• รวินทร์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : oct14_f@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-02-22
  • จำนวนเรื่อง : 40
  • จำนวนผู้ชม : 5273
  • จำนวนผู้โหวต : 18
  • ส่ง msg :
สำนักพิมพ์สายธาร
รวบรวมข่าวสารในแวดวงวรรณกรรม กวี ดนตรี ศิลปะ และหนังสือของสำนักพิมพ์สายธาร
Permalink : http://www.oknation.net/blog/saitarn
วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม 2551
Pre-read หนังสือ 5 เมืองเล็กน่าเที่ยว: ชาธร สิทธิเคหภาค
Posted by รวินทร์ , ผู้อ่าน : 170 , 17:03:27 น.  
พิมพ์หน้านี้


ตลาดสามชุก ๑๐๐ ปี  แว่วสำเนียงอดีตริมน้ำท่าจีน

เรื่องและภาพโดย  ชาธร  สิทธิเคหภาค

                ท่ามกลางท้องทุ่งราบเจ้าพระยาอันกว้างใหญ่  ที่เปรียบเสมือนเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของเมืองไทยมาช้านาน  นี่คือดินแดนของผืนนาเขียวขจีและลำคลองน้อยใหญ่หลายสาย  ซึ่งหลากไหลหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตผู้คนสองฟากฝั่งให้คงอยู่  วัฒนธรรมที่ผูกพันกับสายน้ำลำคลองได้เอื้อให้เกิดการลงหลักปักฐานตั้งเป็นชุมชนริมน้ำกระจายอยู่ทั่วไป  หากเราจะมองย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว  นั่นคือยุคที่คำว่า “ถนน” ยังไม่เป็นที่รู้จักกันดีเท่ากับคำว่า “ลำคลอง”  เพราะสายน้ำได้แสดงบทบาทเป็นพระเอก ของทุกสิ่ง  ตั้งแต่แหล่งน้ำกินน้ำใช้  ซักล้าง  เส้นทางสัญจร  และอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน

                “ตลาดสามชุก” แห่งอำเภอสามชุก  จังหวัดสุพรรณบุรี  คือชุมชนริมน้ำที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภาคกลางเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว  ในช่วงเวลานั้นเข็มนาฬิกาของคนไทยเรายังเดินเร็วไม่เท่าปัจจุบัน  ผู้คนจึงสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเนิบช้าตามจังหวะของสายน้ำที่ไหลไปเอื่อยๆ  ที่นี่คือชุมชนชาวจีนอันคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งบนเส้นทางของแม่น้ำท่าจีน  หรือที่คนสุพรรณบุรีรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่าแม่น้ำสุพรรณบุรีนั่นเอง

                กาลเวลาได้ล่วงไป  เมื่อการมาถึงของถนนเทียบได้กับการมาถึงของความเจริญ  การคมนาคมทางน้ำผ่านตลาดสามชุกก็เริ่มซบเซาลง  โชคยังดีที่ตลาดแห่งนี้กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นอีกครั้งเพราะคนในชุมชนรวมตัวกันเข้มแข็ง  และไม่ละทิ้งถิ่นฐานของบรรพบุรุษไปเหมือนกับที่อื่น  ประกอบกับระยะทางที่อยู่ไม่ห่างจากเมืองหลวงมากนัก  ยิ่งสะดวกในการนำนักท่องเที่ยวต่างถิ่นเข้ามาสัมผัสกลิ่นอายของอดีตที่ยังคงอบอวลอยู่ในทุกอณูอากาศของตลาด 100 ปีแห่งนี้  คำว่า “ตลาดสามชุก” กับคำว่า “การท่องเที่ยววันหยุดสุดสัปดาห์”  จึงกลายเป็นของคู่กันไปเสียแล้วในปัจจุบัน  และหากเราได้เข้าไปเดินเที่ยวตลาดสามชุกกันในวันนี้ ก็จะเห็นความจริงในบางสิ่งว่า  มีผู้คนทุกเพศทุกวัยต่างมาเยือนสามชุกเหมือนๆ กัน  นั่นอาจเพราะว่าสามชุกมีเสน่ห์  เป็นเสน่ห์ของภาพอดีตอันมีชีวิต  และสามารถพาใครหลายๆ คน ย้อนกลับไปนึกถึงวัยเด็กอันแสนสนุกและน่าจดจำ

                เพียงระยะเวลาขับรถสบายๆจากกรุงเทพฯไม่เกิน 2 ชั่วโมง  ผ่านตัวเมืองสุพรรณบุรีมาอีกแค่ 33 กิโลเมตร  เราก็จะมาถึงตลาดสามชุกได้อย่างไม่ยากเย็น  ก่อนถึงตัวอำเภอสามชุก  ภาพที่เห็นอยู่ดาษดื่นสองฝั่งถนนก็คือท้องทุ่งนาเขียวสด  ซึ่งบ่งบอกได้พอเลาๆว่า  เมืองสุพรรณฯมีความอุดมของน้ำท่าไม่เคยเปลี่ยน  ยิ่งวันนี้มีคลองชลประทานเข้าช่วย  หลายท้องที่ของสุพรรณฯ เลยทำนาได้ถึง 3 หนต่อปี

จากหน้าที่ว่าการอำเภอสามชุก  ซึ่งอยู่ติดกับทางเข้าตลาด  เราจะเริ่มสัมผัสได้ถึงโลกอีกโลกหนึ่งซึ่งซ้อนทับอยู่กับมิติแห่งความทันสมัยในปัจจุบัน  ที่นั่นมีสภาพเป็นอาคารไม้เรือนแถวตลาดแบบโบราณของชาวจีนอพยพ โดยนิยมปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัยในชั้นบน  พร้อมกับเปิดชั้นล่างเป็นร้านขายของ ตามนิสัยขยันทำมาหากิน  เรียกว่าเป็นโฮมออฟฟิศยุคแรกๆ เลยกว่าได้  เรือนแถวเหล่านี้ผ่านกาลเวลามาไม่น้อยกว่าสามชั่วอายุคน  นั่นคือร่องรอยของอดีตอันเต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวและจิตวิญญาณ  ซึ่งคุณปู่  ฃคุณย่า  คุณตา  คุณยาย  ของสามชุกพร้อมจะบอกเล่าให้เราฟังด้วยรอยยิ้มอบอุ่น

