยายแห้ว ระวิพงษ์ เจ้าของตลาดสามชุก ภายในร้านมีตู้ไม้สักอายุร่วมร้อยปี เป็นที่เก็บรักษาเครื่องทองเหลืองต่างๆ ทั้งถาด ขันน้ำพานรอง และโตก ซึ่งเดิมเป็นสมบัติสุดรักสุดหวงของคุณแม่ป้านาและคุณยายแห้วเลย นอกจากนี้ที่ซอย 4 ยังมี ร้านทองมีชัย ที่เราสามารถขอชมของสะสมส่วนตัวของคุณพ่อสามีคุณอัญชุลี หอมทอง เป็นข้าวของจำพวกลายเขียนสีแบบจีน ทั้งปั้นชา ไหดินเผาเคลือบสีเขียว รวมถึงเครื่องเงิน เช่น ชุดสูบบุหรี่ ที่เขี่ยบุหรี่ และที่วางไฟแช็ก เป็นต้น และร้านสุดท้ายที่อยากชวนไปชมก็คือ ร้าน ช. เจริญ ซอย 6 เจ้าของเคียวตรา ช ๓ ซึ่งมีลุงเต็กเซ็ง เจริญจามีกร สืบทอดภูมิปัญญาจากเตี่ยชาวจีนไหหลำ โดยเป็นร้านเดียวที่ตีเหล็กเป็นเคียวเกี่ยวข้าว วันนั้นเดินเที่ยวจนหมดแรง อันที่จริงกินจนพุงกางอีกต่างหาก ผมเลยขับรถเข้าไปค้างอยู่ในตัวเมืองสุพรรณบุรี พรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ เลยกะว่าจะตระเวนเที่ยวในละแวกใกล้ๆ อาจเป็นแถวตลาดเก้าห้องอำเภอบางปลาม้า แล้วค่อยกลับกรุงเทพฯ เช้าวันรุ่งขึ้น นาฬิกาปลุกผมให้กระเด้งตัวขึ้นจากเตียงตอนตีห้าครึ่ง ผมรีบล้างหน้าแต่งตัว แล้วบึ่งรถออกจากโรงแรมขณะที่ฟ้าเริ่มสางขึ้นทีละน้อย แสงของวันใหม่นำพาผมกลับมายังตลาดสามชุกอีกครั้งในเช้าอันสดใสด้วยความมุ่งหมายอย่างหนึ่ง ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้สัมผัส... ฟ้าสว่างแล้วตอนผมถึงตลาดสามชุก อากาศสดชื่นเย็นสบายหายใจได้เต็มปอด ตลาดแลเงียบเชียบวังเวง แต่ก็มีบางร้าน อย่างเช่นร้านขายของเล่นใกล้ๆซอย 8 เริ่มเปิดแล้ว เสียงประตูไม้เป็นบานพับแบบโบราณถูกเปิดออกดังเอี๊ยดอ๊าด โคมไฟกลมสีแดงสดแบบจีนยังคงสว่างโล่อยู่ ผมมาทำไมที่นี่ในตอนเช้าตรู่อย่างนี้ มาตักบาตร ครับ อยู่กรุงเทพฯไม่เคยตื่นเช้าใส่บาตร พอออกมาต่างจังหวัดมีโอกาสเลยขอทำบุญกับเขาสักหน่อย ประมาณหกโมงครึ่ง พระท่านก็เดินเข้าตลาดมาเป็นสาย ลดเลี้ยวอย่างแช่มช้าเข้าไปตามซอยต่างๆ คนที่นี่ยังคงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนากันอย่างเหนียวแน่น ผมแวะเข้าไปตรงตลาดเช้าสามชุก ซื้อข้าวปลาอาหารและขนมหวานใส่บาตรรับพรจากพระท่านเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ทำให้รู้สึกสบายใจมากๆ เสร็จจากตักบาตร ก็ลงไปเดินเล่นตรงริมลำน้ำท่าจีน ซึ่งขณะนี้ยังแลขมุกขมัวไปด้วยความสลัวรางและสายหมอกต้นฤดูหนาวที่โรยตัวลงห่มคลุมผิวน้ำและกอไผ่ใหญ่เอาไว้ สายหมอกขาวม้วนตัวขึ้นจากผิวแผ่นน้ำราวกับว่าแม่น้ำท่าจีนกำลังหายใจและกระซิบกระซาบเรื่องราวอะไรบางอย่างให้ผมฟัง ในสายหมอกนั้นมีเรือแจวลำหนึ่งลอยนิ่งอยู่ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลไปไม่ย้อนกลับ ก็แน่นอนล่ะ ความคงที่ของสายน้ำคือความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา... ภาพของผืนน้ำเบื้องหน้าทำให้ผมมาหวนคิดไปว่า วันหน้าสามชุกจะเป็นอย่างไร ถ้าแม้นตัวตลาดเปลี่ยนไป หรือถ้าแม้นนักท่องเที่ยวน้อยลง สามชุกจะอยู่ได้หรือไม่ ผมแอบคิดเข้าข้างตัวเองว่า ที่นี่ต้องอยู่ได้วันยังค่ำ เพราะสามชุกไม่ใช่แค่เพียงแหล่งท่องเที่ยวธรรมดา แต่ที่นี่คือตลาดร้อยปีซึ่งเป็นบ้านของคนหลายชั่วรุ่นผู้ไม่ยอมละทิ้งถิ่นฐาน