• SakiAndaman
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : saki391@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-11
  • จำนวนเรื่อง : 42
  • จำนวนผู้ชม : 14095
  • จำนวนผู้โหวต : 66
  • ส่ง msg :
สันติภาพคือชีวิต - Peace is life
สันติภาพคือชีวิต - Peace is life - ........
Permalink : http://www.oknation.net/blog/saki
วันอังคาร ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551
เมื่อชายตาบอดถ่ายทอดสัจธรรมของชีวิต-สารคดีแห่งปี
Posted by SakiAndaman , ผู้อ่าน : 395 , 02:11:07 น.   | หมวดหมู่ : Peace Documentary  
พิมพ์หน้านี้


เมื่อชายตาบอดถ่ายทอดสัจธรรมของชีวิต-สารคดีแห่งปี

ได้มีโอกาสนั่งแลกเปลี่ยนกับอิมรอน เด็กหนุ่มผู้มากความสามารถด้านการถ่ายทำสารคดีภาควิถีชีวิตคนมุสลิม

สารคดีชุดแรกที่เขามีส่วนในการถ่ายทำ ชื่อ "มุสลิมบางกอก" ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งของรายการรอมฎอนไนท์ เมื่อหลายปีก่อน

สารคดีชุดดังกล่าวได้ทำให้รายการทีวีภาคมุสลิมได้เกิดการยกเครื่อง (นิดหน่อย) จากเดิมที่มีแต่การนั่งบรรยายธรรม หรือกล่าวได้อีกอย่างนึงว่า รายการวิทยุมุสลิมภาคโทรทัศน์ มาใส่ใจกับการนำเสนอด้วยภาพ วิถีชีวิต และการท่องชุมชน...

แต่สิ่งที่ "มุสลิมบางกอก" ได้สร้างมาตรฐานไว้นั้นยังไม่มีรายการใดโค่นความเป็นหนึ่งในการถ่ายทำสารคดีภาคมุสลิมไปได้

ได้ข่าวว่าสารคดีชุดดังกล่าว มียอดออเดอร์มาจาก เพื่อนบ้านมาเลย์ อาจไปไกลถึงโลกตะวันออกกลาง...

อิมรอน เล่าว่า ตอนไปถ่ายทำสารคดี เขาและเพื่อนๆใช้เวลานานในการคิดว่าจะนำเสนอในมุมใหน ให้แตกต่าง และน่าสนใจ ที่สำคัญพวกเขาใส่ใจก็คือ ภาพต้องออกมาสวย...บางทีต้องเฝ้าอยู่ที่ชุมชนอยู่หลายวันกว่าแสงจะลงตัว....

แต่สารคดี เรื่อง "แสงแห่งศรัทธาในโลกแห่งความมืด" แตกต่างจากงานที่เขาทำมา แม้ว่าจะนำเสนอภาพชีวิตของคนมุสลิม ชุมชนมุสลิม แต่คนเล่าเรื่องเป็นตัวแทนแห่งผู้พิการทางสายตาที่เป็นมุสลิม

ผมนั่งดูสารคดีตอนเริ่มต้น ก็รู้สึกว่าทำไมภาพมันอึดอัดเหลือเกิน ดูอะไรก็ไม่ชัดไปเสียหมด ผมเริ่มบ่นกับอิมรอน

ผมเห็นว่าสารคดีเรื่องนี้อึดอัดน่าดู ชัดก็ไม่ค่อยชัด เห็นแต่ขอบประตู แต่ไม่เห็นภาพคน หรือภายในบ้าน หรือว่าคนถ่ายรู้สึกแกรงใจ เจ้าของห้องกันแน่ นะเนี่ย

"ถ้าบังเป็นคนที่ตกอยู่ในสภาวะเดียวกันกับผู้พิการทางสายตา ที่มองอะไรก็ไม่ค่อยเห็น แล้วบังจะรู้สึกอย่างไร" 

อันนี้ผมไม่ตอบเพราะว่าสายตาผมยังปกติ ผมทนดูต่อไป

"ในห้องเช่าแห่งหนึ่ง ชายคนหนึ่ง ตื่นนอน ล้างหน้า แปรงฟัน ชงกาแฟ ทำกับข้าว แต่งตัว..เปิดทีวีดู " คนพากย์เล่าเรื่องเอื่อยๆ

ชีวิตปกติธรรมดา ของชายคนหนึ่งที่นุ่งสโร่งน่าจะเป็นคนมุสลิม...