ผมเห็นเด็กน้อยน่ารักน่าชังพร้อมแม่ปั่นจักรยานผ่านป้ายตลาดสามชุก 100 ปี เข้าไปในถนนเลียบนที  ซึ่งเปรียบเสมือนถนนรับแขกของตลาดสามชุก  แต่สิ่งที่ทำให้ต้องหยุดกึก ก็คือกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟโบราณร้าน “ท่าเรือส่ง” ซอย 1 จึงอดไม่ได้ที่จะต้องเข้าไปขอดื่มคลายร้อนสักแก้ว  บรรยากาศภายในร้านเรียกว่าเก่าแก่แต่มีเสน่ห์  โต๊ะทุกตัวเป็นหินอ่อนทรงกลม  ขาตั้งทำด้วยไม้  เช่นเดียวกับเก้าอี้ไม้ที่ใช้ติดต่อกันมาตั้งแต่รุ่นเปิดร้าน  ที่นี่ลูกค้าจะได้นั่งดูเจ๊ชั่งและเจ๊ม่วยเล็ก  เจ้าของร้านรุ่นปัจจุบันผลัดกันชงกาแฟอย่างแคล่วคล่อง  ลีลาการลวกน้ำร้อนลงถุงกาแฟผงคั่วนั้นบ่งบอกได้ถึงความชำนิชำนาญ  ผมสั่งกาแฟเย็นใส่นม  ซดเข้าไปอึกแรกก็รู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด  เจ้าของร้านยิ้มหวานแล้วบอกว่าที่อร่อยอย่างนี้ต้องมีเหตุผลสิ  นั่นเพราะทางร้านมีการคั่วเมล็ดกาแฟเองด้วยสูตรลับเฉพาะจากรุ่นคุณปู่  จึงทำให้รสชาติและกลิ่นหอมหวนจนยากจะหาที่ใดเทียบ และขายต่อเนื่องกันมากว่า 100 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยอำเภอสามชุกยังเป็นท่าเรือสำคัญในการเดินทางขึ้นล่องแม่น้ำ

เจ๊ม่วยเล็กเล่าให้ฟังว่า สมัยเด็กๆ ยังจำภาพยามเช้าที่มีผู้คนแน่นร้าน โดยเฉพาะพวกเซลล์แมนขายยาและสินค้าต่างๆ จากบางกอก  ซึ่งพวกนี้ต่างเดินทางมากับเรือเมล์ของบริษัทสุพรรณขนส่ง  เป็นเรือเมล์สองชั้น แล่นเสียงดังกระหึ่มขึ้นไปตามสายน้ำท่าจีน  และแม้ว่าแม่น้ำสายนี้จะไม่ได้เป็นเส้นทางคมนาคมหลักแล้วก็ตาม  ปัจจุบันร้านก็ยังมีลูกค้าแน่นทุกวันไม่เคยเปลี่ยน  ทั้งคนในชุมชนเองและนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ  เปิดขายกันตั้งแต่เช้าตรู่จรดเย็นย่ำราวๆ 5 หรือ 6 โมงเย็นก็ปิด โดยจะมีการผลัดกันชงกาแฟถึง 3 กะต่อวัน  การันตีถึงความอร่อย   ร้านท่าเรือส่งจึงเปรียบเหมือนสภากาแฟอันเป็นจุดพบปะของคนในชุมชนมาช้านาน

เดิมร้านกาแฟนี้ตั้งอยู่ที่ท่าเรือส่ง  แล้วย้ายมาอยู่ ณ ที่ปัจจุบัน  ซึ่งเดิมเป็นร้านขายวัสดุก่อสร้าง  ครอบครัวนี้ขายกาแฟมาตั้งแต่สมัยเตี่ย  คือนายหล่งเสี่ย  แซ่ตัน  ปัจจุบันลูกหลานที่เรียนจบกันสูงๆ  เวลาว่างก็ยังมีแก่ใจกลับมาช่วยที่บ้านขายกาแฟ  คั่วกาแฟ  และช่วยงานที่ร้านเป็นประจำ  สะท้อนความผูกพันเหนียวแน่นของวัฒนธรรมจีน  ที่แม้จะย้ายถิ่นฐานไปอยู่มุมใดของโลกก็ตาม  เลือดจีนก็ยังเข้มข้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ออกจากร้านกาแฟเจ๊ม่วยเล็กมาแค่ชั่วอึดใจ  ก็จะพบกับแผงขายเป็ดย่างที่อร่อยที่สุดในอำเภอสามชุกตั้งอยู่  เจ้าของแผงกำลังง่วนสับเป็ดใส่ถุงให้ลูกค้าที่เรียงคิวดาหน้ากันเข้ามาอย่างหัวกระไดไม่แห้ง  สีของหนังเป็ดย่างช่างเย้ายวนใจ  มันมีสีออกส้มแดงชวนให้น้ำลายไหล  และดูแห้งกำลังดี  กินกับน้ำจิ้มรสเด็ดสูตรดั้งเดิม  ตรงข้ามกับแผงเป็ดย่าง  คือถาดขนมไทยนานาชนิดนับสิบเรียงรายรอให้ชิม  แม่ค้าหน้าตาใจดีชวนให้ลองชิมได้  ไม่ซื้อไม่ว่ากัน  ผมเลยจิ้มทองหยอดลูกเหลืองสุกปลั่งขนาดพอดีคำเข้าปาก  แหม... หวานอร่อยสะใจจริงๆ  มองไปข้างถาดทองหยอด  ยังมีขนมชั้นของโปรด  แถมด้วยทองหยิบ  ฝอยทอง  เม็ดขนุน  หม้อแกง  บ้าบิ่น  (คราวนี้ยอมอ้วนล่ะ!) เปียกปูนสีดำที่โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูดฝอยชวนรับประทานยิ่งนัก  ยังไม่หมด  ยังมีขนมไข่สูตรโบราณ  และกระยาสารท  ที่เด็กรุ่นใหม่เห็นแล้วอาจทำหน้างงๆ  จนต้องถามแม่ว่า  “นี่ขนมอะไรครับแม่  ซื้อใส่ถุงอย่างละนิดอย่างละหน่อย  เดินกินไปเที่ยวไป  แค่นี้ก็สุขแล้ว