อีกร้อยปีที่นี่อาจเปลี่ยนแปลง แต่ใจคนสามชุกจะไม่เปลี่ยนไป ผมหวังไว้ เช่นนั้น... Travel Guide How to Go : ตลาดสามชุก 100 ปี ตั้งอยู่ห่างจากอำเภอเมืองสุพรรณบุรีประมาณ 33 กิโลเมตร ตามทางหลวงสาย 340 ที่มุ่งสู่จังหวัดชัยนาท มองทางซ้ายมือไว้จะเห็นป้าย ตลาดสามชุก 100 ปี ชัดเจน เลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกไฟแดงอำเภอสามชุก จากนั้นขับรถข้ามสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน แล้วเลี้ยวขวาแยกแรก ตรงเข้าไปจอดรถยังที่ว่าการอำเภอสามชุกบริเวณริมแม่น้ำท่าจีน ซึ่งชุมชนตลาดสามชุกตั้งอยู่ติดกันนั้นเอง ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯประมาณ 2 ชั่วโมง สามารถเดินทางแบบไป-กลับจากกรุงเทพฯได้ภายใน 1 วัน และเดินเที่ยวทั่วได้ในเวลาประมาณครึ่งวัน When to Go : ท่องเที่ยวได้ตลอดปี โดยระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เมษายน ท้องฟ้าจะปลอดโปร่งที่สุด Where to Stay : ปัจจุบันตลาดสามชุกไม่มีที่พักไว้บริการเหมือนสมัยก่อน นักท่องเที่ยวที่สนใจจะค้างแรม จึงต้องไปหาที่พักในตัวเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งถือว่าเดินทางไม่ไกลมาก เพราะอยู่ห่างไปแค่ 33 กิโลเมตรเท่านั้นเอง แนะนำโรงแรมคุ้มสุพรรณ ถนนหมื่นหาญ โทร. 0-3552-2273 ค่าห้องพัก 800-15,000 บาท พร้อมอาหารเช้า โรงแรมสองพันบุรี ถนนประชาธิปไตย โทร. 0-3552-2555-7 ค่าห้องพัก 650-1,600 บาท ศรีอู่ทองแกรนด์โฮเต็ล ถนนนางพิม โทร. 0-3550-1290-3 ค่าห้องพัก 1,200-2,200 บาท ฯลฯ What to Eat : ที่ตลาดสามชุกมีของกินมากมายทั้งคาวหวานให้เลือกชิม โดยเฉพาะของกินสูตรโบราณที่คนรุ่นคุณปู่คุณย่ามาปรุงกันเองแบบเห็นๆ ของคาว เช่น ข้าวห่อใบบัว (มีเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์) หรือไม่ก็ก๋วยเตี๋ยวเจ๊กอ้าว ซึ่งมีคนมารอชิมล้นหลามตลอดวัน ทั้งสองเจ้าตั้งอยู่ที่ถนนเลียบนทีตรงใกล้ๆกับซอย 1 นอกจากนี้ยังมีเป็ดย่างจ่าเชิด น้ำพริกแม่กิมลั้ง ปลาสลิดพี่จิต จากนั้นก็เป็นเมนูของหวานพวกขนมไทยนานาชนิด ทั้งขนมทองเอก ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมชั้น ขนมหม้อแกง ขนมไข่สูตรโบราณ กระยาสารท ฯลฯ Souvenir : สบู่ถ่านไม้ไผ่ ร้านฮกอันโอสถสถาน (ซอย 3) หม้อเคลือบ จาน ชาม แก้ว เหยือกน้ำ และช้อนสังกะสีเคลือบแบบโบราณ กระติกน้ำร้อนรุ่นเก่าสไตล์จีนที่เก็บความร้อนดีเป็นเลิศ ทั้งหมดหาได้ที่ร้านคูเซ่งฮวด (ซอย 3) รวมถึงเครื่องจักสานฝีมือประณีตของร้านศิริทรัพย์ (ซอย 2) ใครชื่นชอบสะสมนาฬิกาลูกตุ้มติดผนังสไตล์โบราณ ต้องไม่พลาดร้านรัชพรและร้านบุญช่วยหัตถกิจ (ซอย 1) และที่ลืมไม่ได้ ต้องไปถ่ายรูปขาวดำกันที่ร้านศิลป์ธรรมชาติเพื่อเก็บไว้ดูเป็นที่ระลึก More Informations : คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ เลขที่ 73 หมู่ 2 ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี 72130 โทร. 0-3557-2449, 0-3550-4498, 08-1640-3327 หรือสอบถามการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคกลาง เขต 6 โทร. 0-3524-6076-7
|