"ชีวิตประจำวันธรรมดาๆ นี้จะไม่ธรรมดาอีกต่อไปถ้า ชายคนนี้เป็นคนตาบอด" ผมอึ้ง ประโยคนี้ดึงความสนใจอย่างมาก

"ผมไปละหมาดที่ศูนย์กลางอิสลามฯ ตอนวันศุกร์ ก็เห็นพี่เขามาที่นี่บ่อยๆ แต่ดูเหมือนไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจคุยกับแกมากนัก แต่ไม่ใช่ผม ผมสนใจพี่เขามาก หาโอกาสพูดคุย แล้วรู้ว่ามีหลายๆประเด็นที่คนตาดีไม่เคยมองเห็นในเรื่องที่แกถ่ายทอดออกมาเลย ผมจึงทำสารคดีเรื่องขึ้นมา" อิมรอนเล่าให้ฟัง ถึงแรงบันดาลใจในการทำหนังเรื่องนี้

"มีคำพูดอยู่คำหนึ่งที่ประทับใจผมมากก็คือ พี่เขาบอกผมว่า คนตาบอดไม่ได้ต้องการความสงสารจากคนตาดีหรอก แต่ต้องการแต้มต่อให้ได้ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเอง มีอาชีพ ไม่เป็นภาระแก่ใคร เท่านี้พอ" อิมรอนบอกผม ทำให้ผมตระหนักต่อเรื่องนี้ ทำให้น้ำตาแห่งความรู้สึกผิดอัดอั้นอยู่ภายในอก

ผมนั่งดูแล้ว เจอประโยคแรงๆ กระชากความรู้สึก "ผมพยายามปฏิบัติตามในสิ่งที่อัลลอฮทรงใช้ และห่างไกลกับสิ่งที่อัลลอฮทรงห้าม..........ผมมีแค่นี้ พอเห็นบ้างเล็กน้อยก็พอแล้วถ้าให้ผมได้มีตาดี แต่ต้องแลกกับความศรัทธาที่ผมมีไปนั้นผมขออยู่อย่างนี้ดีกว่า"

อ.ชาฟีอีย์ นภากร บอกเล่าในสารคดีว่า "แม้เพียงศาสดามูฮัมหมัดเพียงทำหน้าบึ้ง ต่อชายตาบอดที่เดินมาหาเพื่อขอให้บอกเล่าเรื่องอิสลามให้ฟัง พระองค์อัลลอฮได้ทรงเตือนศาสดาว่า อย่าได้มองข้ามคนที่พิการทางสายตาเป็นอันขาด"  

"ความจริงเรื่องนี้ผมทำขึ้นมาไม่ได้จริงจังอะไรในตอนแรก แต่พอทำจนจบอยากให้หลายๆคนได้ดู เพราะผมรู้สึกว่ามันมีค่ามากเลย เราอยากให้คนตาดีเปลี่ยนอคติที่มีต่อคนตาบอดไปเสีย"

"ผมได้ฉายสารคดีนี้ในรายการทีวีบ้าง เทศกาลหนังสั้นบ้าง และหวังอย่างยิ่งว่าจะได้ส่งไปฉายในเทศกาลหนังในต่างประเทศบ้าง คิดว่าคงฝันไม่ไกลเกินเอื้อม" อิมรอน ทิ้งท้าย

อิมรอมยังผลิตผลงานของเขาต่อไป พัฒนาฝีมือตนเองหลากหลายมากขึ้น

แต่สารคดีเรื่องนี้ของสำเร็จแล้ว เพราะได้เปลี่ยนทัศนคติของผมต่อผู้พิการไปแล้วอีกหนึ่งคน