ยังไม่ทันหายตื่นเต้นกับขนมไทยที่ไม่ได้กินมาตั้งนาน  ทันใดนั้นก็มาถึงร้านก๋วยเตี๋ยวขึ้นชื่อที่สุดในตลาดสามชุกซึ่งอยู่ติดๆ กันเลย  นั่นคือ “บะหมี่เจ็กอ้าว” มองเข้าไป  ลูกค้าแน่นตามเคย  ร้านนี้ขายบะหมี่เส้นทำเองนุ่มอร่อย  เนื้อเส้นหอมไข่ไม่เน้นแป้ง  เปิดขายติดต่อกันมานานกว่า 70 ปีแล้ว โดยเปิดทุกวัน  ตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนถึง 5 โมงเย็น  บะหมี่หมูแดงรสเลิศของเจ็กอ้าวอุดมไปด้วยเครื่องที่ใส่กันลงไปแบบไม่หวง  ขอให้ลูกค้าอร่อยถูกใจเป็นพอ  แถมพี่เขายังมีอัธยาศัยไมตรีดีเลิศ  แม้จะหน้ามันอยู่หน้าเตาทั้งวัน  ก็ยังยิ้มเก่งและชอบคุยกับลูกค้าทุกคน  นี่ยังเดินไม่พ้นซอย 1 เลย  ก็อิ่มแปล้ซะแล้ว!  สงสัยคนที่กำลังลดน้ำหนักคงไม่อยากมาสามชุกแน่ๆ  เพราะคงทรมานใจไม่น้อยหากเห็นเพื่อนที่ไปด้วยได้กินของอร่อยๆ  แต่ตัวเองต้องกลืนน้ำลายเอื้อกๆ!

งั้นหยุดเรื่องกินๆ  เอาไว้ก่อน  จากร้านบะหมี่เจ๊กอ้าว  เหลียวมองไปทางซ้ายก็ถึงปากทางเข้าซอย 2 พอดี  โดยตรงหัวมุมนั้นเป็นที่ตั้งของบ้านไม้สักสามชั้นอันใหญ่โตโอ่โถงหลังหนึ่ง  ป้ายติดไว้ว่า “พิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงจีนารักษ์” หลายคนอาจเดินผ่านบ้านนี้ไปอย่างไม่ใยดี  แต่ผมขอแนะนำให้เข้าไปสักหน่อย  เพราะจะได้รับรู้ถึงประวัติความเป็นมาของชุมชนซึ่งเรากำลังย่างเหยียบเข้ามาเยือนอยู่

ท่านขุนจำนงจีนารักษ์เป็นเจ้าของตลาดแห่งนี้และเป็นนายภาษีอากร คนแรกของตลาดสามชุก  บ้านหลังนี้สร้างขึ้นด้วย ไม้สักทั้งหลังมี 3 ชั้น ปัจจุบันยังมีสภาพสมบูรณ์และแข็งแรงมั่นคงมาก  โดยสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2459  ปัจจุบันได้รับการบูรณะจนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ของชุมชน รวบรวมอดีตความเป็นมาอันยาวนานของตลาดสามชุกไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา และเป็นเสมือนศูนย์บริการข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวผู้มาเยือนตลาดสามชุก 100 ปี ที่ชั้นล่างสุดมีป้ายนิทรรศการบอกเล่าประวัติของร้านค้าสำคัญๆแต่ละแห่งในตลาด เมื่อเดินขึ้นสู่ชั้น 2 และ 3  จะได้ชมการแต่งเรือนตามแบบดั้งเดิมพร้อมเครื่องเรือนโบราณสมัยท่านขุนยังมีชีวิตอยู่ ตามฝาผนังมีกรอบรูปท่านเจ้าของเรือนหลายคน  ดูเคร่งขรึมดีแท้  เรือนไม้นี้มีสถาปัตยกรรมอันประณีตงดงาม โดยเฉพาะงานฉลุและแกะสลักไม้อันแสนอ่อนช้อยตามชายคา  ส่วนลายกระเบื้องที่พื้นนั้นก็แสนคลาสสิก สั่งทำเป็นพิเศษเพื่อเรือนหลังนี้เพียงแห่งเดียว  จึงมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร   ภายในห้องนอนที่ชั้นสอง  มีโต๊ะเครื่องแป้ง  เตียงมุ้งสายบัว  และหีบเหล็กโบราณให้ชม  นอกจากนี้ยังมีช่องลับเปิดปิดได้สำหรับขึ้นไปยังชั้นสาม แถมมีช่องเล็กๆ  สำหรับแง้มแอบดูชั้นล่างได้อีกด้วย   เดินดูเสร็จแล้วอย่าลืมเซ็นสมุดเยี่ยมฝากข้อคิดเห็นไว้ให้ชุมชนด้วยล่ะ  อ้อ... ลืมบอกไปว่าที่นี่มีแผ่นพับแผนที่ของตลาดสามชุกแจกด้วย  เที่ยวตามแผนที่นี้จะได้เห็นของเด่นดีครบถ้วน

เมื่อทราบความเป็นมาของชุมชนแล้ว  ทีนี้ก็เดินเที่ยวไล่กันไปตั้งแต่ซอย 1 ถึงซอย 8 เลยก็ได้  หรืออีกวิธีจะเดินเลาะเที่ยวริมน้ำตามถนนเลียบนที  แล้วค่อยเดินลดเลี้ยวเข้าไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ ก็ได้  สำหรับที่ถนนเลียบนทีนั้น  หากเดินตรงไปจากร้านบะหมี่เจ๊กอ้าว  ซ้ายมือจะพบกับ “ศาลเจ้าพ่อสามชุก”  อันศักดิ์สิทธิ์  แวะสักการะขอพรคงดีไม่น้อย  ตรงข้ามศาลเป็นตรอกเล็กๆ  แคบๆ  นำลงไปสู่ทางเดินปูนเลียบแม่น้ำท่าจีน  มองไปฝั่งตรงข้ามเห็นแนวกอไผ่และไม้ใหญ่ร่มครึ้ม  ตอนเย็นๆ  คนสามชุกนิยมมาเดินหรือวิ่งออกกำลังกายกัน  แต่วันนี้เราจะไม่เห็นเรือน้อยใหญ่วิ่งขึ้นล่องดังในอดีต  มีเพียงเรือประมงหาปลาลำน้อยพายไปวางแหอวนเท่านั้น

จริงๆ ทุกซอยก็น่าเดินเที่ยวไม่แพ้กัน  แต่ร้านเด่นๆ  ซึ่งไม่ควรพลาดชมอยู่ที่ซอย 1  ซอย 2  ซอย 3  ซอย 4 และซอย 8  ส่วนซอยอื่นๆ หากเราเดินเล่นเตร็ดเตร่ไปแบบไม่โหวกเหวกโวยวาย  ให้ความเคารพชุมชน  ก็จะได้เห็นภาพการดำเนินชีวิตจริงๆของคนสามชุก  ที่อยู่กันอย่างสงบงาม  ไม่เร่งร้อน  น่าอิจฉามากๆ

ที่ซอย 1 มีร้านอยากพาไปเที่ยวอยู่สองร้าน  คือ  “ร้านรัชพร” และ “ร้านบุญช่วยหัตถกิจ”  สองร้านนี้มีเสน่ห์ตรงเป็นแหล่งรวบรวมนาฬิกาโบราณหลายหลากรุ่น  เปิดขายติดต่อกันมานานกว่า 50 ปีแล้ว  โดยเฉพาะที่ร้านรัชพรนั้นบรรยากาศในร้านมีการประดับตกแต่งด้วยนาฬิกาลูกตุ้มแขวนผนังรุ่นคุณปู่หลายสิบเรือน  ดูแล้วคลาสสิกมาก โดยเฉพาะ “นาฬิกาลอนดอนระฆัง” ยี่ห้อสิงโต ซึ่งเหลือใช้งานได้จริงอยู่เพียงไม่กี่เรือนในเมืองไทย  นาฬิการุ่นนี้มีอายุเก่าแก่กว่า 80 ปีแล้ว นำเข้ามาจากประเทศเยอรมนี  ท่านเจ้าของร้านรู้สึกภาคภูมิใจมาก เพราะนอกจากจะเป็นการอนุรักษ์ของเก่าแก่ไว้ให้ลูกหลานดูแล้ว  ที่พิเศษสุดคือ เวลามันตีบอกเวลาเสียงจะดังกังวานใสมากกว่านาฬิการุ่นอื่นๆ  มีหลายคนเคยมาขอซื้อให้ราคาสูงลิ่ว  แต่ก็ต้องผิดหวังกลับไป  มาร้านนี้แล้วคุณอาจปันใจให้นาฬิกาเข็มเดินเสียงดังติ๊กต๊อกๆ แบบเก่า  มากกว่านาฬิกาตัวเลขดิจิตอลยุคใหม่ก็เป็นได้

เมื่อสุดซอย 1 แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนมิตรสัมพันธ์  ตรงหัวถนนปากทางเข้าซอย 2 เราจะได้พบกับ “ร้านศิริทรัพย์เครื่องหวาย” บ้านเลขที่ 639/1  แม้จะเป็นห้องแถวไม้เล็กๆ  แต่หน้าร้านกลับละลานตาไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่ทำด้วยหวายและไผ่  ซึ่งยังคงใช้งานเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของเราคนไทย  ทั้งฝาชีครอบกับข้าว   กระบุง  กระจาด  กระด้ง  กระชอน  กระติ๊บข้าวเหนียว  เชี่ยนหมากคุณยาย  ตะกร้า  ตะกร้อสอยมะม่วง  สุ่มจับปลา  งอบ  และอื่นๆ  คุณตาเจ้าของร้านท่าทางใจดี  มักเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชมการผลิตสิ่งต่างๆเหล่านี้ด้วยวิธีโบราณ  คือใช้มือมากกว่าใช้เครื่องจักร  แม้จะผลิตได้ช้า  ทว่าทุกชิ้นล้วนบรรจุล้นไปด้วยความตั้งใจ  ความประณีต  และประสบการณ์  ในภาวะที่โลกกำลังร้อนขึ้นเรื่อยๆ และขยะพลาสติกกำลังจะล้นโลกอยู่แล้ว  การหันกลับมาใช้ตะกร้าหวายแบบของร้านศิริทรัพย์  จึงย้ำเตือนสัจธรรมข้อหนึ่งว่า  คนยุคโบราณที่เทคโนโลยีล้าหลัง  เขายังรักโลกมากกว่าคนรุ่นปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีสูงส่งเสียอีก  ชวนให้คิดว่า  ถ้าวันไหนไม่มีคุณตาร้านศิริทรัพย์  ภูมิปัญญาทำเครื่องหวายด้วยมือคงไม่มีใครสืบทอด

ร่องรอยอดีตอันรุ่งเรืองอีกแห่งหนึ่งในซอย 2 ปรากฏอยู่ ณ “โรงแรมอุดมโชค” ซึ่งแม้ปัจจุบันจะปิดตัวไปแล้ว  แต่ก็พอทำให้เราจินตนาการย้อนไปถึงห้วงเวลาครั้งอดีตที่เซลล์แมนขายของหลายยี่ห้อจากบางกอกเดินทางมากับเรือเมล์สินค้า  แล้วพากันเข้าพักในโรงแรมไม้ 2 ชั้น ขนาด 12 ห้องนี้จนเต็มทุกวัน  ทำให้สามชุกกลายเป็นหมุดหมายหนึ่งในแผนที่การเดินทางตามสายน้ำขึ้นไปถึงชัยนาทหรือแม้กระทั่งอุทัยธานีนั่นเชียว  พอเล่ามาถึงตอนนี้ก็อยากจะเพิ่มเติมเกร็ดความรู้ให้นิดหนึ่งเกี่ยวกับแม่น้ำท่าจีน  ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นแม่น้ำที่มีหลายชื่อที่สุดในเมืองไทยแล้ว  โดยเรียกตามพื้นที่ที่ไหลผ่าน  คือเริ่มแตกสาขาออกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดอุทัยธานี เมื่อไหลผ่านจังหวัดชัยนาทเรียกว่าแม่น้ำมะขามเฒ่า  ผ่านจังหวัดสุพรรณบุรีเรียกว่าแม่น้ำสุพรรณบุรี  ผ่านจังหวัดนครปฐมเรียกว่าแม่น้ำนครชัยศรี  และผ่านจังหวัดสมุทรสาครเรียกว่าแม่น้ำท่าจีน  แล้วไหลออกสู่อ่าวไทยไปในที่สุด  นี่คือสายน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตนับล้าน ฤ มิใช่  หากลูกหลานไม่ช่วยกันรักษา  คนรุ่นต่อๆไปคงลำบากแย่

มาเดินเที่ยวกันต่อที่สามชุกซอย  3  ดีกว่า  ซอยนี้ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางตลาด  จึงถือเป็นหัวใจหรือไฮไลต์ของตลาดร้อยปีก็ว่าได้  ร้านเด่นๆก็คือร้านขายยาร้านแรกของตลาดสามชุก คือร้านยาจีน  “ฮกอันโอสถสถาน” ซึ่งขายกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษเมื่อ 70 กว่าปีมาแล้ว โดยมีนายเสี่ยง แซ่เตี่ย ผู้เชี่ยวชาญวิชาแพทย์จีนและยาสมุนไพรไทยเป็นผู้ก่อตั้ง บรรยากาศในร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรนับพันๆชนิด มีครกตำยา  มีดหั่นยาโบราณอายุเกือบ 100 ปี  เครื่องชั่งยา  ลูกคิดจีน  ลิ้นชักไม้ใส่ยาเรียงรายนับร้อยๆ  โดยเฉพาะที่หน้าร้านมีเครื่องบดยาโบราณที่ยังใช้การได้ดีเหมือนใหม่วางโชว์อยู่  พร้อมให้ผู้มาเยือนทดลองบดยาด้วยตนเองอีกด้วย  ฝั่งตรงข้ามเยื้องกับฮกอันโอสถสถาน  คือร้าน “คูเซ่งฮวด” หรือร้านนายไผ่ (คุณลุงสุวรรณ  คูหาพัฒนกุล) ซึ่งขายพวกถ้วยชามตราไก่ ตะเกียงทำจากกระป๋องนม  ตะเกียงโป๊ะ  บัวรดน้ำสังกะสี  โหลแก้วใส่ของ หม้อเคลือบแบบโบราณ  ฯลฯ  เปิดขายกันมาตั้งแต่สมัยเตี่ย โดยที่หน้าร้านนั้นคุณลุงสุวรรณได้นำรถหัดเดินแบบโบราณเรียกว่า “หมก” ที่ท่านใช้ในวัยเด็กออกมาตั้งแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันเป็นบุญตาด้วย

ใกล้ๆ  กันนั้นคือที่ตั้งของร้าน “ศิลป์ธรรมชาติ” อันเป็นร้านซึ่งนักท่องเที่ยวรู้จักดีที่สุดในสามชุกก็ว่าได้   เพราะเขายังมีบริการรับถ่ายรูปขาวดำแบบโบราณไว้เป็นที่ระลึก  ด้วยกล้องนำเข้าจากประเทศเยอรมนีซึ่งมีอายุกว่า 50-60 ปี ทว่ายังถ่ายภาพออกมาได้ชัดแจ๋ว แถมสภาพของตัวกล้องยังดีอย่างน่าอัศจรรย์  พร้อมมีบริการส่งภาพถ่ายนั้นให้ถึงบ้าน ปัจจุบันคุณสุรีย์ เอี่ยมพิชัยฤทธิ์ เจ้าของร้านยิ้มง่ายใจดี  มีชุดหญิง-ชายแบบย้อนยุคให้ใส่ถ่ายภาพกันอย่างมีเสน่ห์  นอกจากนี้ภายในร้านยังมีตู้โชว์กล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพโบราณมากมายหลายชิ้น  ทั้งฟิล์มขาวดำกระจกรุ่นเก๋ากึ๊ก  (สมัยก่อนแผ่นฟิล์มโพลารอยด์เป็นม้วนๆแบบปัจจุบันยังไม่มีใช้  ช่างถ่ายภาพต้องใช้แผ่นฟิล์มกระจกสี่เหลี่ยม  ซึ่งอาบน้ำยาไวแสง  ถ้าไม่ระวังแผ่นกระจกนี้อาจแตกได้  เห็นไหมว่า  ช่างภาพรุ่นคุณปู่ต้องใจเย็นและประณีตขนาดไหน!)  ภายในตู้โชว์ยังมีกล้องบ็อกส์ (Box Camera) อายุไม่ต่ำกว่า 60-70 ปี  ที่มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมสีดำ  และมีรูบรรจุเลนส์กระจกเล็กๆ  พร้อมช่องใส่ฟิล์มภายใน  สะท้อนปรัชญาการถ่ายภาพอันแสนเรียบง่าย  และที่เด็กรุ่นนี้อาจไม่เคยเห็นเลยก็คือกล้องกระโปรง (Folding Camera) ที่เวลาถ่ายภาพต้องยืดส่วนที่เป็นบานพับสีดำออกมาจากตัวกล้อง  โดยบานพับนั้นมีลักษณะเป็นจีบทำจากผ้าใบทึบแสง  สำหรับร้านนี้  ใครไม่ถ่ายภาพ  แต่จะเข้าไปนั่งสนทนากับเจ้าของร้าน  ท่านก็ยินดีต้อนรับด้วยรอยยิ้ม

ผมเดินวนมาสุดที่ซอย 8 ก็ใกล้จะหมดแรง  พอดีมาพบกับร้านชื่อแปลก “หยองกระดุม” โชคดีได้พบกับคุณสิริ  เจ้าของร้านรุ่นปัจจุบันกรุณาเล่าให้ฟังว่า  สมัยก่อนเมืองไทยเรายังไม่มีกระดุมพลาสติกสำเร็จรูปเป็นเม็ดๆวางขายเช่นทุกวันนี้  ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆก็ยังไม่มี  มีเพียงห้องตัดเสื้อน้อยใหญ่ที่เปิดให้บริการหญิงชายได้เข้ามาวัดตัวตัดชุดกัน (ลองนึกถึงชุดในละครย้อนยุคบ้านทรายทองนั่นไง)  และร้านหยองกระดุมก็ทำหน้าที่ปั๊มกระดุมเสื้อเพื่อใช้ประกอบการตัดชุดเหล่านั้น  ซึ่งบางคนก็นิยมนำเศษผ้าที่เหลือจากการตัดเสื้อหรือกระโปรง  มาปั๊มเป็นกระดุมให้เข้าชุดกัน  โดยวิธีการแบบนี้ปัจจุบันก็แทบจะลืมเลือนไปหมดแล้ว  และเครื่องปั๊มกระดุมโบราณก็ถูกเก็บเข้ากรุหรือพิพิธภัณฑ์กันไปเสียเป็นส่วนใหญ่  ทว่าที่ร้านหยองกระดุม  คุณสิริยังคงยืนยันหนักแน่นที่จะรักษาวิธีการอันแสนคลาสสิกนี้เอาไว้  ใครมีเศษผ้าสีสวยเป็นลายดอกต่างๆ  จะนำไปให้ทางร้านปั๊มเป็นกระดุมผ้าเก็บไว้  ก็คิดค่าบริการไม่แพง  แถมบรรยากาศร้านเล็กๆแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยมิตรไมตรี ลองนั่งพักผ่อนกันที่หน้าร้านแล้วสนทนากัน  คุณสิริอาจนำกีต้าคลาสสิกคู่ใจออกมาบรรเลงให้ฟัง  หรือถ้าครึ้มอกครึ้มใจหน่อย  วันนั้นเราอาจได้ฟังเสียงนุ่มๆจากเพลงของเอลวิส  เพรสลี่  ด้วยแผ่นเสียงหรือเทปคาสเส็ตของคุณสิริก็เป็นได้

จะเห็นว่าทุกย่างก้าวในตลาดสามชุกล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราว  นี่ถ้าเสาไม้เก่าๆ หรือแม้กระทั่งตะปูสักตัวกลับมีชีวิตพูดได้ขึ้นมา  เราคงจะได้รับฟังเรื่องราวไม่รู้จบของคนหลายรุ่น  ซึ่งเกิด  เติบโต  อาศัย  และเรียกที่นี่ว่า “บ้าน”  แต่ตอนนี้ผมเริ่มหมดแรงแล้ว  เลยเดินวนย้อนกลับออกมาตรงซอย 1 ถนนเลียบนที  พอดีวันนี้เป็นวันเสาร์  “ข้าวห่อใบบัวร้านหรั่ง” เลยเปิดขาย  ได้หลบร้อนเข้ามาพักร่มเติมเต็มพลังอีกครั้ง  กับเมนูเด็ดที่เลื่องลือไปไกล  ใครมาก็ต้องแวะชิม  ขอแอบกระซิบว่าข้าวห่อใบบัวร้านนี้ยังคงปรุงด้วยสูตรดั้งเดิมที่หาชิมได้ยากมากในปัจจุบัน โดยคัดสรรข้าวหอมมะลิพันธุ์ดีมาอย่างพิถีพิถัน บวกกับเครื่องปรุงตามตำรับเก่าแก่ ส่วนวันธรรมดาขายข้าวแกงอย่างเดียว นั่งกินอาหารอร่อยไป ชมสายน้ำท่าจีนไหลเอื่อยๆไปด้วย ช่วยให้ใจสงบเย็น บางครั้งก็จะมีเด็กๆมาเล่นน้ำ  นั่งตกปลา  และมีเรือแจวผ่านไป  นำภาพวิถีไทยกลับมาให้เราได้ชมอีกครั้ง 

ทุกวันนี้ตลาดสามชุกเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เริ่มมีความใหม่เข้าไปผสมผสานกับความเก่า  ห้องแถวหลายคูหาเปลี่ยนถ่ายมือจากเจ้าของเดิมเป็นผู้เช่าหน้าใหม่  ซึ่งเปิดหน้าร้านขายของแบบเมืองๆกันมากขึ้น  แต่ถ้าลองเดินไปแถบซอยท้ายๆตลาด  ประมาณซอย 4-7  สิ่งใหม่เหล่านี้ก็ยังรุกเข้าไปไม่ค่อยถึง  ก็เพราะเจ้าของดั้งเดิมท่านยังคงรักถิ่นฐานและพำนักอยู่ในนิวาสสถานซึ่งบรรพบุรุษได้ริเริ่มก่อร่างสร้างไว้ให้  ในวันธรรมดาจันทร์-ศุกร์  หากมีโอกาสไปเยือนเหมือนที่ผมทำบ่อยๆ  ก็จะไม่ต้องผจญกับคลื่นนักท่องเที่ยวแบบวันเสาร์-อาทิตย์  อีกทั้งยังได้เห็นภาพการดำเนินชีวิตแท้จริงของคนสามชุก  เราอาจมีโอกาสเห็นภาพอาม่าผมสีดอกเลานั่งสนทนากันด้วยภาษาจีนอยู่หน้าห้องคูหาของตนอย่างไม่เร่งร้อน  ภายในบ้านก็มีลูกๆหลานๆ วิ่งเล่นกันอยู่   เป็นครอบครัวที่เรียบง่าย  ไม่ต้องรวย  แต่ยิ้มได้อย่างเป็นสุข 

ร้านรวงที่น่าสนใจยังมีอีกมากนัก  ต้องลองมาค้นหาด้วยตนเอง  แล้วจะหลงรักที่นี่เหมือนกับผม  อดไม่ได้ที่จะกล่าวถึง “ร้านของชำป้านา” (ป้าสันทนา  ลอยจินดารัตน์) ซอย 3 บ้านเลขที่ 417 ซึ่งยังคงเปิดขายของชำ  ของกิน  และของทำขนมต่างๆ  คุณป้านาแกเป็นหลานสาวของเถ้าแก่เนี้ยม  แซ่โค้ว  กับคุณยายแห้ว  ระวิพงษ์  เจ้าของตลาดสามชุก  ภายในร้านมีตู้ไม้สักอายุร่วมร้อยปี  เป็นที่เก็บรักษาเครื่องทองเหลืองต่างๆ  ทั้งถาด  ขันน้ำพานรอง  และโตก  ซึ่งเดิมเป็นสมบัติสุดรักสุดหวงของคุณแม่ป้านาและคุณยายแห้วเลย  นอกจากนี้ที่ซอย 4 ยังมี “ร้านทองมีชัย” ที่เราสามารถขอชมของสะสมส่วนตัวของคุณพ่อสามีคุณอัญชุลี  หอมทอง  เป็นข้าวของจำพวกลายเขียนสีแบบจีน  ทั้งปั้นชา  ไหดินเผาเคลือบสีเขียว  รวมถึงเครื่องเงิน  เช่น  ชุดสูบบุหรี่  ที่เขี่ยบุหรี่ และที่วางไฟแช็ก  เป็นต้น   และร้านสุดท้ายที่อยากชวนไปชมก็คือ  “ร้าน ช. เจริญ” ซอย 6 เจ้าของเคียวตรา “ช ๓” ซึ่งมีลุงเต็กเซ็ง  เจริญจามีกร  สืบทอดภูมิปัญญาจากเตี่ยชาวจีนไหหลำ  โดยเป็นร้านเดียวที่ตีเหล็กเป็นเคียวเกี่ยวข้าว

วันนั้นเดินเที่ยวจนหมดแรง  อันที่จริงกินจนพุงกางอีกต่างหาก  ผมเลยขับรถเข้าไปค้างอยู่ในตัวเมืองสุพรรณบุรี  พรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์  เลยกะว่าจะตระเวนเที่ยวในละแวกใกล้ๆ  อาจเป็นแถวตลาดเก้าห้องอำเภอบางปลาม้า  แล้วค่อยกลับกรุงเทพฯ

เช้าวันรุ่งขึ้น  นาฬิกาปลุกผมให้กระเด้งตัวขึ้นจากเตียงตอนตีห้าครึ่ง  ผมรีบล้างหน้าแต่งตัว แล้วบึ่งรถออกจากโรงแรมขณะที่ฟ้าเริ่มสางขึ้นทีละน้อย  แสงของวันใหม่นำพาผมกลับมายังตลาดสามชุกอีกครั้งในเช้าอันสดใสด้วยความมุ่งหมายอย่างหนึ่ง  ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้สัมผัส...

ฟ้าสว่างแล้วตอนผมถึงตลาดสามชุก  อากาศสดชื่นเย็นสบายหายใจได้เต็มปอด  ตลาดแลเงียบเชียบวังเวง  แต่ก็มีบางร้าน  อย่างเช่นร้านขายของเล่นใกล้ๆซอย 8 เริ่มเปิดแล้ว  เสียงประตูไม้เป็นบานพับแบบโบราณถูกเปิดออกดังเอี๊ยดอ๊าด  โคมไฟกลมสีแดงสดแบบจีนยังคงสว่างโล่อยู่  ผมมาทำไมที่นี่ในตอนเช้าตรู่อย่างนี้ “มาตักบาตร” ครับ   อยู่กรุงเทพฯไม่เคยตื่นเช้าใส่บาตร  พอออกมาต่างจังหวัดมีโอกาสเลยขอทำบุญกับเขาสักหน่อย

ประมาณหกโมงครึ่ง  พระท่านก็เดินเข้าตลาดมาเป็นสาย  ลดเลี้ยวอย่างแช่มช้าเข้าไปตามซอยต่างๆ  คนที่นี่ยังคงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนากันอย่างเหนียวแน่น  ผมแวะเข้าไปตรงตลาดเช้าสามชุก  ซื้อข้าวปลาอาหารและขนมหวานใส่บาตรรับพรจากพระท่านเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน  ทำให้รู้สึกสบายใจมากๆ

เสร็จจากตักบาตร  ก็ลงไปเดินเล่นตรงริมลำน้ำท่าจีน  ซึ่งขณะนี้ยังแลขมุกขมัวไปด้วยความสลัวรางและสายหมอกต้นฤดูหนาวที่โรยตัวลงห่มคลุมผิวน้ำและกอไผ่ใหญ่เอาไว้  สายหมอกขาวม้วนตัวขึ้นจากผิวแผ่นน้ำราวกับว่าแม่น้ำท่าจีนกำลังหายใจและกระซิบกระซาบเรื่องราวอะไรบางอย่างให้ผมฟัง  ในสายหมอกนั้นมีเรือแจวลำหนึ่งลอยนิ่งอยู่ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลไปไม่ย้อนกลับ  ก็แน่นอนล่ะ   ความคงที่ของสายน้ำคือความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา...

ภาพของผืนน้ำเบื้องหน้าทำให้ผมมาหวนคิดไปว่า  วันหน้าสามชุกจะเป็นอย่างไร  ถ้าแม้นตัวตลาดเปลี่ยนไป  หรือถ้าแม้นนักท่องเที่ยวน้อยลง  สามชุกจะอยู่ได้หรือไม่  ผมแอบคิดเข้าข้างตัวเองว่า  ที่นี่ต้องอยู่ได้วันยังค่ำ  เพราะสามชุกไม่ใช่แค่เพียงแหล่งท่องเที่ยวธรรมดา  แต่ที่นี่คือตลาดร้อยปีซึ่งเป็นบ้านของคนหลายชั่วรุ่นผู้ไม่ยอมละทิ้งถิ่นฐาน  อีกร้อยปีที่นี่อาจเปลี่ยนแปลง  แต่ใจคนสามชุกจะไม่เปลี่ยนไป  ผมหวังไว้  เช่นนั้น...

Travel  Guide

How to Go : ตลาดสามชุก 100 ปี ตั้งอยู่ห่างจากอำเภอเมืองสุพรรณบุรีประมาณ 33 กิโลเมตร ตามทางหลวงสาย 340 ที่มุ่งสู่จังหวัดชัยนาท มองทางซ้ายมือไว้จะเห็นป้าย “ตลาดสามชุก 100 ปี” ชัดเจน เลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกไฟแดงอำเภอสามชุก จากนั้นขับรถข้ามสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน แล้วเลี้ยวขวาแยกแรก ตรงเข้าไปจอดรถยังที่ว่าการอำเภอสามชุกบริเวณริมแม่น้ำท่าจีน ซึ่งชุมชนตลาดสามชุกตั้งอยู่ติดกันนั้นเอง ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯประมาณ 2 ชั่วโมง  สามารถเดินทางแบบไป-กลับจากกรุงเทพฯได้ภายใน 1 วัน  และเดินเที่ยวทั่วได้ในเวลาประมาณครึ่งวัน

When to Go : ท่องเที่ยวได้ตลอดปี  โดยระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เมษายน  ท้องฟ้าจะปลอดโปร่งที่สุด

Where to Stay : ปัจจุบันตลาดสามชุกไม่มีที่พักไว้บริการเหมือนสมัยก่อน  นักท่องเที่ยวที่สนใจจะค้างแรม  จึงต้องไปหาที่พักในตัวเมืองสุพรรณบุรี  ซึ่งถือว่าเดินทางไม่ไกลมาก  เพราะอยู่ห่างไปแค่ 33 กิโลเมตรเท่านั้นเอง  แนะนำโรงแรมคุ้มสุพรรณ  ถนนหมื่นหาญ โทร. 0-3552-2273 ค่าห้องพัก 800-15,000 บาท พร้อมอาหารเช้า  โรงแรมสองพันบุรี ถนนประชาธิปไตย โทร. 0-3552-2555-7 ค่าห้องพัก 650-1,600 บาท  ศรีอู่ทองแกรนด์โฮเต็ล  ถนนนางพิม  โทร. 0-3550-1290-3 ค่าห้องพัก 1,200-2,200 บาท  ฯลฯ

What to Eat : ที่ตลาดสามชุกมีของกินมากมายทั้งคาวหวานให้เลือกชิม  โดยเฉพาะของกินสูตรโบราณที่คนรุ่นคุณปู่คุณย่ามาปรุงกันเองแบบเห็นๆ  ของคาว เช่น ข้าวห่อใบบัว  (มีเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์) หรือไม่ก็ก๋วยเตี๋ยวเจ๊กอ้าว  ซึ่งมีคนมารอชิมล้นหลามตลอดวัน  ทั้งสองเจ้าตั้งอยู่ที่ถนนเลียบนทีตรงใกล้ๆกับซอย 1  นอกจากนี้ยังมีเป็ดย่างจ่าเชิด  น้ำพริกแม่กิมลั้ง  ปลาสลิดพี่จิต  จากนั้นก็เป็นเมนูของหวานพวกขนมไทยนานาชนิด  ทั้งขนมทองเอก  ทองหยิบ  ทองหยอด  ฝอยทอง  ขนมชั้น  ขนมหม้อแกง  ขนมไข่สูตรโบราณ  กระยาสารท ฯลฯ

Souvenir : สบู่ถ่านไม้ไผ่ ร้านฮกอันโอสถสถาน (ซอย 3) หม้อเคลือบ จาน ชาม แก้ว เหยือกน้ำ และช้อนสังกะสีเคลือบแบบโบราณ กระติกน้ำร้อนรุ่นเก่าสไตล์จีนที่เก็บความร้อนดีเป็นเลิศ ทั้งหมดหาได้ที่ร้านคูเซ่งฮวด (ซอย 3) รวมถึงเครื่องจักสานฝีมือประณีตของร้านศิริทรัพย์ (ซอย 2) ใครชื่นชอบสะสมนาฬิกาลูกตุ้มติดผนังสไตล์โบราณ  ต้องไม่พลาดร้านรัชพรและร้านบุญช่วยหัตถกิจ (ซอย 1)  และที่ลืมไม่ได้  ต้องไปถ่ายรูปขาวดำกันที่ร้านศิลป์ธรรมชาติเพื่อเก็บไว้ดูเป็นที่ระลึก

More Informations : คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ เลขที่ 73 หมู่ 2 ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี 72130 โทร. 0-3557-2449, 0-3550-4498, 08-1640-3327 หรือสอบถามการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  สำนักงานภาคกลาง เขต 6 โทร. 0-3524-6076-7

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
ตุ้มจิ๋ว วันที่ : 15/07/2008 เวลา : 10.54 น.
http://www.oknation.net/blog/namtan

ที่ ว่ามาแต่ละอย่าง น่าเที่ยว และ น่าชิม ทั้งสิ้น
ต้องหาเวลาไปแล้วค่ะ....

เคยเห็นแต่ ภาพที่เล่าเรื่องของ ตลาดเก่าสามชุก
เห็นที จะต้องไปสัมผัส ด้วย ตัวเองซะแล้วสิคะ...
ความคิดเห็นที่ 2
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 10/05/2008 เวลา : 17.57 น.
http://www.oknation.net/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ขอบคุณครับ...(ตัวหนังสือเล็กไปหน่อย..อ่านยากจัง)
ความคิดเห็นที่ 1
Je@b วันที่ : 10/05/2008 เวลา : 17.13 น.
http://www.oknation.net/blog/wujira
The secret of success in life is to be ready for your opportunity when it comes.ความลับของความสำเร็จ คือ เตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอสำหรับโอกาสที่มาถึง

ตลาดเก่ามีเสน่ห์ดีนะคะ
ถ้ารักษาความเก่าไว้ได้นาน ๆ คงดี ... เสียดายที่บางร้านเริ่มปรับเปลี่ยนไปนิด ๆ แร้ว ...

ชอบร้านถ่ายรูปเก่า ๆ ค่ะ ...
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31